ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย : กลอนคติสอนใจ

 





อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย กลอนคติสอนใจ

    ลืมตาตื่น ขึ้นจากฝัน...........................ที่พัลวัน จนหวั่นไหว
จากข่าวคราว ที่เข้าใจ.........................จนเข้าไป ในนิทรา

๏    หลับสมปอง(นอนอิ่ม) สมองแล่น...........ขยับแขน ขยับขา(ยืดกล้ามเนื้อ)
มี"ตัวกู(ของกู)" อยู่นี่นา.......................ใครเล่าหนา ว่าไม่มี?

๏    คนอิหร่าน(มีสงคราม) ยังอยู่ได้..............ประเทศไทย ไกลเพียงนี้
เราต้องรู้(จัก) อยู่ได้ซี..........................อย่าโศกี มีกังวล

    (ข่าวสาร)ข้อมูลสู่ รู้สังเกต.....................(รู้จัก)ปฏิเสธ ตามเหตุผล
มีสิ่งใด ไม่ชอบกล(ไม่จริง)....................จงเตือนตน อย่าสนใจ

    พระมากมาย(อยู่ว่างๆก็) คิดไปเรื่อย.........มิเคยเมื่อย เพ้อฝันใฝ่
พอพูดตาม อำเภอใจ............................จึง(มักจะ)เหลวไหล ไร้สาระ

๏    ถ่ายทอดธรรม ตามความคิด(กู)...............ที่เนรมิต(ขึ้น) ผิดสัจจะ
ใครเชื่อคำ(เหลวไหล) นำชีวะ.................ย่อมประสบ ทุกข์ซบเซา

๏    ประพฤติตาม คำสั่งสอน(พุทธเจ้า)...........ให้ได้ก่อน (ค่อย)มาสอนเขา
ยังมิจฉา(ทิฏฐิ) อย่ามัวเมา......................สั่งสอนเขา เอาตามใจ(ตน)*

๏    โลกุตตระ พระบ่สน(ใจแล้ว)...................ชอบสอนคน(อื่น) กระมลใคร่
(เพื่อ)ลาภสักการ (สุข)สำราญไง..............หมดสมัย ไปนิพพานฯ

๘ เมษายน ๒๕๖๙

*พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู"เลย 
อนัตตา ไม่ได้แปลว่า "ไม่มี"ตัวตน แต่แปลว่า "ไม่ใช่"ตัวตน 
คือ มีตัวตน แต่ไม่ใช่สิ่งถาวร มีความไม่เที่ยง อยู่แค่ชั่วคราว
ลองถามคนที่พูดว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู" ว่า แล้วอะไรที่พูด? อะไรที่เถียงอยู่นี่? ไม่มีตัวกูแล้วเป็นอะไร?

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

พุทธศาสนาจะหันไปไหน? : กลอนคติเตือนใจ






พุทธศาสนาจะหันไปไหน? กลอนคติเตือนใจ

๏    (คนจน)มองเห็น เศรษฐี มีของใช้(แพงๆ).......หลงใหล ในโชค วาสนา(ของเขา)
อยากจะ มีบ้าง อย่างอัจฉรา....................แต่ไร้ เงินตรา ซื้อหาตรอง(อัจฉรา=ชั่วพริบตา)

๏    จึงเลือก หนทาง สร้างหนี้สิน.......................โศภิณ ชีวี มีข้าวของ(หรูหรา)
ทุกข์เพราะ เป็นหนี้ ฤดีนอง.....................คับข้อง ชีวิต อนิจจา

๏    เปรียบเสมือน ฝึกหัด ปฏิบัติธรรม..................น้อมนำ พุทธพจน์ จดจ้องหา
เคล็ดลับ ทางลัด อัจฉรา.........................ขจัดกิเลส ตัณหา ช้าเกินไป(ทำยาก-ทำไม่ได้)

    เจาะจง เลือกใช้ (การ)ไม่ยึดมั่น....................สุขสันติ์ ทันที มี(ความ)เลื่อมใส
ไม่ว่า จะกระทำ กรรมอะไร.......................อย่าไป ยึดมั่น บันดาลดล(จะไม่เป็นทุกข์)

