กลอนธรรมะ กลอนคติชีวิต กลอนคติเตือนใจ กลอนคติสอนใจ กลอนสุภาษิต บทความจรรโลงใจ
ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ความเป็นธรรมดา : กลอนคติธรรม
ความเป็นธรรมดา : กลอนคติธรรม
๏ ความเป็น ธรรมดา.........................เป็นปรา กฏการณ์ อันปกติ
สอดคล้อง คติ...............................โลกิ ยธรรม ตามวิสัย
เที่ยงตรง คงมั่น.............................บ่คั่น เข้าใคร ออกใคร
รู้-เห็น ความเป็นไป.........................ทั่วไป ชั่วนา ตาปี(ชั่วกัลปาวสาน)
๏ ความเป็น ธรรมดา...........................(ตระหนัก)เมื่อเกิด ดวงตา เห็นธรรม
ลดรา (ความ)ระกำ...........................ลดความ กำหนัด บัดสี
(สิ่งที่)เกิดขึ้น (ย่อม)ดับไป................ไม่ว่า อะไร ในโลกนี้
แม้เห็น เป็น-มี................................ล้วนมี ความเป็น อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)
๏ คลายความ ยึดถือ...........................เพราะสรรพ (พะ)สิ่งคือ อนิจจัง
มิอาจ คาดหวัง...............................(ให้)เป็นดัง ดวงจิต คิดปรารถนา
ยึดถือ➔เป็นทุกข์............................สลาย สุขสิ้น จากวิญญาณ์
ความเป็น ธรรมดา...........................ที่ไม่ ธรรมดา (ช่วยให้)ละโลกีย์
๏ ยังคง เป็นอยู่..................................ก้าวย่าง อย่างผู้ รู้จักคิด
ยังมี ชีวิต.......................................แต่ไม่ ยึดติด ชีวิตนี้
ยังคง กระทำ..................................(แต่ทำ)เฉพาะ กุศลกรรม ความดี
โดยไม่ ต้องมี.................................(ความ)อยากมี อยากเป็น ไม่(อยาก)เป็นเลยฯ
๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ................................... ................................... [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑........... ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.......ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้..........
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ปิดหูตีระฆัง : กลอนคติสอนใจ
สำนวน ปิดหูตีระฆัง (สำนวนจีนเดิม ปิดหูขโมยระฆัง 掩耳盗铃)
หมายถึง คนทำความชั่วที่หลอกตัวเองว่า คนอื่นคงไม่รู้ทัน
ปิดหูตีระฆัง : กลอนคติสอนใจ
๏ เงินทอง=ของมีค่า ที่หายาก........................ต้องลำบาก ฝากฝัน ขยันหา
รายได้ แค่เพียง เลี้ยงอัตตา........................มืดมน อนธการ์ อนาคต
๏ พระที่ มี(ต้องรักษา)ศีล ไม่รับเงิน..................กลับเพลิน เดินหน้า มิสลด
เชิญชวน บริจาค มาก(มาย)ไปหมด..............บ่ละลด หลอก(ล่อ)ด้วยเล่ห์ เพทุบาย
๏ อ้างเพื่อ บำรุง พุทธศาสนา..........................บันดาล ปุญญา มาหลากหลาย
แต่ที่เห็น (คือ)พระเป็นผู้ อยู่สบาย................ชาวบ้านมี หนี้ท่วมกาย (พระ)ไม่ปรารมภ์
๏ คนกลิ้งกลอก นอกรีต เป็นมิจฉา....................ทำชั่วช้า บ่อยๆ คอยสะสม
ปิดซ่อนได้ ไม่นาน ปานอาจม......................(สุดท้าย)ย่อมทับถม ทำร้าย ทำลายตน
๏ สร้างภาพใหม่ หวังให้คน ล้นนับถือ................(แต่)ความไม่ซื่อ ทุจริต จิตฉ้อฉล
ย่อมปิดบัง อำพรางได้ ไม่นานดล.................(ใน)ที่สุดคน ย่อมดู รู้สัจจา
๏ เลิกนับถือ เฉพาะพระ ก็หาไม่.......................แต่ลามไป ถึงพุท ธ(ะ)ศาสนา
คนไม่น้อย พลอยเอือม เสื่อมศรัทธา .............เพียงเพราะว่า พระทำชั่ว มีทั่วไป
(หลายปีที่ผ่านมา พระมีชื่อเสียง-พระผู้ใหญ่ทั้งนั้นที่ทำชั่วๆ)
๏ แต่คน ที่นับถือ พุทธศาสนา.........................เพราะศรัทธา คำสอน (จะ)มิอ่อนไหว
(โดย)บ่นำพา อลัชชี ที่จัญไร........................ปฏิบัติ(ตามคำสอน)เอง มิเกรงใคร ไม่ทำดี
(ใครจะชั่ว-ไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัยก็ช่างมัน)
๏ การลดละ กิเลส และตัณหา..........................ผิดธรรมดา มนุษย์ หลุดวิถี(ฝืนธรรมชาติ)
คนทำชั่ว ต้องได้รับ ความอัปรีย์....................คนทำดี ย่อมได้ดี ตั้งสติเทอญฯ
๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2569
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569
วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


