ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564

อย่าหลับหูหลับตารักษาศีล : กลอนคติเตือนใจ




อย่าหลับหูหลับตารักษาศีล : กลอนคติเตือนใจ

๏    อย่าหลับหู หลับตา รักษาศีล

ผล(ลัพธ์อาจ)ต่ำเตี้ย เรี่ยตีน สิ้นสุขศานติ์

คิดปรับปรุง ไปตาม สถานการณ์

เคร่งตึงผ่อน-อย่าหย่อนยาน เลี่ยงบรรลัย


๏    เช่นกับคน ต้องการ กำลังจิต

กลัวศีลผิด พูดตรง ส่งผลให้

เขาท้อแท้ แออ่อน บั่นทอนใจ

(ไม่สู้)โกหกให้ ได้ฟัง ดั่งเมตตา


๏    แมลงร้าย โรคภัยทราม นำมาสู๋

ยังอยากมี ชีวีอยู่ ต้องรู้ฆ่า

เพื่อป้องกัน ภยันตราย กรายกล้ำมา

ไม่ใช่ว่า ฆ่าเล่น มิเป็นธรรม

 

๏    พระป่วยไข้ ไม่สบาย ไปหาหมอ

ต้องทานยา ติดต่อ เช้า-เที่ยง-ค่ำ

หลังอาหาร(ค่ำ) ทานไม่ได้ วินัยนำ

คงต้องจำ ทำใจ (หาก)วายชีวี

ฯลฯ


๏    (วัตถุประสงค์)รักษาศีล เพื่อให้ ไม่ทำชั่ว

(มิ)เห็นแก่ตัว มัวเมา เฝ้าบัดสี

ห้ามไม่ให้ เบียดเบียน เพียรราวี

(ศีล)หาได้มี ความวิเศษ เวทวิชา(อย่างมงาย)

 

๏    (ศีล)เป็นระเบียบ วินัย ใช้ชีวิต

อบรมจิต คิด-พูด-ทำ ตามสิกขา

(เป็น)ปกติกรรม ทำให้ ได้พัฒนา

กุศลธรรม สัมมา สาธุชน

 

๏    ศีลทำให้ เป็นมนุษย์ สุจริต

เว้นทำผิด ศีลธรรม นำพาผล

ผู้ทำดี ได้ดี มีสุขล้น

ปราศเวรกรรม ตามประจญ ทนทรมาน


๏    ศีลคือหลัก ปฏิบัติ เป็นปัจจัย

เพื่อก้าวไป ให้พ้น วัฏสงสาร

ทางประเสริฐ เปิดประตู สู่นิพพาน

เป็นพื้นฐาน (ของ)ทุกศาสนา ปราชญาเอยฯ


๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ศีลไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติเตือนใจ



ศีลไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติเตือนใจ

๏    ศีลหาใช่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์....................................ก่อเกิดฤทธิ ปาฏิหาริย์

อย่างคนเฒ่า เก่าโบราณ.............................ชอบเล่าขาน สืบกันมา


๏    การอวดดี หลงวิเศษ(ในศีล)...........................คือกิเลส ความหยาบช้า

คนหลงใหล ในอัตตา..................................สติ-ปัญญา- คุณ มลาย


๏    (การ)รักษาศีล เป็นเครื่องมือ...........................ช่วยผู้ถิอ(ศีล) ซื่อสัตย์ขวาย

ไม่ทำชั่ว มัวเมามาย....................................มิกล้ำกราย ทำร้ายชน

 

๏    (การถือศีล)ป้องกันให้ ไม่เบียดเบียน................บำเพ็ญเพียร เรียนรู้หน-

ทางละเว้น (ความ)เห็นแกตน.......................ละอกุศล สิ้นมนมาน


๏    (การถือ)ศีลทำให้ กาย-ใจสะอาด.....................ชั่วบาปปราศ เป็นมาตรฐาน

ของอริยะ ศาสนาจารย์................................ประเสริฐศานติ์ สำคัญมี

 

๏    สัมมาบท กฎแห่งกรรม...................................การกระทำ ล้ำเลิศศรี

ใครทำดี ย่อมได้ดี......................................ใครมีศีล ชีวินสบาย

 

๏    (ผู้)ไม่ทำชั่ว ไม่(ต้อง)กลัวผล-.........................กรรมประจญ ดลเลวร้าย

(เดือด)ร้อนลำเค็ญ มิเว้นวาย........................(ไม่ต้องกลัว)สุขสมหมาย ห่างหายพลัน


๏    คือเป้าหมาย ในศีลธรรม.................................ที่น้อมนำ ความสุขสันติ์

