ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569

สิ้นสุดสังสารวัฏ=สิ้นทุกข์ถาวร : กลอนคติธรรม


สิ้นสุดสังสารวัฏ=สิ้นทุกข์ถาวร : กลอนคติธรรม

    โลกร้อน(ทำให้) นอนไม่หลับ............ไม่เกี่ยวกับ มีตัณหา
เปิดแอร์ แก้ทุกข์ครา.......................ไม่ใช่มา ลดอุปาทาน
                    (ไม่มีตัณหา-ไม่ยึดมั่น แล้วจะไม่ร้อน-นอนหลับสบาย?)

๏    ทุกข์หนอ เพราะหิวข้าว....................หยุดปวดร้าว (ด้วยการ)กินอาหาร
ความหิว คืออาการ..........................(ที่)สรรพสังขาร ต้องพานผจญ

๏    เจ็บไข้ ไม่สบาย..............................เพราะ(มี)ร่างกาย ให้เหตุผล
เป็นทุกข์ ที่ทุกคน............................หนีไม่พ้น จนวันวาย(พระพุทธเจ้ายังเจ็บป่วย)

    การเกิด ทำให้ต้อง...........................มาเกี่ยวข้อง ทุกข์ทั้งหลาย
ทุกคน กระวนกระวาย........................(เพราะชีวิตบน)โลกไม่ได้ ดั่งใจปอง

    ดับทุกข์ ที่จิตใจ...............................ไม่ได้ดับ ทุกข์ทั้งผอง
(ที่)มากมาย มีก่ายกอง......................ตามครรลอง สังสารวัฏ

๏    หมดกิเลส และตัณหา........................คือมรรคา สังสาร(วัฏ)ตัด
หยุดมี สังขาร;ทัศน์...........................หยุดอุบัติ ทุกข์ทั้งมวล

    เรียกว่า พระนิพพาน..........................สภาวการณ์ สันติล้วน
แน่วแน่ ไร้แปรปรวน...........................หยุดหวนเกิด แก่เจ็บตาย
("นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้" ไม่ใช่คำสอนของพุทธศาสนา คนบางคนคิดขึ้นเอง)

๏    ตราบที่ มี(กิเลส)ตัณหา......................(ความ)หมดทุกขา อย่ามั่นหมาย
ผู้รู้ (ย่อม)บ่ดูดาย...............................หยุดเวียนว่าย ตายเกิดเพียรฯ

๑๒ เมษายน ๒๕๖๙

*การสิ้นสุดสังสารวัฏ(การเวียนว่ายตายเกิด) คือเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา หรือเรียกวา นิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์อย่างสมบูรณ์

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ทุติยวรรคที่ ๒
๑. ทุคคตสูตร
[๔๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอทั้งหลายเห็น ทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลาย ก็เคยเสวยทุกข์เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. สุขิตสูตร
[๔๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่ สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ... เธอทั้งหลาย เห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานใน บุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อ จะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
                                                                  ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
          [๔๖๑] พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้
จบลงแล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
                    ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏบรรพตของหมู่
                    มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยา
                    และเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธ สังขารทั้งหลาย
                    ไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิด
                    ขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไป
                    เป็นสุข ดังนี้ ฯ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569

การรับ-การให้ ที่ไม่บริสุทธิ์: กลอนคติธรรม





การรับ-การให้ ที่ไม่บริสุทธิ์: กลอนคติธรรม

    สงกรานต์ กับงานวัด.....................พุทธบริษัท ขาดไม่ได้
สาดน้ำ ก็ทำไป.............................แต่ยังไง (ก็)ต้องทำบุญ

๏    พระ(หลอก)ล่อ ชวนบริจาค............เงินมากๆ ถ้าอยากหนุน
(ความ)พร้อมเพรียง เสบียงตุน.........ให้ชาติหน้า ประสบชัย

๏    บริจาคร้อย จะได้ล้าน....................สุขสำราญ สร้างสรรค์ให้
ทำ(บุญ)ล้าน บันดาลไป.................จุติใน สวรรค์วิมานฯลฯ(ได้ยินประจำ)

