ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“เอไอจะทำลายล้างมนุษยชาติในอีก 10 ปีข้างหน้า”

 


ผู้นำด้านความปลอดภัยเอไอเผย เลิกออมเงินเกษียณแล้ว เพราะ “เอไอจะทำลายล้างมนุษยชาติในอีก 10 ปีข้างหน้า”

วานนี้ (27 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานคำพูดของ เนต โซอาเรส ประธานสถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (Machine Intelligence Research Institute หรือ MIRI) ที่กล่าวอ้างว่า “เอไอ” จะไม่ปล่อยให้มนุษย์อยู่รอดเกินทศวรรษนี้ 


“ตอนนี้ผมไม่ได้ออมเงินเพื่อการเกษียณเลยครับ ผมมีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหลืออยู่ตั้งแต่สมัยทำงานที่กูเกิล แต่ผมไม่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มมาสิบปีแล้ว” โซอาเรสกล่าวกับ นิโคลัส ทอมป์สัน ซีอีโอของดิ แอตแลนติก สำนักข่าวเชิงวิเคราะห์ชื่อดังในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ “The Most Interesting Thing in AI”


การตัดสินใจของโซอาเรสสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองอันมืดมนต่อการแข่งขันกันพัฒนาเอไอ ก่อนหน้านี้ เจฟฟรีย์ ฮินตัน บุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเอไอ” รวมถึง อีวาน ฮูบิงเกอร์ นักวิจัยจากแอนโทรปิก เคยประเมินความเสี่ยงไว้ว่า โอกาสที่เอไอจะสังหารมนุษย์ทุกคนภายในสิบปีข้างหน้านั้นอยู่ที่ 10% และมากกว่า 10% ตามลำดับ ทว่าโซอาเรสกลับมองในแง่ร้ายยิ่งกว่า โดยเขากล่าวกับทอมป์สันว่า มีความเป็นไปได้ “มากกว่า 50%” ที่เอไอจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี


โซอาเรส ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ “If Anyone Builds It, Everyone Dies” ทำงานด้านการปรับแนวทางเอไอ (AI Alignment) ที่เน้นการควบคุมระบบเอไอให้ทำงานตามเป้าหมายที่มนุษย์ต้องการมานานกว่า 12 ปี ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ MIRI เขาเคยทำงานเป็นวิศวกรให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล และ ไมโครซอฟต์ มาก่อน...

โซอาเรสอธิบายว่า เอไอที่มีความสามารถสูงพอ อาจสร้างเป้าหมายที่ขัดแย้งกับมนุษย์ หลบเลี่ยงการกำกับดูแล สามารถพัฒนาตนเอง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติที่ช่วยให้มันทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโลกเพื่อตอบสนองเป้าหมายของมันเอง จนอาจทำให้โลกนี้ไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้อีกต่อไป 


ขณะเดียวกัน อีลอน มัสก์ กลับมองต่างออกไป เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซีอีโอของเทสลาและสเปซเอ็กซ์กล่าวว่า ผู้คนไม่ควรกังวลเรื่อง “การตุนเงินไว้ใช้ยามเกษียณ” ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า โดยเขาคาดการณ์ว่าความก้าวหน้าของเอไอ, หุ่นยนต์ และพลังงาน จะทำให้การออมเงินเพื่อการเกษียณกลายเป็น “เรื่องไม่จำเป็น” 


มัสก์ระบุว่า ผลิตภาพที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดอาจนำไปสู่ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึง “รายได้พื้นฐานขั้นสูงแบบถ้วนหน้า” (Universal High Income หมายถึงรายได้ต่อเดือนที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของแต่ละคนจนไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ) สินค้าและบริการราคาถูก รวมถึงระบบการแพทย์และการศึกษาที่ดีขึ้น


มัสก์ยังเสริมอีกว่า เงินอาจกลายเป็นสิ่งไม่มีความหมายในอนาคตที่เอไอและหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในเกือบทุกด้าน


แต่สำหรับโซอาเรส แนวโน้มของเอไอที่เก่งกาจและทรงพลังคืออันตรายร้ายแรงต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ไม่ใช่เส้นทางสู่ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เขากล่าวย้ำถึงข้อเรียกร้องจากผู้นำเทคโนโลยีหลายคนที่ต้องการให้ “ชะลอความเร็ว” ในการพัฒนาเอไอขั้นสูง โดยเขาเห็นว่ารัฐบาลควรสั่งระงับการฝึกฝนระบบเอไอที่ใช้งานทั่วไป และควรหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทาง เช่น การวิจัยโรคมะเร็ง 


เขาบอกกับทอมป์สันเมื่อวันพุธว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ “การไม่สร้างสิ่งที่สามารถฆ่าทุกคนได้ขึ้นมา”


“ผมทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น” เขากล่าว “และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันได้ครับ”... 

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/6311216/

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ประชาชนมากกว่า 50,000 คนทั่ว “ยุโรป” เสียชีวิตจาก “คลื่นความร้อน” ที่รุนแรงทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของภูมิภาค

 

เตรียมใจรับสภาพ"อุณหภูมิทะลุเพดาน" UN แถลงยอมรับว่าโลกหมดหวังที่คุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ

 


UN แถลงยอมรับว่าโลกหมดหวังที่คุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ 
เตรียมใจรับสภาพ"อุณหภูมิทะลุเพดาน" 
จี้ชาติมหาอำนาจ G20 เร่งลดก๊าซเรือนกระจก
.
(21ต.ค.69) นายสเตฟาน ดูจาร์ริค โฆษกองค์การสหประชาชาติ (UN) แถลงข่าวยอมรับว่า โลกได้สูญเสียโอกาสในการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) แบบรวดเดียวจบไปแล้ว โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งทะลุเพดานดังกล่าวไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง อ้างอิงจากรายงานฉบับใหม่ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)
.
รายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Gap Report) ประจำปี ระบุว่า แม้โลกจะต้องเผชิญกับภาวะอุณหภูมิทะลุเพดาน (Overshoot) แต่หากทั่วโลกร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วนและเด็ดขาด ก็ยังสามารถจำกัดขนาดความรุนแรงและระยะเวลาของวิกฤตครั้งนี้ได้ เพื่อดึงอุณหภูมิให้กลับมาอยู่ที่ 1.5 องศาฯ หรือต่ำกว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้
.
โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ได้ออกมาเตือนเสียงแข็งว่า รัฐบาลทั่วโลกต้องลงมือทำ"ให้มากกว่านี้และเร็วกว่านี้"โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมหาอำนาจ G20 ที่ต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา
.
รายงานชี้ทางรอดว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกให้ได้เกือบครึ่งหนึ่งภายในปี 2035 (จากระดับของปี 2025) ควบคู่ไปกับการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศอย่างจริงจัง จะช่วยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิที่พุ่งสูงสุดเกิน 1.7 - 1.8 องศาฯ ในช่วงกลางศตวรรษ ซึ่งเส้นทางนี้จะเพิ่มโอกาสแบบ 50-50 ที่โลกจะกลับมาสู่อุณหภูมิ 1.5 องศาฯ ได้ภายในปี 2100 อย่างไรก็ตาม นโยบายและคำมั่นสัญญาที่แต่ละประเทศประกาศไว้ในปัจจุบัน ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จอีกมาก