ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พฤติกรรม "บูลลี" เด็กไทยติดอันดับ 2 ของโลก เกือบครึ่งคิดตอบโต้เอาคืน

 ห่วง!! พฤติกรรม "บูลลี" เด็กไทยติดอันดับ 2 ของโลก เกือบครึ่งคิดตอบโต้เอาคืน

พฤติกรรม “บูลลี” เด็กไทยติดอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ผลสำรวจพบ เด็กกว่า 91% เคยถูกบูลลี ตบหัว ล้อพ่อแม่ พูดจาเหยียดหยาม พบ 43% คิดจะตอบโต้เอาคืน 18% ไม่มีสมาธิเรียน 15% ไม่อยากไปโรงเรียน 13% ซึมเศร้า พบเด็กขอให้ ร.ร.มีบทลงโทษชัดเจน มีครูให้คำปรึกษา ห่วงสังคมโดดเดี่ยวมากขึ้น อยู่ตัวคนเดียว เสี่ยงทำเด็กตอบโต้รุนแรง หรือทำร้ายตัวเอง ระดมภาคีถอดบทเรียนหาทางออก หวังลดความรุนแรงในเด็กและเยาวชน

วันนี้ (9 ม.ค.) ที่เดอะฮอลล์ บางกอก เครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม ร่วมกับ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเสวนาหัวข้อ “BULLYING” กลั่นแกล้ง ความรุนแรงที่รอวันแระทุ”เพื่อหาทางออกและวิธีแก้ไขปัญหาเด็กโดนกลั่นแกล้ง หรือ บูลลี่

นายอธิวัฒน์ เนียมมีศรี เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า เครือข่ายฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “บลูลี่ กลั่นแกล้ง ความรุนแรง ในสถานศึกษา”ในกลุ่มเด็ก อายุ10-15 ปี จาก 15 โรงเรียน พบว่า ร้อยละ 91.79 เคยถูกบูลลี่ ส่วนวิธีที่ใช้บูลลี่ คือ การตบหัว ร้อยละ 62.07 รองลงมา ล้อบุพการี ร้อยละ43.57 พูดจาเหยียดหยาม ร้อยละ41.78 และอื่นๆ เช่น นินทา ด่าทอ ชกต่อย ล้อปมด้อย พูดเชิงให้ร้าย เสียดสี กลั่นแกล้งในสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ 1 ใน 3 หรือ ร้อยละ 35.33 ระบุว่า เคยถูกกลั่นแกล้งประมาณเทอมละ 2 ครั้ง ที่น่าห่วงคือ 1 ใน 4 หรือ ร้อยละ 24.86 ถูกกลั่นแกล้งมากถึงสัปดาห์ละ3-4ครั้ง ส่วนคนที่แกล้งคือ เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง

“เด็กๆ ร้อยละ 68.93 มองว่า การบูลลี่ ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง และผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ ร้อยละ 42.86 คิดจะโต้ตอบเอาคืน ร้อยละ 26.33 มีความเครียด ร้อยละ 18.2 ไม่มีสมาธิกับการเรียน ร้อยละ 15.73 ไม่อยากไปโรงเรียน ร้อยละ 15.6 เก็บตัว และร้อยละ 13.4 ซึมเศร้า นอกจากนี้ เด็กๆยังต้องการให้ทางโรงเรียนมีบทลงโทษที่ชัดเจน มีครูให้คำปรึกษา จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจ”นายอธิวัฒน์ กล่าว

นายอธิวัฒน์ กล่าวต่อว่า สังคมไทยต้องเลิกมองเรื่องบูลลี่ กลั่นแกล้งกัน เป็นเรื่องเด็กๆ ปกติธรรมดาแล้วปล่อยผ่าน ต้องให้ความสำคัญ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เร่งปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย การให้เกียรติกัน ทั้งในระดับครอบครัวและในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาบูลลี่ กลั่นแกล้ง ควรกำหนดให้สถานศึกษามีช่องทางให้เด็กๆสามารถบอกเล่าปัญหา เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเป็นมิตร และปิดลับ และหากสถานศึกษาไม่สามารถรับมือกับปัญหาและสุ่มเสี่ยงที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้น ต้องใช้กลไกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือแก้ไข ซึ่งตรงนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีกลไกพนักงานเจ้าหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ ต้องเร่งออกแบบกระบวนการช่วยเหลือให้เป็นระบบ โดยอาจดึงองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านเด็กเข้ามามีส่วนร่วม

นางสาวฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันด้วยเทคโนลียีที่เปลี่ยนไปทำให้รูปแบบของการบูลลี่ เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น แชร์การล้อเลียนอย่างรวดเร็ว ทำให้การถูกกลั่นแกล้งไม่ได้อยู่แค่ภายในโรงเรียน จนส่งผลให้เด็กที่ถูกบูลลี่เลือกใช้ความรุนแรง เพื่อป้องกันตนเอง ทั้งนี้จากงานวิจัยของกรมสุขภาพจิตพบว่าการใช้ความรุนแรง การข่มเหงรังแกกันหรือการบูลลี่ในประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่าการบูลลี่ในไทยมีระดับความถี่ที่รุนแรง นอกจากนี้ยังพบว่า อายุเด็กที่ถูกบูลลี่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จากงานวิจัยยังพบอีกว่าเด็กที่รังแกคนอื่น มีพื้นฐานด้านการขาดอำนาจบางอย่างในวัยเด็ก ถูกการเลี้ยงดูเชิงลบ รวมถึงพันธุกรรมทางสมอง จนนำไปสู่การรังแกกลั่นแกล้งคนอื่นในวัยที่โตขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้จะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นความเคยชิน ทำได้แนบเนียนและรุนแรงขึ้น ส่วนเด็กที่ถูกบูลลี่ จะมีอาการซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน ในบางรายอาจถึงขึ้น คิดสั้น

“ผู้ปกครองอย่าปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ต้องคอยสังเกตอาการและสอบถาม เมื่อเด็กส่งสัญญานที่ผิดปกติ เช่น ดูหงุดหงิด วิตกกังวล มีความกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากคุยกับใคร หรือมีร่องรอยตามร่างกาย ผู้ปกครองควรสร้างบรรยากาศแห่งความไว้ใจ ชวนคุยให้เขาเล่าปัญหาเพื่อช่วยหาทางออก หารือกับครูที่ปรึกษา ข้อสำคัญคือการเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เด็กนำสิ่งเหล่านี้ไปแก้ปัญหา เลี้ยงดูเชิงบวก อาทิ ไม่เปรียบเทียบ ใช้คำพูดที่สุภาพ ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบูลลี่ได้ ทั้งนี้อยากเสนอให้โรงเรียนมีมาตรการครูแนะแนวปรึกษาปัญหา เปิดพื้นที่สำหรับเด็ก กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในโรงเรียน เมื่อเกิดเหตุให้แจ้งทันที”นางสาวฐาณิชชา กล่าว...

(อ่านต่อที่  https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30148 )

กรมสุขภาพจิต

ไทยครองสถิติอันดับ 2 ของโลก ที่เด็กถูกรังแกในสถานศึกษา

 

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กไทยถูกกลั่นแกล้งรังแกติดอันดับโลก แล้วใครบ้างจะปกป้องพวกเขา ?

.

ที่มาของภาพ,Getty Images

    • Author,จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role,ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

เบื้องหลังตัวเลขเด็กไทยมากกว่าครึ่งเคยถูกกลั่นแกล้ง-รังแก คือคำถามสำคัญว่าใครกำลังดูแลพวกเขาอยู่จริง ๆ ?

