ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หน้าหนาว/หน้าฝน : กาพย์ยานี ๑๑




หน้าหนาว/หน้าฝน : กาพย์ยานี ๑๑


๏       รังสิมา ระเรื่อเลื่อน..............ค่อยๆเคลื่อน คล้อยครึ้มเขา
สนธยา ราตรีเยา.......................คืบคลานเข้า มาเท่าแทน

๏       ชุติดา รกะดาว....................ศศิพราว วาววับแหวน
รงค์ชาด ค่อยคลาดแคลน............กาฬะแล่น แน่นนภา

๏        ค้างคาว เบาโบยบิน.............ออกหากิน ถิ่นถ้ำผา
เงาดำ รำระย้า............................เป็นสายยาว ราวสายชล

๏       ภาคเหนือ อากาศหนาว..........ภาคใต้ผ่าว พายุฝน
คลื่นลม โถมทับจน......................ทรายกระจัด หาดกระจาย

๏       คลื่นเค้ ทะเลคลั่ง..................ดุจจะพัง ให้ฝั่งหาย
กัดเซาะ ทะเลาะทราย..................ไม่ปราณี มิปรานอม

๏       ต้นไม้ ตามชายหาด.................ระเนระนาด มิอาจน้อม
ขุดราก ถอนโคนรอม......................ฉุดกระชาก ลากลงทะเล

๏       เมฆฝน ล้นหลากฟ้า.................มหึมา ระหนระเห
ลมซัด ฝนสาดเท...........................จนท่วมบ่า พนาดร

๏       เขาชุ่ม อุ้มไม่ไหว.....................ถล่มไถล ทะลายทะถอน
โคลนดิน หินห่าคลอน.....................ท่อนไม้ซุง พุ่งทะยาน

๏       บ้านช่อง ต้องพินาศ...................สวนโดนกวาด สัตว์โดนกว้าน
คนเซ เร่ซมซาน..............................อับชีวิต อนิจจา

๏       ผลให้ ภัยพิบัติ..........................เพราะคนขัด ตัดป่าคร่า
บุกรุก ปลูกยางพารา..........................เหตุตัณหา พาระกำ ฯ

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

การทำความดี เป็นเกียรติยศของชีวิต : โตฏกฉันท์ ๑๒



การทำความดี เป็นเกียรติยศของชีวิต : โตฏกฉันท์ ๑๒


๏      อุษโยค อวสาน...........ทิพวาร จรแจ้ง     (อุษาโยค=เวลาใกล้รุ่ง,ทิพ=วัน)
สุริย์ศรี ระวิแรง..................ชุติแพลง นภดล     (ชุติ=แสงสว่าง,นภดล=ฟ้า)

๏       อุปะภา ระประกฤติ........นฤมิต สิทธิ์ผล     (อุป=ใกล้,ภาระ=งานหนัก,ประกฤติ=ความเป็นปกติ,สิทธิ=ความสำเร็จ)
พิถยา พิภพ์จล...................อินทรี ยะชะตา        (พิถย=วิถี,พิภพ=โลก,จล=สั่นไหว-เคลื่อนที่,
                                                       อินทรีย์=สิ่งมีชีวิต,ชะตา=ลักษณะทำให้เกิดเหตุดี/ชั่ว)

๏       อนิลา อุปการ...............ธุระภาร อุณหา     (อนิล=ลม-อากาศ,อุปการ=ความช่วยเหลือ,
                                                                   อุณห=ความร้อน-ความอบอุ่น)
นิศชล พิรุณา......................ชลธาร ชลธี           (นิศาชล=น้ำค้าง,พิรุณ=ฝน,
                                                                   ชลธาร=แม่น้ำ,ชลธี=ทะเล)

