กลอนธรรมะ กลอนคติชีวิต กลอนคติเตือนใจ กลอนคติสอนใจ กลอนสุภาษิต บทความจรรโลงใจ
ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
พุทธศาสนาหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติธรรม
พุทธศาสนาหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติธรรม
๏ พุทธศาสนา มิประจักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์.................รัตนตรัย ไร้อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์
การบ่นท่อง สวดมนต์ มิดลบันดาล...................ให้พบพาน ความสำเร้จ สมเจตจินต์
๏ พระพุทธเจ้า มิได้เป็น เช่น"พระเจ้า".................มิเคยสอน ให้เขลา เฝ้าถวิล
กราบอ้อนวอน ขอพรเพื่อ เอื้อชีวิน....................ล้นทรัพย์สิน ยศ-สรร เสริญ-สุขมี
๏ เพียรศึกษา พระไตรปิฎก เป็นปกติ....................อย่าดำริ ตริตรองคิด (ให้)ผิดวิถี
เอาคำสอน แหล่งอื่น รื่นฤดี.............................มาแทนที่ พุทธธรรม นำศรัทธา
(เช่นไสยศาสตร์)
๏ ชอบตีความ ธรรมตามใจ ไม่สำเหนียก................แล้วก็เรียก "พุทธแท้" แน่นักหนา
ใครสอนแผก แตกต่าง อย่างอาตมา..................เป็นมิจฉา ทิฏฐิ เพ่งติเตียน
๏ เทศนา เหมือนชาชิน ขายสินค้า........................แลกเงินตรา พาณิชย์ ทางผิดเพี้ยน
ชอบโอ้อวด ปริญญา มหาเปรียญ......................คอยพากเพียร แสวงหา โลกธรรม
(เหมือนฆราวาส โดยอาศัยผ้าเหลืองหากิน)
๏ บวชเพื่อความ สุขสบาย ในชาตินี้......................หาได้มี อริยมรรค เป็นหลักค้ำ
ศรัทธาไร้ ในกฎ บทบาทกรรม...........................จึงริยำ ทำอะไร ตามใจตน(ไม่กลัวบาป)
๏ "นิพพาน"เป็น เช่นป้าย ชี้ปลายทาง...................(แต่)บ่กรายย่าง ปฏิบัติ ประหวัดผล
แค่ตั้ง(ป้าย)ไว้ ใช้บอก หลอกผู้คน......................(ว่า)ฉันอยู่บน เส้นทาง กลางมรรคา
๏ คนก็ยัง คือคน จนโลกแตก...............................จะมิแผก แปลกไป แม้ภายหน้า
ยังคงมี ความคิด อวิชชา...................................สร้างกิเลส ตัณหา เชิดหน้าปองฯ
๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙
ในสายตาของนักวิชาการตะวันตก พระพุทธเจ้าเป็นนักปราชญ์ นักจิตวิทยา นักศาสนาคนหนึ่ง
ไม่ใช่ผู้วิเศษ อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่คิด.
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569
เหตุแห่งทุกข์และทางดับทุกข์ มีมากกว่าหนึ่ง : กลอนธรรมะ
เหตุแห่งทุกข์และทางดับทุกข์ ในโลกนี้มีมากกว่าหนึ่ง : กลอนธรรมะ
๏ ผลการเรียน ย่ำแย่ พ่อแม่ด่า......................เหตุทุกข์นั้น เพราะตัณหา ก็หาไม่
(โทษ)ความยึดมั่น ถือมั่น ยิ่งบรรลัย.............ต้องตั้งใจ เล่าเรียน เพียรวิทยา(จึงพ้นทุกข์)
๏ ยามเจ็บไข้ ไม่สบาย ไร้ความสุข.................เกิดเป็นทุกข์ มิใช่เพราะ ก่อตัณหา
หรือว่ามี อุปาทาน มาน อวิชา......................ไปหาหมอ ขอรักษา ผาสุกมี
๏ อ่านข่าวคราว สงคราม แสนกำสรด..............(ข่าว)น้ำมันหมด ไม่มีเติม เสริมโศกศรี
เลิกอ่านข่าว เศร้าคลาย หายทันที.................(เพราะ)ไม่ใช่มี ตัณหา อุปาทาน
๏ คนเผาป่า (ก่อ)มลพิษ ชีวิตเสื่อม.................รู้สึกเอือม ระอา มหาศาล
ความโฉดชั่ว หัวใจคน ดลบันดาล..................มลายลาญ ศานติสุข ทุกข์ระทม
๏ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง สร้าง(เรื่อง)ยุ่งยาก.......ต้องลำบาก ช่วยเหลือ เบื่อสะสม
ปลีกตัวบอก ออกห่าง ไม่สังคม(ด้วย).............มิได้บ่ม เพาะตัณหา อุปาทาน(ซะหน่อย)
๏ มีปัญหา ลูกค้าหาย กำไรหด......................มัวแต่จด จ้องจิตใจ(ดับทุกข์) ไร้แก่นสาร
ปัจจัย๔ มิเพียงพอ สร้าง(ความ)ทรมาน...........ลุ่มหลงการ ปฏิบัติ ธรรมปราศดี(วิธีแก้ปัญหา?)
๏ ศึกษาธรรม+มองความจริง(ด้วย) หาสิ่งสัจ....อย่ายืนหยัด มุ่ง(แต่)ศรัทธา บ้าวิถี
(อย่าคิดเองเออเอง เพ้อฝัน หลุดโลก งมงายฯลฯ)
เสริมทักษะ ความสามารถ (วิสัย)ทัศนะดี..........จึงจะมี ชีวีมุ่ง ความรุ่งเรือง
๏ คนเข้าใจ ในสัจจา ทุกขาคู่(ชีวิต)................เพราะเกิด-อยู่ อาศัย ในโลกเยื้อง
(ตราบใดที่ยังเกิดบนโลกแบบนี้ ในภพภูมิแบบนี้ ไม่มีทางไม่ทุกข์)
จึงใฝ่ฝัน สวรรค์วิมาน สานประเทือง................ไม่ใช่เรื่อง ของความเขลา โง่เมามาย
(รวมทั้งนิพพานฯลฯ)
๏ หาหนทาง ทำอย่างไร จะไม่เกิด(อีก)?..........ผู้ประเสริฐ เปิดปัญญา มรรคา(ขวน)ขวาย
วังวนแห่ง วัฏสงสาร แสนอันตราย...................จนเบื่อหน่าย ตาย-เกิดเข็ญ เว้นว่างเอยฯ
๒๘ มีนาคม ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
๔. ภวสูตร ว่าด้วยภพ [๑๖๔] ภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ ประการนี้ ภพ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร)
๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร)
๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร)
ภพ ๓ ประการนี้ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละภพทั้ง ๓ ประการนี้ ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)