ในปี 2563 กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่าสัดส่วนนักเรียนที่ถูกรังแก (bullying) จากเพื่อนนักเรียนด้วยกันในไทยสูงถึง 40% รองจากญี่ปุ่น ทำให้ไทยครองสถิติอันดับ 2 ของโลกที่เด็กถูกรังแกในสถานศึกษา

ในปี 2568 สถิตินี้ยังไม่ดีขึ้นและขยายขอบเขตไปยังโลกออนไลน์ จากการสำรวจของยูนิเซฟพบว่าเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี ถูกกลั่นแกล้งและเยาะเย้ยทางออนไลน์ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกสำหรับการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (cyber bullying)

โรงเรียนคือสถานที่ที่เด็กถูกรังแกมากที่สุด

ในปี 2568 กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังพฤติกรรมระดับพื้นที่ เก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,499 คน พบว่าเด็กและเยาวชนเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งรังแกสูงถึง 65.54% จากรายงานที่เผยแพร่ในเดลินิวส์

วิธีการกลั่นแกล้งรังแกที่พบมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การถูกล้อชื่อถูกล้อชื่อ พ่อ แม่ คนในครอบครัว (40.97%) การถูกล้อเลียนรูปร่างหน้าตา บุคลิก (37.95%) การถูกประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด (30.38%) การถูกทำร้ายร่างกาย เช่น เตะ ตี ต่อย ตบ ผลัก (28.28%) และถูกกระทำให้รู้สึกด้อยกว่าคนอื่น เช่น เหยียดหยามหรือไม่รับฟังความคิดเห็น (26.27%) โดยส่วนใหญ่จะถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อนถึง 73.53%

ส่วนสถานที่ที่มักเกิดการกลั่นแกล้งรังแกมากที่สุด คือ โรงเรียน (83.35%) ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าครึ่งบอกว่ารู้สึกอับอาย บางส่วนรู้สึกโกรธแค้นหรืออยากเอาคืน หรือบางคนบอกว่ารู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ค่อยมีพลัง โดยพบว่ามากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจมีความคิดทำร้ายตัวเองด้วย

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กและเยาวชน กลับพบว่ายังคงมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจของสภาองค์กรของผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 8-22 เม.ย. 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 ราย พบว่า 337 ราย หรือ 42% เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน

ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า ความรุนแรงทางกายยังคงเป็นปัญหาที่พบได้อย่างชัดเจนในโรงเรียน โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการตี คิดเป็น 62.6% รองลงมาคือการต่อย 52.8% และการเตะ 37.7% นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมอื่น ๆเช่น การดึงผม การข่มขู่ และการบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ แม้บางกรณีจะไม่ใช่การทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่ก็สะท้อนถึงการใช้อำนาจหรือกำลังในลักษณะที่ไม่เหมาะสม

ขณะที่ความรุนแรงทางวาจาเป็นอีกรูปแบบที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญ โดย 68.7% ระบุว่าเคยถูกพูดจาทำร้ายจิตใจ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุด รองลงมาคือการนินทาและการพูดเสียดสี 63.3% และการล้อเลียนรูปร่างหรือบุคลิก 52.8% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คำพูดยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าและสร้างบาดแผลทางใจแก่ผู้อื่น

.

ที่มาของภาพ,Getty Images

ในด้านความรุนแรงทางสังคม ผลสำรวจพบว่าการล้อเลียนหรือทำให้อับอายต่อหน้าผู้อื่น และการพูดลับหลังหรือปล่อยข่าวลือ เกิดขึ้นในสัดส่วนเท่ากันที่ 50.1% สะท้อนว่าการประจานหรือบ่อนทำลายชื่อเสียงยังเป็นรูปแบบสำคัญของการรังแกในหมู่นักเรียน นอกจากนี้ยังพบการกีดกันออกจากกลุ่มหรือไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม 31.8% ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกโดดเดี่ยว ขาดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และกระทบต่อความมั่นคงทางอารมณ์ในระยะยาว

ส่วนความรุนแรงบนโลกไซเบอร์ แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 59.8% จะระบุว่าไม่เคยพบเจอการรังแกในรูปแบบดังกล่าว แต่ผลลัพธ์นี้อาจสะท้อนถึงการไม่ตระหนักว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อของการคุกคามออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่เคยเผชิญการรังแก พบว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม 27.6% รองลงมาคือการปล่อยข่าวลือ 13.5% และการกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ 12.9% ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมรุนแรงในโลกออนไลน์ที่น่ากังวล เช่น การคุกคามทางเพศ การแบล็กเมล์ และการตัดต่อภาพเพื่อสร้างความเสียหาย แม้จะเกิดขึ้นในสัดส่วนไม่สูงนัก แต่สามารถส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงและยาวนาน ทั้งความอับอาย ความหวาดกลัว และการสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในระยะยาว

วัฒนธรรมไทยมีส่วนหล่อหลอมพฤติกรรมการรังแกหรือไม่

ในปี 2564 มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์กระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ (International Journal of Criminal Justice Sciences) เพื่อศึกษาว่าพฤติกรรมการรังแก (bullying) ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมไทยหรือไม่ โดยทีมนักวิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานทั้งจากการสำรวจความเห็นจากนักเรียนจำนวน 400 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารโรงเรียน ครู นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องรวม 15 ราย

ผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการรังแกที่พบมากที่สุดคือการรังแกทางวาจา รองลงมาคือการรังแกทางสังคม (การรังแกที่มุ่งทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมหรือสถานะของบุคคลในกลุ่ม มากกว่าการใช้กำลังหรือคำพูดโดยตรง) การรังแกทางร่างกาย และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าการรังแกทั้ง 4 รูปแบบมีความสัมพันธ์กัน โดยเมื่อการรังแกรูปแบบหนึ่งเพิ่มขึ้น การรังแกรูปแบบอื่นก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังพบว่า พฤติกรรมการรังแกสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยก่อนเข้าโรงเรียน เช่น การล้อชื่อพ่อแม่ หรือการเรียกเพื่อนด้วยชื่อสัตว์ตามลักษณะภายนอก เช่น หมู ช้าง คนผิวดำ หรือคนอ้วน โดยเด็กจำนวนมากมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่นมากกว่าการรังแก ขณะที่คนรอบข้าง รวมถึงครูหรือผู้ปกครอง มักหัวเราะไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้เด็กที่ถูกล้อจะรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจก็ตาม เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ เนื่องจากผู้ใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมองว่าเป็นเพียงการหยอกล้อของเด็ก ๆ

โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล ครูบางรายใช้ถ้อยคำที่สร้างความไม่พอใจ พูดบ่น หรือพูดล้อเด็ก โดยไม่ได้ตระหนักว่าคำพูดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเด็ก เนื่องจากมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอน หรือทำไปเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น โดยไม่ตระหนักว่าถ้อยคำดังกล่าวอาจกระทบต่อจิตใจเด็ก โดยเฉพาะในเด็กบางคนที่มีความเปราะบางทางจิตใจหรือมีปัญหาในการเข้าสังคม อาจได้รับผลกระทบและรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อนร่วมชั้นได้

นอกจากนี้ ปฏิกิริยาของครูต่อปัญหาการรังแกมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของนักเรียนด้วย หากครูให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและปฏิบัติต่อนักเรียนอย่างเท่าเทียม จะช่วยสร้างความไว้วางใจให้เด็กกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อถูกกลั่นแกล้งหรือเผชิญปัญหาอื่น ๆ งานศึกษาดังกล่าวระบุ

ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเมืองใหญ่ของไทยมักมีจำนวนนักเรียนมากเมื่อเทียบกับจำนวนครู ทำให้ครูไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง และบางครั้งไม่รับรู้ว่ามีนักเรียนคนใดกำลังประสบปัญหาถูกกลั่นแกล้งอยู่

โรงเรียนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังมีนักเรียนที่มาจากครอบครัวและชนชั้นทางสังคมหลากหลาย ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้อาจกลายเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการรังแกได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองจำนวนมากต้องทำงานนอกบ้านและมีเวลาดูแลบุตรหลานอย่างจำกัด

งานศึกษาระบุต่อว่าในบางครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาล ผู้ปกครองมักไม่มีเวลาพูดคุยกับบุตรหลาน เมื่อเด็กประสบปัญหา จึงขาดโอกาสที่จะปรึกษาหรือระบายความรู้สึก นอกจากนี้ วัฒนธรรมไทยยังปลูกฝังให้เด็กอดทนต่อปัญหาโดยไม่ได้รับการรับฟังหรือการสนับสนุนอย่างเพียงพอ

การรังแกไม่ได้จบลงภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากนักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย พวกเขาใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการสื่อสารและติดต่อกัน แม้จะอยู่นอกโรงเรียน จึงเกิดการโพสต์ พาดพิง เสียดสี หรือเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อน ซึ่งอาจเป็นการต่อยอดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองบางรายก็ไม่มีเวลาควบคุมการใช้สื่อออนไลน์ของบุตรหลาน ทำให้การกลั่นแกล้งทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางสานต่อการรังแกจากในโรงเรียน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเรียนออนไลน์ซึ่งแนวโน้มการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้น

.