๏       พสุธา อวิรุทธ์................ทุมะผุด สุทธ์ศรี     (อวิรุทธ์=สะดวก,ทุมะ=ต้นไม้
                                                                     สุทธ์=สะอาด-บริสุทธ์)
บุษบา ติณ์ขจี.......................พฤกษา นฤมล          (ติณ=หญ้า,นฤมล=ไม่มีมลทิน)

๏       ดิรฉาน นรชาติ................ภวะอาต มะชนม์    (นรชาติ=คน,ภว=ความมี-เป็น,ชนม์=การเกิด)
ภุญชา ปฏิสนธิ์......................กุลสืบ รตะพันธุ์         (ภุญช=กินอาหาร,รตะ=ยินดี )

๏       ศุภะภาร กิจะธร...............อนุสรณ์ อรสรรค์     (ศุภ=ความดีงาม,ธร=ผู้รักษาไว้,
                                                                       อร=สวยงาม,สรรค์=สร้าง)
สุริยา ทิพวรรณ......................สรการย์ พสุกล          (สร=แกร่งกล้า,การย์=หน้าที่,
                                                                       พสุ=ประเสริฐ)

๏       พินิจตาม คติตั้ง................จิตะสั่ง สะกุศล       (สะ=สวยงาม)
อุทิศา นฤมล..........................วิริย์ทน ยศะธีร์           (ธีระ=ปราชญ์)

๏        จุติมา สมะมุ่ง....................สิริรุ่ง สุระศรี         (สม=ควร,สุระ=กล้าหาญ)
ชุติกรรม ชำนะมี.......................สุวกฤดิ ชีวิตเอย ฯ     (สุว=ดีงาม,กฤดิ=เกียรติ)

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แม่.....: โคลงสี่สุภาพ



แม่.....: โคลงสี่สุภาพ


๑. อันอ้อมกอดแม่แล้............อุ่นอบ
กว่าแห่งไหนในพิภพ.............สบสู้
หนาวใดในโลกจบ................เพราะแม่
รักใดในโลกรู้.......................แต่แท้แม่ถนอม ฯ

๒. อันกับข้าวแม่แล้................อร่อยนัก
กว่าแห่งไหนในจัก-................(ก)รวาลนี้
แม่มีเสน่ห์ปลายจวัก...............ปักอก ลูกแฮ
รักแม่มิแร่ลี้..........................ลับหล้าสุธาสวรรค์ ฯ

๓. อันคำพูดแม่แล้...................สุจริต
ประหนึ่งปิยะมิตร.....................ชิดเชื้อ
แม่สอนสั่งรังสฤษฏ์..................สุขส่ง
เพราะแม่ลูกแลเคื้อ...................คู่ค้อมเคียงสกุล ฯ

๔. อันสรรพ์สิ่งแม่ให้..................ใดเสมอ
แหล่งหลากยากจักเจอ...............เพียบเพี้ยง
เสมือนว่ามาบำเรอ....................ลูกแหง่
ใจแม่หมายแลเลี้ยง...................กว่าสิ้นอาสัญ ฯ

๕. อันพระคุณแม่เพี้ยง................พระสุรีย์
สอดส่องผองปถพี......................ปกป้อง
งามดุจดั่งรังค์ระวี........................วิสิษฏ์
หลอมหล่อต่อชีพพ้อง..................สุดหล้าประภาสรรค์ ฯ

๖. รำลึกคุณแม่ไท้........................เทียมทาน
กรานกราบศุภอุปการ....................เทิดฟ้า
กตัญญูกตเวทิฐาน........................แด่แม่
ตราบแผ่นดินสิ้นหล้า.....................ตราบให้ไตรสนอง ฯ

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

รัก...ไม่ใช่แฟชั่น : กาพย์ยานี ๑๑



รัก...ไม่ใช่แฟชั่น : กาพย์ยานี ๑๑


๏      รัก...ไม่ใช่ของหวาน..................ไม่ใช่การ พาลละเล่น
รัก...คือการก่อเวร............................เกิดผลกรรม ตามติดตน

