ความเป็นธรรมดา : กลอนคติธรรม
๏ ความเป็น ธรรมดา.........................เป็นปรา กฏการณ์ อันปกติ
สอดคล้อง คติ...............................โลกิ ยธรรม ตามวิสัย
เที่ยงตรง คงมั่น.............................บ่คั่น เข้าใคร ออกใคร
รู้-เห็น ความเป็นไป.........................ทั่วไป ชั่วนา ตาปี(ชั่วกัลปาวสาน)
๏ ความเป็น ธรรมดา...........................(ตระหนัก)เมื่อเกิด ดวงตา เห็นธรรม
ลดรา (ความ)ระกำ...........................ลดความ กำหนัด บัดสี
(สิ่งที่)เกิดขึ้น (ย่อม)ดับไป................ไม่ว่า อะไร ในโลกนี้
แม้เห็น เป็น-มี................................ล้วนมี ความเป็น อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)
๏ คลายความ ยึดถือ...........................เพราะสรรพ (พะ)สิ่งคือ อนิจจัง
มิอาจ คาดหวัง...............................(ให้)เป็นดัง ดวงจิต คิดปรารถนา
ยึดถือ➔เป็นทุกข์............................สลาย สุขสิ้น จากวิญญาณ์
ความเป็น ธรรมดา...........................ที่ไม่ ธรรมดา (ช่วยให้)ละโลกีย์
๏ ยังคง เป็นอยู่..................................ก้าวย่าง อย่างผู้ รู้จักคิด
ยังมี ชีวิต.......................................แต่ไม่ ยึดติด ชีวิตนี้
ยังคง กระทำ..................................(แต่ทำ)เฉพาะ กุศลกรรม ความดี
โดยไม่ ต้องมี.................................(ความ)อยากมี อยากเป็น ไม่(อยาก)เป็นเลยฯ
๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ................................... ................................... [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑........... ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.......ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้..........