ที่มาของภาพ,Getty Images

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังชี้ว่าสังคมไทยมีแนวโน้มมองว่าการล้อเลียน การหยอกล้อ หรือการแซวกันว่าเป็นการทักทาย การสร้างความสนิทสนม หรือเป็นเรื่องขำขัน มากกว่าจะมองว่าเป็นการรังแก และในวัฒนธรรมไทยยังมีการทักทายด้วยการกล่าวถึงรูปร่างหน้าตา เช่น อ้วนขึ้น ผอมลง หรือสีผิวที่เปลี่ยนไป ทำให้เด็กซึมซับจากวัฒนธรรมและค่านิยมในสังคมเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว และนำไปสู่การรังแกทางวาจาในโรงเรียนได้

งานวิจัยยังเชื่อมโยงการรังแกกับวัฒนธรรมอาวุโสและความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมไทย โดยเห็นว่าผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะด้อยกว่ามักไม่กล้าตอบโต้หรือปกป้องตนเองเมื่อถูกกระทำด้วยเช่นกัน

ผู้วิจัยยังระบุว่าความแตกต่างสำคัญระหว่างไทยกับสังคมตะวันตกอีกประการหนึ่ง คือ ในสังคมไทยตีความว่าการล้อกันอาจเป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดหรือความสนิทสนม ขณะที่ในอีกมิติหนึ่งก็อาจเป็นการใช้อำนาจกดทับผู้อื่นได้เช่นกัน ส่งผลให้สังคมแยกเส้นแบ่งระหว่าง "วัฒนธรรม" กับ "การรังแก" ได้ยาก และทำให้ปัญหาถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน

โดยสรุป งานศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการรังแกปรากฏอยู่ในชีวิตของเด็กมาโดยตลอด และพฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยบางประการ ได้แก่ การนินทา การเล่นพรรคเล่นพวก การกดทับผู้อื่น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสังคมเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการรังแกมากขึ้น จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่กว้างขวางและการนำเสนอผลเสียของการรังแกผ่านสื่อต่าง ๆ ทำให้ทัศนคติของสังคมต่อปัญหานี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากขึ้น

.

ที่มาของภาพ,Getty Images

สุดท้ายแล้วมีอะไรช่วยดูแลเด็กไทยที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกบ้าง ?

ในปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการริเริ่มโครงการชื่อว่า "เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child-Friendly School) ปี 2569" เพื่อเชื่อมโยงระบบโรงเรียนปลอดภัย (Safe School) เขากับสายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้เด็ก นักเรียน ผู้ปกครอง และครู สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย และรักษาความลับของผู้แจ้ง

โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการยกระดับความปลอดภัยและสวัสดิภาพเด็ก ป้องกันปัญหาความรุนแรง การกลั่นแกล้งรังแก และการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งในสถานศึกษาและโลกออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน คุ้มครองสิทธิ และดูแลความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงด้วย

ทว่า หากเด็กและเยาวชนต้องการเข้ารับคำปรึกษาหรือรับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ก็อาจพบกับปัญหาจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ที่ยังมีไม่เพียงพอ

รายงานของสำนักข่าวเอชโฟกัส (Hfocus) ในปี 2565 ระบุว่าประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจำนวน 112 คน ขณะที่รายงานอีกชิ้นหนึ่งระบุว่าในปี 2568 มีศักยภาพผลิตจิตแพทย์ด้านนี้ 19 คน แบ่งเป็นจากสถาบันอุดมศึกษาหรือโรงเรียนแพทย์ 17 คน และสถาบันสังกัดกรมสุขภาพจิตอีก 2 คน

