ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ความเป็นธรรมดา : กลอนคติธรรม

 

ความเป็นธรรมดา : กลอนคติธรรม

๏    ความเป็น ธรรมดา.........................เป็นปรา กฏการณ์ อันปกติ
สอดคล้อง คติ...............................โลกิ ยธรรม ตามวิสัย
เที่ยงตรง คงมั่น.............................บ่คั่น เข้าใคร ออกใคร
รู้-เห็น ความเป็นไป.........................ทั่วไป ชั่วนา ตาปี(ชั่วกัลปาวสาน)

๏    ความเป็น ธรรมดา...........................(ตระหนัก)เมื่อเกิด ดวงตา เห็นธรรม
ลดรา (ความ)ระกำ...........................ลดความ กำหนัด บัดสี
(สิ่งที่)เกิดขึ้น (ย่อม)ดับไป................ไม่ว่า อะไร ในโลกนี้
แม้เห็น เป็น-มี................................ล้วนมี ความเป็น อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)

๏    คลายความ ยึดถือ...........................เพราะสรรพ (พะ)สิ่งคือ อนิจจัง
มิอาจ คาดหวัง...............................(ให้)เป็นดัง ดวงจิต คิดปรารถนา
ยึดถือ➔เป็นทุกข์............................สลาย สุขสิ้น จากวิญญาณ์ 
ความเป็น ธรรมดา...........................ที่ไม่ ธรรมดา (ช่วยให้)ละโลกีย์

๏    ยังคง เป็นอยู่..................................ก้าวย่าง อย่างผู้ รู้จักคิด
ยังมี ชีวิต.......................................แต่ไม่ ยึดติด ชีวิตนี้
ยังคง กระทำ..................................(แต่ทำ)เฉพาะ กุศลกรรม ความดี
โดยไม่ ต้องมี.................................(ความ)อยากมี อยากเป็น ไม่(อยาก)เป็นเลยฯ   

๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ปฐมเทศนา
...................................
...................................
          [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่
ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ
ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา.
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ
ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑...........
          ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี
ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.......
          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ
ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ
ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้..........

ผู้สูงอายุไทย 1.8 ล้านคน เสี่ยงที่จะเสียชีวิตลำพัง

 

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปิดหูตีระฆัง : กลอนคติสอนใจ

 


สำนวน ปิดหูตีระฆัง (สำนวนจีนเดิม ปิดหูขโมยระฆัง 掩耳盗铃) 
หมายถึง คนทำความชั่วที่หลอกตัวเองว่า คนอื่นคงไม่รู้ทัน

ปิดหูตีระฆัง : กลอนคติสอนใจ

๏    เงินทอง=ของมีค่า ที่หายาก........................ต้องลำบาก ฝากฝัน ขยันหา
รายได้ แค่เพียง เลี้ยงอัตตา........................มืดมน อนธการ์ อนาคต

๏    พระที่ มี(ต้องรักษา)ศีล ไม่รับเงิน..................กลับเพลิน เดินหน้า มิสลด
เชิญชวน บริจาค มาก(มาย)ไปหมด..............บ่ละลด หลอก(ล่อ)ด้วยเล่ห์ เพทุบาย

๏    อ้างเพื่อ บำรุง พุทธศาสนา..........................บันดาล ปุญญา มาหลากหลาย
แต่ที่เห็น (คือ)พระเป็นผู้ อยู่สบาย................ชาวบ้านมี หนี้ท่วมกาย (พระ)ไม่ปรารมภ์

๏    คนกลิ้งกลอก นอกรีต เป็นมิจฉา....................ทำชั่วช้า บ่อยๆ คอยสะสม
ปิดซ่อนได้ ไม่นาน ปานอาจม......................(สุดท้าย)ย่อมทับถม ทำร้าย ทำลายตน

๏    สร้างภาพใหม่ หวังให้คน ล้นนับถือ................(แต่)ความไม่ซื่อ ทุจริต จิตฉ้อฉล
ย่อมปิดบัง อำพรางได้ ไม่นานดล.................(ใน)ที่สุดคน ย่อมดู รู้สัจจา

๏    เลิกนับถือ เฉพาะพระ ก็หาไม่.......................แต่ลามไป ถึงพุท ธ(ะ)ศาสนา
คนไม่น้อย พลอยเอือม เสื่อมศรัทธา .............เพียงเพราะว่า พระทำชั่ว มีทั่วไป
                                (หลายปีที่ผ่านมา พระมีชื่อเสียง-พระผู้ใหญ่ทั้งนั้นที่ทำชั่วๆ)

๏    แต่คน ที่นับถือ พุทธศาสนา.........................เพราะศรัทธา คำสอน (จะ)มิอ่อนไหว
(โดย)บ่นำพา อลัชชี ที่จัญไร........................ปฏิบัติ(ตามคำสอน)เอง มิเกรงใคร ไม่ทำดี
                                                           (ใครจะชั่ว-ไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัยก็ช่างมัน)

๏    การลดละ กิเลส และตัณหา..........................ผิดธรรมดา มนุษย์ หลุดวิถี(ฝืนธรรมชาติ)
คนทำชั่ว ต้องได้รับ ความอัปรีย์....................คนทำดี ย่อมได้ดี ตั้งสติเทอญฯ   

๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