๏      รัก...ไม่ใช่เครื่องประดับ...............ต้องสอดรับ กับเหตุผล
รักทั้งที ให้วิมล................................ไม่สัปดน สร้างมลทิน

๏      รัก...ไม่ใช่น้ำดื่ม.........................สุธาลืม ทุกข์สรรพสิ้น
ผิดพลั้ง รั้งลงดิน...............................ฝังชีวิน จินตนาการ

๏      รัก...ไม่ใช่ยาวิเศษ.......................มีฤทธิ์เดช เพทไพศาล
ต้องอดทน ทรมาน.............................ตามสังสาร  ปันเป็นไป

๏      รัก...ไม่ใช่แฟชั่น.........................อย่าเห็นมัน ทันสมัย
วายวุ่น เยาว์รุ่นวัย...............................มหันตภัย ทำลายตัว

๏      รัก...ไม่ใช่ภารกิจ.........................ต้องใคร่คิด ติดใจ-หัว
รักอุบาทว์ น่าหวาดกลัว.......................เสียทรัพย์-ตัว ชั่วชีวี

๏      รัก...ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์..................บูชาผิด พลาดเป็นผี
รัก...ไม่ใช่ความดี...............................จริยธรรม กรรมาวัตร

๏    ไม่ใช่ อย่าได้รัก...........................มักมากจัก มักอสัตย์
เป็นบาป อัปพัทธ์................................ทางพิบัติ อุกอาจเอย ฯ

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฤดูหนาว ในหัวใจ : กลอนจรรโลงใจ



ฤดูหนาว ในหัวใจ : กลอนจรรโลงใจ
(ฉันทลักษณ์ที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง)

๏       อันฤดูหนาว.....................เริ่มราวเดือนพฤศจิกาฯ
จบปลายกุมภาฯ......................จึงจะกรายจากกรากจร

๏       ครั้นหนาวคราวใด..............ฟ้าใสสะอาดพิลาสสร
ลมหนาวร้าวรอน......................พาอ่อนกำลังวังชา

๏       คืนหนาวยาวนาน................วารวันสั้นไวให้หา
เร่งงานกรรมา...........................ก่อนอาภาอำลาเลือน

๏       ฤดูหนาวผ่านมา...................ไคลคลาผ่านไปหมายเหมือน
วงจรย้อนเยือน...........................ขับเคลื่อนโลกหล้าจักรวาล

๏       หากใยหัวใจ........................ของข้าฯหนาวให้ในหาญ
เหน็บหนาวยาวนาน.....................ไม่พานพบอบอุ่นไอ

๏       มืดมนยลยาว........................อยู่ราวไร้เช้าเศร้าไฉน
รันทดรดใจ.................................จนชลนัยน์ไหลหลั่งริน

๏       แสวงหาที่พึ่ง.........................ที่ซึ่งสุขใจใสถวิล
หรรษาอาจิณ...............................จวบสิ้นสังขารอันตรธาน

๏       สบแต่ศีลธรรม.......................พอนำชีวาสนาน
พุทธาสาธุการ..............................ปณิธานบันเทิงเริงไท

๏       ควบคุมความคิด......................ขัดเกราจิตสุจริตใส
หลีกเร้นเห็นภัย..............................ห่างไกลอบายบาปกรรม

๏       ดุจกายได้ยา...........................โรคาละหายคลายคล้ำ
สุขสงบสบงาม................................อร่ามฉ่ำชุ่มชื่นเอย ฯ

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ครรลองของชีวี ที่ดีงาม : อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑



ครรลองของชีวี ที่ดีงาม : อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑


๏       สัมมา ทิฐิมุ่ง..................จิผดุง ผลาดล
วิญญู ภคยล.........................สุทิศา คตาสม

๏       สังกัปป์ ดำริคอบ..............สุขุม์รอบ ระบอบรมย์
ศรัทธา สรณคมน์.....................พุทธธรรม อำนวยไท