ปัจจุบัน โดยภาพรวมแล้วไทยไม่ได้ขาดแคลนแค่จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเท่านั้น แต่โดยภาพรวมมีจิตแพทย์ทั้งประเทศรวมกันอย่างน้อย 845 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.28 คนต่อจำนวนประชากร 1 แสนประชากร ต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 10 คนต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน

คำถามอาจไม่ใช่แค่รัฐ "มีระบบดูแล" หรือไม่

นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล อดีตครูผู้สอนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นนักวิชาการอิสระ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า โครงการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดก็เริ่มมองเห็นปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน แม้โครงการเหล่านี้อาจยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนัก

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่อาจอธิบายได้ด้วยบริบทของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะโรงเรียนเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของสังคมที่ใหญ่กว่า เด็กแต่ละคนเติบโตมาจากภูมิหลังและเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญความขัดแย้งระหว่างกันเมื่อมาอยู่ร่วมกันในโรงเรียน

"ความขัดแย้งมันเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่ประเด็นคือวัฒนธรรมแบบไหน สังคมแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้เกิดความรุนแรง และสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมแบบไหนที่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดสิ่งเหล่านี้" เขากล่าว

ในมุมมองของนายธนวรรธน์ ปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมเด็กเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสังคมที่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุด แต่ละครอบครัวล้วนเผชิญปัญหาและแรงกดดันแตกต่างกันออกไป

สำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง เขาพบว่าพ่อแม่จำนวนไม่น้อยพยายาม "ชดเชยปม" ในวัยเด็กของตนเองด้วยการประคบประหงมลูกมากเกินไป ส่งผลให้เด็กไม่สามารถจัดการกับความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือความกดดันทางอารมณ์ได้ดีนัก ขณะที่บางครอบครัวก็ฝากความคาดหวังเรื่องความสำเร็จไว้กับลูกสูงเกินไป จนกลายเป็นความกดดันโดยไม่รู้ตัว

ส่วนครอบครัวชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นล่าง มักเผชิญแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะในกรณีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือผู้ปกครองที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนแทบไม่มีเวลาให้ลูก แม้แต่การเข้าร่วมประชุมผู้ปกครองก็อาจเป็นเรื่องยาก เพราะการลางานหมายถึงการสูญเสียรายได้ หรือบางแห่งนายจ้างไม่อนุญาตให้ลางานเพื่อมาประชุมด้วยซ้ำ

"เรากำลังจะบอกว่าผู้ปกครองถูกทำให้ไม่มีทางเลือก หมายความว่าด้วยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สิทธิแรงงานที่ถูกละเลย มันก็ทำให้การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งถูกลดความสำคัญลงไป"

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ "ครอบครัวแหว่งกลาง" ที่พบได้บ่อยในสังคมไทย หมายถึงกรณีที่เด็กเติบโตภายใต้การดูแลของปู่ย่าตายาย แทนที่จะเป็นพ่อแม่ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ทำให้พ่อแม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน หรือเกิดจากปัญหาการหย่าร้าง รวมถึงการมีบุตรโดยขาดความพร้อม

"การทิ้งไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ด้วยช่องว่างระหว่างวัยที่ห่างกันมาก ถึงแม้เขาเคยเลี้ยงเด็กหรือมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็ก แต่ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนผมสอนอยู่ ก็เคยเจอแบบนี้แล้วแก้อะไรไม่ได้แล้ว พ่อแม่ทิ้งให้ย่าเลี้ยง แล้วดูจอตั้งแต่เด็ก ๆ กว่าจะพูดได้ก็ 7 ขวบ ก็มีปัญหาเข้ากับเพื่อน เข้ากับสังคมไม่ได้ แสดงออกไม่เป็น" นายธนวรรธน์ กล่าว

เมื่อเด็กที่เติบโตมาจากเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันถูกส่งต่อเข้าสู่โรงเรียน ความคาดหวังก็มักตกอยู่ที่ครูให้ทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือเด็ก แต่ในความเป็นจริง นายธนวรรธน์มองว่าครูจำนวนมากไม่สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากขนาดชั้นเรียนที่ใหญ่เกินไป