ให้ผู้มี(ศีลธรรม) ใช้ชีวัน...............................สุขสำราญ นิรันดรฯ


๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๔


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๓. สีลสูตร

[๒๑๓] ....ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล ๕
ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ในธรรมวินัยนี้
ย่อมถึงกองโภคทรัพย์มากมาย อันมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ข้อ
ที่ ๑ ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล 
อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของคนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ ของคน
มีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล 
อีกประการหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีลจะเข้าสู่บริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท
ย่อมองอาจ ไม่เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ ของคนมีศีล เพราะความ
ถึงพร้อมด้วยศีล 
อีกประการหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นผู้ไม่หลงกระทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ ของคนมีศีล 
เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล
อีกประการหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย อานิสงส์ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล ๕ ประการนี้แล ฯ
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

[329] สังโยชน์ 10๑ (กิเลสอันผูกใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล )
       ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ )
           1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น )
           2. วิจิกิจฉา (ความสงสัย, ความลังเล ไม่แน่ใจ )
           3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร )
           4. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ )
           5. ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง )

       ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง )
           6. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต, ความปรารถนาในรูปภพ )
           7. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม, ความปรารถนาในอรูปภพ )
           8. มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ )
           9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน )
           10. อวิชชา (ความไม่รู้จริง, ความหลง )

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ความเป็นมิตรย่อมไม่มีในคนขั่ว : กลอนคติเตือนใจ



ความเป็นมิตรย่อมไม่มีในคนขั่ว : กลอนคติเตือนใจ

๏    คบคน ฉลพาล ไม่นานดอก..................................(ต้อง)โดนหลอก โดนโกงฯลฯ อย่าสงสัย

โดนเอาเปรียบ เหยียบย่ำ อยู่ร่ำไป......................คบมัน ทำไม ให้ป่วยการ?


๏    คนไร้ ศีลธรรม ความสุจริต...................................(แค่)ใกล้ชิด ชีวิตทุกข์ สิ้นสุขศานติ์

คอยก่อ เรื่องทราม ให้รำคาญ.............................เดือดร้อน บันดาล ผลาญสวัสดี


๏    ไร้ความ เป็นมิตร(ใน) มิจฉาหมู่.............................ผู้เห็น แก่ตน มนบัดสี

บ่เคย คิดสร้าง ความหวังดี..................................(เสีย)สละพลี เพื่อใคร ในสากล

 

๏    (การ)มองแค่ ด้านดี ของคนอื่น.............................สักวัน สิพานดื่น ขื่นขมผล

ด้านดี-ชั่วใด ในตัวคน.........................................มองให้ ถ้วนท้น ดลปัญญา


๏    อย่าคบ คนพาล(ชั่ว) คบบัณฑิต(ดี).......................ภาษิต พุทธศาสตร์ ปราญช์สิกขา

เรียนรู้ เหตุผล ดลพัฒนา.....................................ชีวา อยู่รอด อย่างปลอดภัย

 

๏    "คบใคร ก็ได้" ไม่(ใช่ความ)ฉลาด.........................สิพลาด ส่งผล สู่ตนไฉน

(เพราะการ)คบค้า สมาคม รมย์ร่วมใคร..................(อย่างน้อย)ย่อมรับ นิสัย ได้สันดาน(มาด้วย)

 

๏    แม้ขาด คนดี มีศีล(ธรรม)สบ................................พึงอยู่ อย่างสงบ ปรารภศานติ์

ไม่มี มิตรไซร้ (ชีวิต)ไม่กันดาร.............................แต่จะทุกข์ ทรมาน เพราะพาลมิตร


๏    คนชั่ว มากมี คนดีน้อย........................................โลกจึง ด่างพร้อย ด้อยสุจริต

หนทาง สว่างใส ใช้ชีวิต......................................บัณฑิต มักต้อง ท่องเดียวดายฯ


๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๔


หมายเหตุของผู้เขียน: ขึ้นชื่อว่าคนชั่ว ถึงจะเป็นลูกหลาน พ่อแม่ญาติพี่น้องฯลฯ ก็ไว้วางใจไม่ได้ คบไม่ได้