๏       วาจา สุจริต.....................สติชิต วินิจฉัย
พูดจา ปิยะใจ.........................สิริเลิศ ประเจิดเรา

๏       สัมมา กระทำดี.................บ่มิมี ฤดีเมา
บุญทาน กุศลเทา....................ปริฉุด มนุษย์ชน

๏       อาชี วะประเสริฐ................มิละเมิด ระบิลมล
ซื่อสัตย์ ทมะทน......................พิสมัย พิไลพูน

๏       สัมมา วิริยะ.......................อุตสะ หะนุกูล
บาปชั่ว ชนะสูญ.......................สิริสม ภิรมย์สันติ์

๏       สัมมา สติตั้ง.....................ริระวัง ฤดีรัน
สุขี มิพลั้งผลัน.........................เพราะมิพลาด ประมาทพรวน

๏       ตั้งใจ จิตระจุ่ง...................หิริมุ่ง จรุงมวล
ชีวิต ประกิดถ้วน.......................สุทธ์กรรม อำไพพร ฯ

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สิ่งที่เธอมี สิ่งที่เธองาม : สาลินีฉันท์ ๑๑



สิ่งที่เธอมี สิ่งที่เธองาม : สาลินีฉันท์ ๑๑

 
๏      เธอมี มิใช่สวย................มิใช่รวย เสน่หา
เธองาม ล้ำเลยตา..................ฤ เรียวขา ปทุมมี

๏      เธอมี มิใช่ทรัพ-...............ยะสินกับ พาหนะศรี
เธองาม มิใช่ที่........................บุพการี มีสกุล

๏      เธอมี ศีลธรรม..................กุศลนำ ล้ำสถุล
เธองาม สัมมาคุณ....................วิทยา กรุณมี

๏      เธอมี สติปัญญา.................และเมตตา สง่าศรี
เธองาม ความสุนทรีย์.................และหน้าที่ วิกรมกรอง

๏      เธอมี ความเข้มแข็ง.............ฤดีแกร่ง มิแหนงหมอง
เธองาม ตามครรลอง..................จริยา พฤทธาธรรม

๏      เธอมี ทักษะสม....................สุขุมคม อารมณ์ขำ
เธองาม วจีกรรม.........................และความคิด สุจริตครบ

๏      เธอมี ความละเอียด...............ละไมเมียด ละเลียดสบ
เธองาม ความสงบ.......................เสงี่ยมอด ทมะทน

๏      เธอมี สิ่งที่ฉัน.......................มุหมายมั่น ถวัลย์ถล
เธองาม ล้ำเลอชน.......................มิอาจหา ระดาเลย ฯ

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ดอกไม้-ผู้หญิง : โคลงสี่สุภาพ


ดอกไม้-ผู้หญิง : โคลงสี่สุภาพ

๑. เฟื่องฟ้าดอกจริงแท้............อยู่กลาง
เห็นพร่างพราวเบาบาง............กลีบเลี้ยง
ปราศจากกลิ่น-ผล.,พราง.........ร่วงหล่น รกแล
เปรียบหญิงใคร่แต่ง(ตัว)เพี้ยง...แต่ไร้ความดี ฯ

๒. จำปีมีร่มครึ้ม.......................ทรงสูง
หอมกลิ่นจอมดอมจูง................จิตคว้า
ดุจหญิงมีสิเนห์.,ยูง..................สูงศักดิ์
ใครใคร่ครองต้องล้า.................ป่ายเอื้อมปีนหา ฯ

๓. ปานว่าดอกกล้วยไม้..............สายสมร
รูป-กลิ่นโศภินพร......................เพริศฟ้า
ทนทานก่อนจราญจร................ไกลจาก
ลักษณะหญิงพริ้งหน้า...............แกร่งก้อมความดี ฯ