เขาตั้งข้อสังเกตว่า เด็กหน้าห้องและเด็กหลังห้องมักอยู่ในสายตาของครูเสมอ กลุ่มแรกคือเด็กที่มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ส่วนอีกกลุ่มคือเด็กที่มักมีปัญหาจนต้องได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ แต่เด็กอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างสองกลุ่มนี้กลับมีโอกาสถูกมองข้ามโดยไม่รู้ตัว

"เด็กที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองกลุ่มนี้จะดูเงียบ ๆ เรียบร้อย ไม่แสดงออกทางพฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือโดดเด่น ทำให้ครูหรือผู้ปกครองอาจมองว่าพวกเขาไม่มีปัญหาอะไร เด็กที่ดูเงียบ ๆ หลายครั้งมีปัญหาเยอะมาก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเด็กคิดอะไร เพราะไม่ได้แสดงออกมา"

.

ที่มาของภาพ,Getty Images

เขากล่าวว่า แม้สังคมจะคาดหวังให้ครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาใส่ใจนักเรียนทุกคนอย่างรอบด้าน แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะครูไทยในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงการสอนและดูแลเด็กเท่านั้น หากยังต้องรับผิดชอบงานธุรการต่าง ๆ จนทำให้ครูจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาวะที่เขาเรียกว่า "โดดเดี่ยว" ไม่ต่างจากเด็ก

นายธนวรรธน์ยอมรับว่ามีครูจำนวนมากพยายามทำงานด้านการดูแลสุขภาวะทางใจของเด็กมากขึ้น ทั้งการรับฟังปัญหาและการสร้างความไว้วางใจ แต่เมื่อพิจารณาจากระบบประเมินวิทยฐานะของไทย เขามองว่างานลักษณะนี้ยังไม่ได้รับความสำคัญเทียบเท่ากับตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

นอกจากข้อจำกัดด้านภาระงานแล้ว เขายังเห็นว่าโรงเรียนไทยจำนวนมากยังถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมอำนาจนิยม ครูบางส่วนจึงคุ้นชินกับการจัดการนักเรียนผ่านระบบรางวัลและการลงโทษ มากกว่าการพยายามทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรม

นายธนวรรธน์ยกตัวอย่างว่า เด็กที่รังแกเพื่อน เป็นหัวโจก หรือแสดงความรุนแรงในโรงเรียน อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้กระทำ แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นเหยื่อของการขาดความรัก การไม่ได้รับการยอมรับ หรือการไม่มีตัวตนในครอบครัว เด็กจึงพยายามแสวงหาความสนใจและการยอมรับจากคนรอบข้างผ่านวิธีการที่ไม่เหมาะสม

ดังนั้น หากครูมองเด็กผ่านกรอบคิดแบบการลงโทษและการให้รางวัลเพียงอย่างเดียว ก็อาจมองไม่เห็นรากของปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ครูจะสามารถสังเกตเห็นว่าเด็กคนหนึ่งกำลังเผชิญปัญหา คำถามสำคัญคือ เมื่อปัญหานั้นเกินขีดความสามารถของครูแล้ว จะมีกลไกใดเข้ามาช่วยเหลือต่อ

เขาระบุว่าปัจจุบัน ครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษาหลายคนยังต้องพึ่งพา "คอนแทคส่วนตัว" เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกและส่งต่อเด็กเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ ทั้งที่ควรมีกลไกเชิงระบบรองรับการทำงานลักษณะนี้อยู่แล้ว

"การที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีกลายเป็นเรื่องของความโชคดี ว่าจะเจอครูที่ปรึกษาที่ใส่ใจหรือมีช่องทางในการส่งต่อหรือไม่ มากกว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิภาพที่ระบบควรมอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม" นายธนวรรธน์กล่าวกับบีบีซีไทย

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ไมโครพลาสติก สามารถทะลุผ่านด่านกั้นของรก และเปลี่ยนแปลงการผลิตฮอร์โมนได้!