    (จึงเป็นคน)ยังมี กิเลส และตัณหา.................แต่ไร้ อุปา ทานพานผล
ดำเนิน ชีวี มิกังวล..................................เป็นปุ ถุชน คนธรรมดา(มีความไม่ทุกข์เป็นเป้าหมาย)

๏    ทิ้ง(หลัก)พระ อริยะ อรหันต์(สงสารวัฏฯลฯ)....ยืนยัน ว่าคือ พุทธศาสนา(ที่ไม่งมงาย)
ไม่มี(วิญญาณ) เวียนว่าย ไปชาติหน้า.........สนใจ แค่เวลา ปัจจุบัน(ปัจจุบันขณะ สร้างศัพท์ใหม่)

     พุทธ(ะ) ศาสนา ที่ทันสมัย..........................นิพพาน ทันใด ถูกใจฉัน(ที่นี่ เดี๋ยวนี้)
ชาติก่อน ชาติหน้า อย่าเชื่อมัน..................เชื่อมั่น (ความคิด)ฉันเอง เก่งกว่าใคร

๏    เหยียดหยาม คำสอน พุทธก่อนเก่า................ถือเอา แต่สิ่ง ที่ทันสมัย(เงินยิ่งมีมากยิ่งดี)
เปลี่ยนแปลง คติธรรม เอาตามใจ...............ลาภ-ยศ-สรรเสริญใคร่ อยากได้เอยฯ

๗ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร
[๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปะนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้ สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ [๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อ ใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรม- *ชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้น เมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ [๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษใน โลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะ อัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ [๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อ ความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ [๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อ ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุ ๕ ประการเป็น ไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

คำเตือนคนไทยใช้จ่ายระวัง! ครั้งนี้เศรษฐกิจจะหนักมาก!

 

น้ำมันอาจไม่พอ อนุทินขอคนไทย-เอกชนประหยัดพลังงาน

 

ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ : กลอนคติเตือนใจ

 



ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ กลอนคติเตือนใจ

๏    ความไม่ รอบคอบ.........................ประกอบ การคิด วินิจฉัย
ตีความ(ธรรมะ) ตามใจ....................ทำให้ หลงทิศ หลงทาง(ได้)

๏    ตั้งใจ จะให้เห็น.............................ประเด็น เจนแจ้ง แสงสว่าง
กลับกลาย ปลายทาง.......................ไกลห่าง สร้างความ มืดมน

๏    อ้างคำ ธรรมะ................................อย่าเปลี่ยน (เนื้อหา)สาระ เพื่อปะผล
ตามนัย ใจตน.................................จะทำ ให้ท้น เวทนา

    ประสบ การณ์ชีวิต...........................(ที่มี)น้อยนิด มักเป็น ปัญหา  
ก่อเกิด อวิชชา................................หลงว่า (กู)รู้แจ้ง กระจ่าง(ความ)จริง 

    (คนไม่รู้)สอนคน (ที่)ไม่รู้..................เขาเชื่อ ว่าครู รู้ทุกสิ่ง
(แต่เมื่อ)เจอผู้ รู้จริง..........................(กลับ)ถูกชิง ไหวพริบ ตีบตัน

๏    ธรรมะ มิใช่.....................................สักแต่ ว่าใช้ ได้ทั้งนั้น(ไม่เลือกกาละเทศะ)
(มี)เงื่อนไข ให้(เท่า)ทัน.....................กีดกัน การใช้ ในสัจจา(ใช้ผิดที่ผิดทางจะสร้างปัญหา)

๏    โลกุต ตรธรรม..................................เป็นธรรม คนละ ระดับหนา(กับทางโลก)
(โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)
อย่าคิด พิจารณา...............................สักแต่ เอามา ปฏิบัติ(ในวิถีชีวิตแบบฆราวาส)