๔. ดรุณีตริดั่งคล้าย....................พวงชมพู
เริงร่าระย้าพรู...........................พรั่งย้อย
สดใสใคร่ชวนชู.........................ชมชื่น
ใคร่จับประดับห้อย.....................แส่กล้าทรามกราย ฯ

๕. สัตตบรรณสีสันไร้...................สะดุดตา
หากกลิ่นสรรค์คันธา....................เฟื่องฟุ้ง
ยามเย็นยิ่งสนธยา.......................โชยกลิ่น
หญิงย่อมงามร่ำรุ้ง.......................ยิ่งล้ำสนธยา ฯ

๖. ราชพฤกษ์หรือลมแล้ง..............หรือคูณ
ดูไป่งามจำรูญ............................แต่ต้น
ดอกอร่ามเหลืองกูล.....................ฝักแก่ ทำยา
เฉกเช่นอิสตรีล้น..........................คุณเกื้อทรามกาย ฯ

๗. โกมลโกมลแท้.........................เทียมทาน
ชูช่อรอทะยาน.............................สู่ฟ้า
จากโคลนปรี่ผลิบาน......................เรืองรุ่ง
ดั่งหญิงงามสุทธิ์ท้า.......................เทิดท้วยกุศล ฯ

๘. ดอกมะลิมิด้อย...........................ดีงาม
เปรียบแม่รักฝักความ.....................ห่วงให้
ลูกดี / ชั่วพัวทราม........................แม่รัก
บริสุทธิ์ผุดผ่องไซร้.......................กว่าน้องนางใด ฯ

๙. ลั่นทม=ระทม;เข้า......................ใจผิด
ทมะ=ฝึกตนจิต.............................คิดท้น
สุขุมลุ่มลึกศิตฏ์.............................สตรี
มีกลิ่นหอมลอมล้น.........................คุณล้ำอำไพ ฯ

๑๐. ดาหลาดาราเหง้า.....................เสาวภา
งามสุดสะดุดตา............................ยิ่งแล้ว
สมุนไพรให้คุณ;อา-.......................หารอิ่ม
ดั่งหญิงงามพร่ำแพร้ว.....................เปี่ยมด้วยความดี ฯ

๑๑. อิสตรีดี-งามเพี้ยง.....................(ดอก)กุหลาบ
ปัญญาเป็นหนามปราบ....................ภัยร้าย
รูปสวยไม่ฉวยฉาบ.........................ตกแต่ง
จิตแกร่งแฝงดั่งคล้าย......................ดอกไม้หนามแหลม ฯ

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หัดแต่ง " ฉันท์ " กันง่ายๆ

                                                                             Flickr 

หัดแต่ง " ฉันท์ " กันง่ายๆ

น่าจะเคยได้ยินคำว่า กาพย์กลอนโคลงฉันท์
ซึ่งอันที่จริง ถ้อยคำดังกล่าวข้างต้น เปรียบได้กับการลำดับความง่ายไปหายากของบทร้อยกรองของไทย
การจะหัดแต่งฉันท์ให้ง่าย ต้องผ่านการหัดแต่งบทร้อยกรองอื่นๆมาก่อน จนชำนาญ จึงจะบังเกิดผล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีคลังศัพท์ คำคล้าย,คำเหมือน,คำไวพจน์ เก็บไว้ จะทำให้แต่งบทประพันธ์ได้สะดวกขึ้น

ฉันท์ 
เป็นการประพันธ์ / ฉันทลักษณ์ 
ที่มีการกำหนดจังหวะของพยางค์เสียงหนัก(ครุ) - เสียงเบา(ลหุ) เป็นกฎลักษณะเด่น
ฉันท์ มีที่มาจากประเทศอินเดีย ของเดิมแต่งเป็นภาษาบาลี และสันสกฤต 
โดยเฉพาะในภาษาบาลี มีตำราที่กล่าวถึง วิธีแต่งฉันท์ไว้ เป็น ๑๐๘ แบบ
เรียกชื่อว่า "คัมภีร์วุตโตทัย" 
(แต่ที่คนไทยคุ้นเคยน่าจะเป็นบทสวดมนตร์ของศาสนาพุทธ)