    อยากได้ กำไรมากๆ......................จึงบริจาค อย่างอาจหาญ
ทั้งพระ ทั้งชาวบ้าน........................สมัครสมาน งานบุญไทย
                                               (ที่ไม่ถูกหลักศาสนาพุทธ)

    (แต่)ส่วนใหญ่ ไม่เคยคิด.................(ด้วย)สภาวะจิต มิจฉาไซร้
ผลดี ที่จะได้.................................อาจจะไม่ เหมือนใจปอง

๏    ความโลภ ความหลอกลวง...............คือตัวถ่วง ผลคืนสนอง
อกุศล ล้นเนืองนอง(จิตใจ)...............ทำให้ต้อง ขัดข้องตน

    จาคะ=สละให้(ไม่ใช่หากำไร)...........(การ)ทำบุญไซร้ ไม่(ควร)หวังผล*     
เมตตา=หวังว่าคน-.........................อื่นพ้นทุกข์ เป็นสุขมี
                                                (ไม่ใช่เพื่อตัวเองได้ดีมีความสุข)

๏    เป็นพระ อย่าโลภมาก......................ลดความอยาก(ตัณหา) คือศักดิ์ศรี(ของพระ)
มุสา เท็จพาที.................................(เท่ากับ)ไม่มีศีล ปลิ้นปล้อนเอยฯ

๑๑ เมษายน ๒๕๖๙

*ธรรมชาติมีกฎแห่งกรรม ควบคุมดูแลทุกชีวิตทุกกิจกรรมอยู่แล้ว
ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ไม่ใช่จะได้น้อยกว่า-มากกว่าที่ทำ
เพราะฉะนั้น ทำบุญทำทานไม่ต้องหวังผล หวังไปก็ไม่ได้ตามใจตัวเองหรอก.
ให้ด้วยความโลภ หวังผลคืน=จิตเป็นอกุศล สิ่งที่ให้จะได้รับ แต่จิตใจเสื่อมถอย ชีวิตเสื่อมทราม
ให้ด้วยใจเสียสละ ไม่หวังผลคืน=จิตเป็นกุศล สิ่งที่ให้ก็ได้รับ จิตใจเจริญก้าวหน้า ชีวิตรุ่งเรือง
เห็นตามอย่างนี้จะแยกแยะได้ว่า การให้สิ่งเดียวกัน แต่จะได้รับผลไม่เท่ากัน เพราะความแตกต่างทางใจ.

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
๘. ทักขิณสูตร
ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา
[๗๘] ภิกษุทั้งหลาย ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา๑- (ของทำบุญ) ๔ ประการนี้ ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก(ผู้ให้) แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก(ผู้รับ) ๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรม เลวทราม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้แล ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่าง นี้แล ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้แล ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการนี้แล

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย : กลอนคติสอนใจ

 





อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย กลอนคติสอนใจ

    ลืมตาตื่น ขึ้นจากฝัน...........................ที่พัลวัน จนหวั่นไหว
จากข่าวคราว ที่เข้าใจ.........................จนเข้าไป ในนิทรา

๏    หลับสมปอง(นอนอิ่ม) สมองแล่น...........ขยับแขน ขยับขา(ยืดกล้ามเนื้อ)
มี"ตัวกู(ของกู)" อยู่นี่นา.......................ใครเล่าหนา ว่าไม่มี?

๏    คนอิหร่าน(มีสงคราม) ยังอยู่ได้..............ประเทศไทย ไกลเพียงนี้
เราต้องรู้(จัก) อยู่ได้ซี..........................อย่าโศกี มีกังวล

    (ข่าวสาร)ข้อมูลสู่ รู้สังเกต.....................(รู้จัก)ปฏิเสธ ตามเหตุผล
มีสิ่งใด ไม่ชอบกล(ไม่จริง)....................จงเตือนตน อย่าสนใจ

    พระมากมาย(อยู่ว่างๆก็) คิดไปเรื่อย.........มิเคยเมื่อย เพ้อฝันใฝ่
พอพูดตาม อำเภอใจ............................จึง(มักจะ)เหลวไหล ไร้สาระ

๏    ถ่ายทอดธรรม ตามความคิด(กู)...............ที่เนรมิต(ขึ้น) ผิดสัจจะ
ใครเชื่อคำ(เหลวไหล) นำชีวะ.................ย่อมประสบ ทุกข์ซบเซา