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๒. โกสัมพิยชาดก
อยู่คนเดียวดีกว่าร่วมกับคนพาล
 [๑๒๒๓] 	ถ้าจะพึงได้สหายผู้มีปัญญา เป็นนักปราชญ์เที่ยวไปร่วมกัน ผู้มีปกติ
                          อยู่ด้วยกรรมดี พึงครอบงำอันตรายทั้งปวงเสีย แล้วดีใจ มีสติเที่ยวไป
                          กับสหายนั้น.
             [๑๒๒๔] 	ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา เป็นนักปราชญ์เที่ยวไปร่วมกัน ผู้มีปกติ
                          อยู่ด้วยกรรมดี พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนพระราชาทรงสละ
                          แว่นแคว้นเสด็จไปแต่พระองค์เดียว หรือเหมือนช้างมาตังคะเที่ยวไปใน
                          ป่าแต่เชือกเดียว ฉะนั้น.
             [๑๒๒๕] 	การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะคุณเครื่องความเป็นสหายย่อมไม่
                          มีในคนพาล ควรเที่ยวไปแต่ผู้เดียวแต่ไม่ควรทำบาป เหมือนช้างมาตังคะ
                          มีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปในป่า ไม่ทำกรรมชั่ว ฉะนั้น.
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
[199] อบายมุข 4 (ช่องทางของความเสื่อม, ทางที่จะนำไปสู่ความพินาศ)
       1. อิตถีธุตตะ (เป็นนักเลงผู้หญิง, นักเที่ยวผู้หญิง)
       2. สุราธุตตะ (เป็นนักเลงสุรา, นักดื่ม)
       3. อักขธุตตะ (เป็นนักการพนัน)
       4. ปาปมิตตะ (คบคนชั่ว)

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว : กลอนคติสอนใจ



ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว : กลอนคติสอนใจ

๏    เด็กที่ ใส่ใจ ในการเรียน.......................................(ย่อมได้)ผลการ เรียนดี มีความรู้

คุณภาพ ชีวิต ความเป็นอยู่.............................ดีงาม ตามคู่ ความรู้ยล


๏    เด็กที่ ตั้งใจ ในการเล่น(ไร้สาระ)............................ว่างเว้น การเรียน ย่อมเปลี่ยนผล

อนาคต อดอยาก ลำบาก(ยาก)จน...................มืดมน หนทาง ย่างชีวี


๏    คนที่ ใส่ใจ ในศีลธรรม(ความดี)..............................น้อมนำ กำหนด บทวิถี

ไม่ทำ ความชั่ว มั่วราคี...................................ย่อมง่าย ได้ดี สุขีคราญ(คราญ=สวยงาม)

 

๏    ส่วนคน ใส่ใจ ในความชั่ว......................................เมามัว ชั่วช้า มนาหาญ

ทำตน ฉลกล้า อันธพาล................................ย่อมทุกข์ ทรมาน นิรันดร


๏    คนที่ ใส่ใจ ในหน้าที่(การงาน)...............................ฤดี วิริยะ อดิสร

(ย่อม)ชำนาญ งานทำ เลิศกำธร.....................อุตสาห์ คืออากร แห่งพรชัย

 

๏    กับคน เกียจคร้าน งานท้อแท้................................ย่ำแย่ แน่นอน สะท้อนได้

ผลลัพธ์ อับจน ล้นบรรลัย..............................หาใช่ เรื่องแปลก แตกต่างมี

 

๏    (คนที่)ดูแล รักษา สุขภาพ....................................(ย่อม)ได้ลาภ ประเสริฐ เลิศล้ำศรี

(ส่วน)คนไม่ รักษา สุขภาพ(ให้)ดี...................ย่อมมี โรคภัย (เจ็บป่วย)ไข้วนเวียน


๏    (ใครๆ)ย่อมดู รู้เห็น เป็นสัจจะ................................ธรรมะ หาได้ ให้ผลัดเพี้ยน

ไม่(อบรมสั่ง)สอน ลูกหลาน หมั่นพากเพียร.....มรดกให้ ก็เหี้ยน เตียนใช้เอยฯ


๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๔

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564

จับตา“สงครามโลก”ครั้งที่3 เช็กพื้นที่เสี่ยง“ชนวนขัดแย้ง” | TNN ข่าวค่ำ |...

จงมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง : กาพย์ยานี๑๑



จงมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง : กาพย์ยานี๑๑

๏    ลูกค้า มาซื้อของ.......................................มุ่งหมายปอง ต้องการผล(สำเร็จ)

โชคดี สิริมงคล......................................สุขสันติ์ล้น ท้นร่ำรวย


๏    ซื้อ(ของ)ไป ถวายพระ................................เป็นธุระ ทำพิธี(กรรม)ช่วย

เสริมดวง ลุล่วงทวย...............................สิ่งประสงค์ หลงใหลมี


๏    ก็เพราะ คนส่วนมาก....................................คิดแค่(มีความ)อยาก ประเสริฐศรี

อยากอยู่ ดีกินดีฯลฯ...............................แต่(คุณธรรม)ความดี มิกระทำ

 

๏    งานการ คิดคร้านเกียจ.................................กลับกระเดียด อยากรวยร่ำ

ฐานะ พสุต่ำ..........................................แต่ทำตน เช่นคน(มั่ง)มี(พสุ=ทรัพย์, สมบัติ, ความมั่งมี)