ไทยเราเอามาใช้ไม่หมด เลือกเอามาแต่เฉพาะแบบที่เห็นว่าไพเราะ
อ่านแล้วมีทำนองอันสละสลวย และเหมาะแก่การที่จะบรรจุคำในภาษาไทยได้ดี เท่านั้น 
ไทยเราได้เลียนแบบโดยเพิ่มเติม บังคับสัมผัสระหว่างวรรค เพื่อให้เกิดความไพเราะตามแบบนิยมของไทย ซึ่งไม่มีในภาษาเดิม

ครุ คือพยางค์ที่มีเสียงหนัก
ได้แก่ พยางค์ที่ประกอบด้วย สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
และ สระเกินทั้ง ๔ คือ สระ อำ ใอ ไอ เอา
และพยางค์ที่มีตัวสะกดทั้งสิ้น เช่นตา ดำ หัด เรียน ฯลฯ
ลหุ คือพยางค์ที่มีเสียงเบา
ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วย สระสั้น(รัสสระ) ที่ไม่มีตัวสะกด เช่น พระ จะ มิ ดุ แกะ ฯลฯ
 คำ บ ก็ดี คำที่ประสมด้วย สระอำ ในแม่ ก กา ก็ดี ใช้เป็นลหุได้
ในอดีต คำที่ประสมด้วยสระอำ เรายังใช้เป็นคำ ลหุ 
แต่ปัจจุบันไม่ใคร่นิยมใช้เป็นคำลหุ เพราะถือว่า เป็นเสียงที่มีตัวสะกดแฝงอยู่ด้วย

*ความเข้มงวดในฉันทลักษณ์ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนิยม กวี และผู้เขียนตำรา ...ไม่มีความตายตัว 

ในบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงของไทยแต่อดีต นิยมแต่งไม่กี่แบบ อันได้แก่

- อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
- โตฏกฉันท์๑๒
- วสันตดิลกฉันท์๑๔
- มาลินีฉันท์ ๑๕
- สัททลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
- สัทธราฉันท์ ๒๑
- วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
- มาณวกฉันท์ ๘
- ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
        ฯลฯ

การหัดแต่งฉันท์ ควรเริ่มจากแบบง่ายๆ ไปหายาก
โดยมีฉันท์ ที่เป็นแบบพื้นฐานไม่มากแบบ
หากแต่งจนคุ้นเคย สามารถปรับไปแต่งฉันท์อื่นๆได้ง่ายๆ

การหัดแต่ง
ขอแนะนำให้เริ่มต้นไปตามลำดับ  ดังจะกล่าวต่อไปนี้

๑.วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
๒.สาลินีฉันท์ ๑๑
๓.ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
๔.อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๕.อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ 
๖.วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๗.อีทิสังค์ฉันท์ ๒๐

วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ แต่งคล้าย กาพย์สุรางคนางค์ ๓๒/กาพย์สุรางคนางค์๒๘
สาลินีฉันท์ ๑๑ , อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ แต่งคล้าย กาพย์ยานี ๑๑
อินทวงศ์ฉันท์ ๑๒ แต่งคล้าย อินทรวิเชียรฉัท์ ๑๑
ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ แต่งคล้ายกลอนหก


การปูพื้นฐานเพียงเท่านี้ ก็พอแก่การปรับตัวไปสู่การแต่งฉันท์ทั้งหมดได้ ที่เหลือก็คือ หมั่นสร้างประสบการณ์

