อย่ามัวคิดแต่เรื่อง"ทุกข์-ดับทุกข์" : กลอนคติธรรม
๏ สงกรานต์ ผ่านไป ในความสุข...............ความสนุก สนาน แสนหรรษา
เป็นเทศกาล อันเลื่องชื่อ แลลือชา..........ทั่วโลกา ชื่นชม นิยม(ร่วม)คะนอง
๏ ชีวิตไซร้ ไม่ได้มี แค่ความทุกข์..............ความสนุก สนาน สราญสนอง
อย่ามองแค่ แง่ลบ คิดขบตรอง...............ผิดครรลอง คลองธรรม ชีพดำรง
(จริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่ เวลาส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้มีความทุกข์)
๏ พุทธศาสนา หาได้แล แค่ความทุกข์.......(และ)ความดับทุกข์ คลุกคลี อย่ารี่หลง
(บางคนชอบอ้างว่า พระพุทธเจ้าตรัสแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์)
หลักธรรม อีกหลามหลาย ให้จำนง..........จงประพฤติ ปฏิบัติ เลือกทัศนา
๏ ครรลองพุทธ ดุจของใช้ ในชีวิต.............ที่อุดม สมจิต ประสิทธิ์หา
(มีหลากหลายให้เลือกใช้ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย ไม่ใช่ใช้ธรรมะข้อเดียวกับทุกเรื่อง)
เท่าทันยุค ทันสมัย ในโลกา...................เป็นศาสนา แห่งสัจ ชัชวาล
๏ มี(ตั้งแต่)ธรรมะ ระดับ เยาวชน...............ตลอดจน (ขั้น)ลึกล้ำ กรรมฐาน
สอนตั้งแต่ เริ่มต้น จนนิพพาน.................ถ่ายทอดสู่ สาธารณ์ บันดาลใจ
(เช่น มงคลสูตร จะเริ่มจากธรรมะของชาวบ้านไล่ไปจนถึงของพระอริยบุคคล)
๏ ครอบคลุมทุก กิจกรรม นำชีวิต...............ทำ-พูด-คิด พิจารณา อย่าเหลวไหล
ตั้งแต่เกิด จนแก่ เผยแพร่ไกร.................ชาตินี้ และ(ชาติ)ต่อไป ให้แนวทาง
๏ เพื่อความสุข ที่สงบ พบพานสู่................ทรงความรู้ สุจริต ชีวิตย่าง
ประพฤติชอบ ประพฤติดี (จิตใจ)มิบอบบาง...อุตสาหะ ละวาง ทางอธรรม
๏ ทุกข์ภายใน มีใจตน เป็นต้นเหตุ..............ปฏิเสธ สร้าง(ทุกข์)ขึ้น รมย์รื่นล้ำ
(ทุกข์ใจมากมาย เกิดจากสร้างขึ้นเอง เช่น ผิดหวังฯลฯ ถ้าใจไม่สร้างทุกข์ ก็ไม่มีความทุกข์)
ทุกข์ภายนอก บอกลา อย่าระกำ...............เลิกกระทำ (ตัด)สัมพันธ์ฯลฯ บันดาลดล
(ทุกข์จากปัจจัยภายนอก ใจไม่ได้สร้างขึ้นเอง เช่น ถูกรังแกฯลฯ ต้องทำให้พ้นไป จึงจะพ้นทุกข์)
๏ เอาเวลา ชีวิต ไปคิดใคร่........................(การ)สร้างสรรค์ให้ ได้ดี มีมรรคผล
(อย่าคิดเรื่องงมงาย ไร้สาระ)
(เกิด)ความเจริญ งอกงาม นำพาตน...........เลิกเวียนวน (คิด)แต่พ้นทุกข์ (จน)สิ้นสุขเอยฯ
๑๗ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต มงคลสูตรในขุททกปาฐะ [๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไป เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า [๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากัน คิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควร บูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ วินัยที่ ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การบำรุง มารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่ อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะ ทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การ กระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล จิตของผู้ใดอัน โลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้า- โศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยใน ข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็น อุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