๏    มีความ สามารถน้อย...................................เอาแต่คอย (ให้)คนนั้นคนนี้

รัฐบาล ช่วยฉันที....................................(อยาก)มีกินใช้ ไม่ยากจน

 

๏    เหมือนคน ที่ล้นเลศ....................................ล้นกิเลส (แต่)ไร้เหตุผล

ไป่ตรอง มองตัวตน.................................(คือ)ต้นเหตุให้ (ชีวิต)ไม่พัฒนา

 

๏    มิใคร่ ใฝ่(หา)ความรู้....................................อดทนสู้ เพียรศึกษา

มิ มา นะอุตส่าห์......................................ทุ่ม(สติ)ปัญญา หาทำกิน(จะมีเงินได้ยังไง?)


๏    ไม่รัก การเก็บออม(เงินทอง)........................ฤาพรักพร้อม ล้อมทรัพย์สิน?(มีแต่หนี้สิน)

(หวัง)พึ่งพา(ผู้อื่น) จนชาชิน.....................ชีวินด้อย ต้อยต่ำเอยฯ**


๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๔


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
คิลานสูตร
ว่าด้วยมีตนเป็นเกาะ

[๗๑๑] ดูกรอานนท์ สมัยใด ตถาคตเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่กระทำ
ไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหล่าแล้วอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมผาสุก
เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ จง
มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.
             [๗๑๒] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา
เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย
ดูกรอานนท์ ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ
มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล.
             [๗๑๓] ดูกรอานนท์ ก็ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในเวลาที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็น
ผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ภิกษุเหล่านั้นจักเป็นผู้เลิศ.
หมายเหตุผู้เขียน : 
คำว่า " มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง " เป็นหลักคำสอน 
แต่การนำไปใช้ ต้องเลือกวิธีปฏิบัติให้เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป 
เช่นพระภิกษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าจะเน้นย้ำเรื่องทำสติปัฏฐาน๔ เป็นต้น
อย่าอ่านแล้วคิดเพียงผิวเผิน ว่าหลักธรรมนี้เป็นเรื่องของพระสงฆ์ ไม่เกี่ยวกับตัวเอง 
หากใครคิดได้แค่นั้นก็น่าเสียดาย ที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่รู้จักการประยุกต์ใช้ธรรมะ

ศีลธรรมความดีมีคุณมาก : กลอนคติสอนใจ



ศีลธรรมความดีมีคุณมาก : กลอนคติสอนใจ

๏    ศีลธรรม ความดี คือวินัย................................(อัน)สัปบุรุษ* สมัครใจ ใฝ่ตั้งมั่น

สร้างระเบียบ นิสัย ให้ชีวัน...........................มีกฎเกณฑ์ หลักกรรม์ สำคัญครอง


๏    มากกว่าแค่ เกื้อหนุน บุญกุศล........................ศีลธรรม(ความดี) นำทางคน พ้นมัวหมอง

(การ)เว้นว่างบาป หลาบชั่ว หัวใจกรอง.........คือครรลอง ผ่องแผ้ว แคล้วคลาดภัย


๏    ผู้ทำดี มีศีลธรรม ย่อมกำจัด...........................ผองไพรี พิบัติ อัชฌาศัย

มูลเหตุแห่ง อกุศล พ้นหทัย.........................ระวังระไว ไม่(ทำ-พูด)คิด ผิดศีลธรรม

 

๏    เสมือนเกราะ ป้องกัน อันวิเศษ.......................การกำจัด กิเลส ตัณหากล้ำ-

กรายฤดี มีผล ล้นเลิศล้ำ.............................ไคลวิโยค โศกซ้ำ ทุกข์กำจร


๏    ศีลธรรม ความดี พาพิพัฒน์...........................ยังให้คน ต่างสัตว์ สวัสดิสร

ใจสูงส่ง บ่งชี้ มิอาทร...................................ความยอกย้อน ซ่อนเร้น เห็นแก่ตน

 

๏    ศีลธรรม ความดี สร้างนิสัย............................แสนงดงาม อำไพ ไม่โฉดฉล

สุจริต กิจกรรม ล้ำวิมล..................................สาธุชน คนสัตย์ซื่อ ถือสัมมา(ปฏิบัติ)


๏    ทั้งต่อหน้า ลับหลัง ไม่สร้างภาพ....................คงความดี ศีลธรรมตราบ ดับสังขาร์

เปรียบดั่งลม หายใจ ให้ชีวา..........................มิทำเล่น เช่นมุสา หาคำชมฯ


๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๔


*สัปบุรุษ = คนดี, คนมีสัมมาทิฐิ, คนที่ตั้งอยู่ในศีลธรรม