ความยากของการแต่งฉันท์คือ การรู้ศัพท์ที่เป็นรูป ครุ , ลหุ 
จำเป็นจะต้องรู้จักศัพท์ประเภท คำคล้าย,คำเหมือน,คำไวพจน์ ไว้มากๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์บาลี-สันสกฤต ที่ภาษาไทยนำมาใช้
(ผู้เขียนใช้วิธีอ่านพจนานุกรม แล้วจดบันทึกไว้เป็นคำๆ ทำแบบง่ายๆไว้ดูเอง-ไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่อยากเผยแพร่)
หากไม่จดบันทึก-ท่องจำไว้ ก็ค้นหาในอินเทอร์เน็ตได้
ข้อจำกัดของศัพท์ ทำให้การแต่งฉันทให้ได้เนื้อหาตามต้องการเป็นเรื่องยาก-ใช้เวลานาน
คนแต่งจึงไม่อยากแต่ง
ความที่มีคำ ลหุ + ศัพท์บาลี-สันสกฤต ทำให้ฉันท์ส่วนใหญ่อ่านยาก-เข้าใจยาก

คนอ่านจึงไม่อยากอ่าน

* บทความที่เกี่ยวข้อง


วิธีแต่งกลอนให้เก่ง....ไพเราะ 

ฉันทลักษณ์-ตัวอย่าง

วิชชุมาลาฉันท์ ๘ 



สาลินีฉันท์ ๑๑
 

 ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
 

 อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
 

( คำภาษาบาลี อย่าสนใจ เพราะแต่งแบบบาลี ไม่มีสัมผัสใน - สัมผัสนอก )

อินทวงสฉันท์ ๑๒
 

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
 

อีทิสฉันท์ ๒๐
 

ภาพประกอบ จาก  <http://thaiarc.tu.ac.th/poetry/chan/index.html#20etis>
*ในเว็ปข้างบน มีบางฉันท์ ที่สร้างแผนผังผิดหลักฉันทลักษณ์
เมื่อเข้าไปค้นหา ขอให้เปรียบเทียบ กับ ฉันท์ตัวอย่างด้วย

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

อาการแบบนี้ หรือที่เรียกว่า " รัก "? : กลอนรัก



อาการแบบนี้ หรือที่เรียกว่า " รัก "? : กลอนรัก
(ฉันทลักษณ์ที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง)

๏        เปรียบปลูกต้นไม้.................ไว้ในกระถางเล็กๆ
รดน้ำพร่ำเสก.............................ให้ออกดอกงามวิไล

๏        ดอกไม้ของฉัน......................แม้มันไม่งามไสว
แต่เป็นดวงใจ..............................ฉันเอาใจใส่ได้มา

๏        ตั้งแต่พบเธอ..........................ใจเฝ้าละเมอเพ้อหา
อยู่ทุกเวลา..................................ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ?

๏        วันใดได้พบ............................ยิ่งเพิ่มอยากสบพบใส
วันใดไม่ได้...................................พบ.,ไม่เป็นอันกิน-นอน

๏        อาการอย่างนี้...........................เกิดมาไม่มีใครสอน
ไม่เป็นมาก่อน.................................รุ่มร้อนพะวงฤทัย

๏        อาการแบบนี้.............................พอมีใครรู้บ้างไหม ?
ฉันใคร่เข้าใจ...................................ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง

๏        แต่อยากถามเธอ.........................ตั้งแต่เจอกันครั้นหลัง
เหมือนฉันหรือยัง ?............................ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้าคอย

๏        อาการอย่างนี้.............................เริ่มมีเพิ่มทีละน้อย
เกิดขึ้นบ่อยๆ.....................................จนพลอยเป็นเรื่องธรรมดา

๏        ช่วยตอบฉันที..............................ทำไมก่อนที่นิทรา
คิดถึงเธอหนา....................................ประหนึ่งว่าอยู่ในใจ

๏        อาการแบบนี้................................ที่เรียกว่า " รัก " ใช่ไหม ?
จะทำเช่นไร ?.....................................จะได้สวยดั่งไม้งาม ฯ

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