 

หลักฐานชิ้นใหม่ชี้ ไมโครพลาสติก สามารถทะลุผ่านด่านกั้นของรก และเปลี่ยนแปลงการผลิตฮอร์โมนได้!...

.
นักวิทยาศาสตร์พบว่า ไมโครพลาสติก (Microplastics) และ นาโนพลาสติก (Nanoplastics) ที่ปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา กำลังแทรกซึมทะลุผ่านด่านกั้นของรก เล็ดลอดเข้าไปถึงสภาพแวดล้อมของทารกที่กำลังเติบโตในครรภ์ได้!
.
การค้นพบนี้มาจากความพยายามของทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้าง แบบจำลองรกมนุษย์ ขึ้นในห้องทดลอง โดยเพาะเลี้ยงเซลล์ให้ซ้อนทับกันถึง 3 ชั้น เพื่อเลียนแบบโครงสร้างและการทำงานของรกคนเราให้เหมือนจริงที่สุด วิธีนี้ช่วยอุดช่องโหว่ของงานวิจัยเก่าๆ ที่มักใช้หนูทดลอง ซึ่งโครงสร้างรกของหนูกับมนุษย์นั้นต่างกันมากจนเอาผลลัพธ์มาเทียบกันตรงๆ ไม่ได้
.
เมื่อลองทดสอบกับแบบจำลองนี้ ผลลัพธ์ที่ได้น่าตกใจมาก เพราะพลาสติกจิ๋วหลายชนิดสามารถทะลุผ่านชั้นเซลล์ของรกจำลองไปได้จริงๆ! ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกอะคริลิก (PMMA) พลาสติกพีวีซี (PVC) ที่มักพบในท่อและบรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่พลาสติกเพท (PET) ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการผลิตขวดน้ำดื่มที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
.
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ พลาสติกเหล่านี้ยังเข้าไปป่วนการผลิตฮอร์โมนในฝั่งของทารกด้วย โดยเฉพาะการรบกวน ฮอร์โมนสเตียรอยด์ (Steroid hormones) ซึ่งฮอร์โมนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่คอยควบคุมพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อย่างละเอียดอ่อน
งานวิจัยพบว่าหากมีการสัมผัสกับอนุภาคพลาสติกเหล่านี้มากๆ จะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนสำคัญบางชนิดลดลงด้วย
.
เจสเก้ ฟาน บ็อกเซล (Jeske van Boxel) นักวิจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยาจากมหาวิทยาลัย วรีเจ อัมสเตอร์ดัม (Vrije Universiteit Amsterdam) ผู้นำงานวิจัยชิ้นนี้ ได้อธิบายผลลัพธ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า
"งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า อนุภาคไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกหลายชนิดสามารถเล็ดลอดผ่านแบบจำลองรกมนุษย์ และเข้าไปมีอิทธิพลต่อการผลิตฮอร์โมนได้จริงๆ
แม้ผลลัพธ์นี้จะยังไม่ได้ฟันธงโดยตรงว่ามันจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์ แต่การค้นพบนี้ก็ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่เราต้องรีบทำความเข้าใจว่า อนุภาคพวกนี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง"
.
สรุปก็คือ แม้ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ทำร้ายทารกได้รุนแรงแค่ไหน แต่แค่มีหลักฐานว่ามันแทรกซึมเข้าไปป่วนสมดุลฮอร์โมนอันเปราะบางได้ ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนแล้ว
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่วงการวิทยาศาสตร์ต้องรีบหาคำตอบ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันผลกระทบระยะยาวที่อาจไปขัดขวางพัฒนาการของมนุษย์ ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังไม่ทันลืมตาดูโลก
.
[แหล่งอ้างอิง]
[1] Cockerill, J. "New Evidence That Microplastics Can Cross Placental Barrier And Alter Hormone Production." ScienceAlert, 2026.
[2] van Boxel, J., et al. "Effects of different micro- and nanoplastic polymers on steroidogenesis in a feto-placental in vitro model." Molecular and Cellular Endocrinology, 2026. DOI: 10.1016/j.mce.2026.112871

SCIWAYS

( https://www.facebook.com/photo/?fbid=1592132975701909&set=a.194492012132686 )