๏    ประพฤติตาม คำสั่งสอน(พุทธเจ้า)...........ให้ได้ก่อน (ค่อย)มาสอนเขา
ยังมิจฉา(ทิฏฐิ) อย่ามัวเมา......................สั่งสอนเขา เอาตามใจ(ตน)*

๏    โลกุตตระ พระบ่สน(ใจแล้ว)...................ชอบสอนคน(อื่น) กระมลใคร่
(เพื่อ)ลาภสักการ (สุข)สำราญไง..............หมดสมัย ไปนิพพานฯ

๘ เมษายน ๒๕๖๙

*พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู"เลย 
อนัตตา ไม่ได้แปลว่า "ไม่มี"ตัวตน แต่แปลว่า "ไม่ใช่"ตัวตน 
คือ มีตัวตน แต่ไม่ใช่สิ่งถาวร มีความไม่เที่ยง อยู่แค่ชั่วคราว
ลองถามคนที่พูดว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู" ว่า แล้วอะไรที่พูด? อะไรที่เถียงอยู่นี่? ไม่มีตัวกูแล้วเป็นอะไร?

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

พุทธศาสนาจะหันไปไหน? : กลอนคติเตือนใจ






พุทธศาสนาจะหันไปไหน? กลอนคติเตือนใจ

๏    (คนจน)มองเห็น เศรษฐี มีของใช้(แพงๆ).......หลงใหล ในโชค วาสนา(ของเขา)
อยากจะ มีบ้าง อย่างอัจฉรา....................แต่ไร้ เงินตรา ซื้อหาตรอง(อัจฉรา=ชั่วพริบตา)

๏    จึงเลือก หนทาง สร้างหนี้สิน.......................โศภิณ ชีวี มีข้าวของ(หรูหรา)
ทุกข์เพราะ เป็นหนี้ ฤดีนอง.....................คับข้อง ชีวิต อนิจจา

๏    เปรียบเสมือน ฝึกหัด ปฏิบัติธรรม..................น้อมนำ พุทธพจน์ จดจ้องหา
เคล็ดลับ ทางลัด อัจฉรา.........................ขจัดกิเลส ตัณหา ช้าเกินไป(ทำยาก-ทำไม่ได้)

    เจาะจง เลือกใช้ (การ)ไม่ยึดมั่น....................สุขสันติ์ ทันที มี(ความ)เลื่อมใส
ไม่ว่า จะกระทำ กรรมอะไร.......................อย่าไป ยึดมั่น บันดาลดล(จะไม่เป็นทุกข์)

    (จึงเป็นคน)ยังมี กิเลส และตัณหา.................แต่ไร้ อุปา ทานพานผล
ดำเนิน ชีวี มิกังวล..................................เป็นปุ ถุชน คนธรรมดา(มีความไม่ทุกข์เป็นเป้าหมาย)

๏    ทิ้ง(หลัก)พระ อริยะ อรหันต์(บาป-บุญฯลฯ).....ยืนยัน ว่าคือ พุทธศาสนา(ที่ไม่งมงาย)
ไม่มี(วิญญาณ) เวียนว่าย ไปชาติหน้า.........สนใจ แค่เวลา ปัจจุบัน(ปัจจุบันขณะ สร้างศัพท์ใหม่)

     พุทธ(ะ) ศาสนา ที่ทันสมัย..........................นิพพาน ทันใด ถูกใจฉัน(ที่นี่ เดี๋ยวนี้)
ชาติก่อน ชาติหน้า อย่าเชื่อมัน..................เชื่อมั่น (ความคิด)ฉันเอง เก่งกว่าใคร

๏    เหยียดหยาม คำสอน พุทธก่อนเก่า................ถือเอา แต่สิ่ง ที่ทันสมัย(เงินยิ่งมีมากยิ่งดี)
เปลี่ยนแปลง คติธรรม เอาตามใจ...............ลาภ-ยศ-สรรเสริญใคร่ อยากได้เอยฯ

๗ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร
[๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปะนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้ สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ [๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อ ใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรม- *ชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้น เมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ [๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษใน โลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะ อัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ [๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อ ความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ [๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อ ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุ ๕ ประการเป็น ไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