๏    พระสอน อะไร..................................(อย่าเชื่อทันที)ศึกษา พระไตรฯ ให้เห็นชัด
ถูก-ผิด จิตถนัด..................................อย่าศรัท ธาง่าย จะพ่าย(แพ้)เอยฯ
(คนจำนวนมาก ชอบอ้างคำสอนในพระไตรปิฎก แต่ตีความผิดเพี้ยนเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง
คนจำนวนมาก ได้ฟังพระที่มีชื่อเสียงสอนอะไรก็เชื่อหมด คิดว่าท่านสอนถูกหมด สาเหตุเพราะตัวเองไม่รู้ว่าพระก็สอนแบบคนไม่รู้)

๖ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร
ว่าด้วยความสิ้นตัณหา สูตรเล็ก
ปัญหาธรรมของท้าวสักกะ
[๓๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของมิคารมาตา ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า
        “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่า
เป็นผู้หลุดพ้นแล้วด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษม
จากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด  มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐ
กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ‘ธรรม
ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น’ ถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควร
ยึดมั่น’ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้
ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณา
เห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งใน
เวทนาทั้งหลายนั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลาย
กำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งในเวทนาทั้งหลาย
นั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อ
ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตนและรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบ
พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป
        จอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่านี้ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
ด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติ
พรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
        ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปจากที่นั้นนั่นเอง........

*ข้อสังเกต
ไม่มีใครถามว่า"คำสอนทั้งสิ้นสรุปให้เป็นประโยคสั้นๆประโยคเดียวได้หรือไม่?"
ไม่มีคำว่า "ตัวกู-ของกู" ไม่มีคำว่า "ว่าง-จิตว่าง"ฯลฯ

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

ขอบเขตของพุทธศาสนา : กลอนคติธรรม

 




















ขอบเขตของพุทธศาสนา กลอนคติธรรม

๏    พุทธธรรม์ นั้นไม่มี............................กลวิธี เลี้ยงลูกหลาน
(การเอาลูกหลานมาบวชเณรภาคฤดูร้อน ฝากพระเลี้ยงให้ อาจทำลายลูกหลาน) 
แลมิได้ ให้หลักการ...........................รักภรรยา หรือสามี(รวมถึงวิธีเลือกคู่)

๏    ปราศมรรคา การ(ทำมา)หากิน.............สร้างทรัพย์สิน ชีวินศรี
เงินบริหาร งานบัญชีฯลฯ.....................ไร้ใยดี โลกียธรรม

๏    แม้แต่หลัก มนุษยสัมพันธ์...................สิ่งสำคัญ ชีวันค้ำ
ก็ไม่มี การชี้นำ.............................ต้องกระทำ กรรมอย่างไร?
(บอกแค่ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก)

    ความตระหนัก รักษ์โลกนี้....................พุทธะมี ซะที่ไหน?      
สรุปย่อ พอเข้าใจ..........................โลกียวิสัย ไม่นำพา
         (ไม่เอาเรื่องทางโลกมาคิด มาพูดคุย มาสอน มาปฏิบัติ)

๏    พุทธสั่งสอน แต่ศีลธรรม......................วิถีกรรม แก้ปัญหา
ความทุกข์ใจ ในชีวา.......................ด้วยสัมมา คติตรอง

๏    ชี้บาทบท กฎแห่งกรรม........................ที่ชักนำ ตามสนอง
ทัศนคติ ชีวีมอง.............................อย่างถูกต้อง ครรลองตน

๏    ขจัดกิเลส และตัณหา..........................ความชั่วช้า อกุศล
ให้หลุดล่วง ดวงกระมล....................สัมฤทธิ์ผล ดลชีวินฯลฯ

๏    (พึง)รู้ขอบเขต พุทธศาสนา...................แล้วจงอย่า ใฝ่ถวิล
หวังโลกธรรม ตามเจตจินต์...............แสนโสภิณ จากพุทธเลยฯ
(เช่น บวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองเป็นเส้นทางหากิน เจริญก้าวหน้าในสังคม)

๒ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สีสปาปรรณวรรคที่ ๔
สีสปาสูตร
เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น
[๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบ ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มี ประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. [๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็น พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.