ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ธรรมะมีหลายระดับ : กลอนคติเตือนใจ

 


ธรรมะมีหลายระดับ : กลอนคติเตือนใจ

๏    หอมกลิ่น (ดอก)จำปา กลางราตรี............คล้อยหลัง จากที่ พิรุณสลาย
บ้านที่ (ถูก)น้ำท่วม อ่วมมากมาย..............(แต่)คนที่ สุขสบาย (มี)หลายกว่ากัน

๏    ธรรมชาติ ชีวี มักมีทุกข์.........................หาใช่ ไร้ทุกข์ ล้นสุขสันติ์(ดังที่ฝันใฝ่)
อาจประเชิญ ทุกข์บ้าง ในบางครัน.............(เมื่อ)สถานการณ์ ผันเปลี่ยน ก็เวียนไคล

๏    เวลา ของชีวี มีจำกัด.............................ตลาดนัด มีคนค้า(เวลา) ก็หาไม่
เวลา คือฆาตกร ความอ่อนวัย...................(พึง)รู้จักใช้(เวลา) ให้เป็น เห็นค่าคุณ

๏    ทุ่มเท เวลา ไปหา(ความ)พ้น-.................ทุกข์หน ตามวัด อาจเคยคุ้น(ดี)
ทุ่มเท เงินทอง มอง(เป็นการ)ทำบุญ..........(ให้ซะ)จนตระหนัก กักตุน หนุน(พระ)ร่ำรวย

๏    พระพึ่ง เงินทอง ของชาวบ้าน..................(ส่วน)ชาวบ้าน ซ่านซึ้ง ต้องพึ่งหวย
(คน)มีการ ศึกษา(ดี) ก็หาช่วย...................(หากยัง)ลุ่มหลง งงงวย ด้วยอวิชชา

๏    ธรรมะ ที่จะใช้ ในชีวิต(ประจำวัน)..............(ควร)รู้คิด วินิจฉัย ใคร่สรรหา
(ให้)สอดคล้อง วิถี ดำรงชีวา......................อย่าฟัง พระเทศนา ก็ปักหทัย(ปักใจเชื่อ)

๏    ส่วนใหญ่ แค่หา ค่ากัณฑ์เทศน์.................สิรู้เลศ สัจจา ก็หาไม่*
เอาตัว ยังไม่รอด ฉอดๆไป.........................(พระบวชเรียน)สึกมา หาเข้าใจ การ(ทำมา)หากิน

๏    โลกุต ตรธรรม คือ(ธรรม)ของพระ..............สมถะ วิปัสสนา (มุ่ง)ละโลกย์สิ้น
ธรรมะ มี(หลาย)ระดับ จงจับจินต์.................อุตส่าห์ ถวิลปอง เรื่อง(เกี่ยว)ข้องตน(ก็พอ)ฯ   
                                                
๕ ตุลาคม ๒๕๖๙

*เข้าวัดฟังเทศน์ พระมักสอนเรื่องพ้นทุกข์-นิพพานฯลฯ ซึ่งเป็นโลกกุตรธรรม
เพราะในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าแทบจะสอนแต่เรื่องโลกุตตรธรรม ที่ไม่ใช่กิจธุระของฆราวาส 
พระไม่รู้สี่รู้ห้า(โดยเฉพาะวัดป่า) สอน"กรรมฐาน"ให้คนเข้าวัดทำบุญ คนไม่รู้เรื่องก็ทำตามโดยไม่ฉุกคิดว่า "มันใช่เรื่องของชาวบ้านไหม?"
ถ้าจะมีพระเทศน์เรื่องดำเนินชีวิตตามวิถีชาวบ้าน ส่วนใหญ่ก็พูดไปส่งเดช เพราะตัวเองบวชเรียนตั้งแต่เป็นเณร มีความรู้-ประสบการณ์ซะที่ไหน? ส่วนใหญ่สึกออกมาก็ทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะความเคยชินกับทัศนคติแบบพระ ที่จะมาปากกัดตีนถีบสร้างเนื้่อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ยังไม่เคยเห็น พึ่งเมียแทบทั้งนั้น
มีบ้าง ที่เคยเป็นฆราวาสก่อนมาบวช ส่วนใหญ่ก็เอาดีทางโลกไม่ค่อยได้ จึงหันหลังให้ทางโลกมาบวชหากินกับผ้าเหลือง หลายคนได้ลาภยศสักการะมากมาย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำตามธรรมวินัย ยังติดโลกียวิสัย.
(ไม่นับที่บวชระยะสั้น. ประสบการณ์ส่วนตัว ไม่เคยเจอพระที่ทำตามธรรมวินัยจริงจัง เจอแต่พวกพูดอวด และทำตามใจตัวเอง)

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

ผู้วิจัย AI อ้างลาออกจาก Anthropic พร้อมเตือน OpenAI และ Anthropic กำลังแข่งขันสร้าง Superintelligence โดยเสี่ยงต่ออนาคตมนุษยชาติ!

ผู้วิจัย AI อ้างลาออกจาก Anthropic พร้อมเตือน OpenAI และ Anthropic กำลังแข่งขันสร้าง Superintelligence โดยเสี่ยงต่ออนาคตมนุษยชาติ!

วันนี้ผมลาออกจาก Anthropic แล้ว ผมใช้เวลาสามปีที่ผ่านมาทำวิจัยเกี่ยวกับการเตรียมการฝึกโมเดลที่ทั้ง OpenAI และ Anthropic บริษัททั้งสองแห่งไม่ได้ทำอะไรอย่างมีความรับผิดชอบ พวกเขากำลังเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่พัฒนาตัวเองได้ และกำลังเสี่ยงชีวิตของเราอยู่ ความคิดเพิ่มเติมอยู่ด้านล่าง

อย่าประมาทพลังของเทคโนโลยีนี้ ในไม่ช้าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นระบบเหนือมนุษย์ที่สามารถแฮ็กทุกสิ่ง ปฏิวัติวงการใดๆ ได้ในชั่วข้ามคืน และได้มาซึ่งอำนาจและทรัพยากรอย่างแท้จริง เราทุกคนได้เห็นความก้าวหน้าในแต่ละด้านเหล่านี้แล้ว และความก้าวหน้าก็ไม่ได้ชะลอตัวลง

ผู้คนที่กำลังพัฒนา AI เชื่ออย่างจริงจังว่ามันอาจฆ่าเราทุกคนได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด หากจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารและนักวิจัยอาวุโสหลายคนจะใช้ถ้อยคำที่ฟังดูสมเหตุสมผลในสื่อ แต่ผมได้ยินคนเหล่านั้นแสดงความกลัวออกมาเป็นการส่วนตัวเช่นกัน ไม่มีกิจกรรมใดของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายในระดับนี้

คำตอบที่พบบ่อยคือ “ถ้าพวกเขาเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ทำไมพวกเขายังคงสร้างมันอยู่?” ที่ OpenAI หลายคนยังไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบต่ออารยธรรมอย่างลึกซึ้ง ส่วนที่ Anthropic พวกเขาเข้าใจถึงผลกระทบเป็นอย่างดี แต่พวกเขากำลังแข่งขันกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายก่อนใคร พวกเขาเชื่อว่าไม่มีใครจะทำอย่างรับผิดชอบ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำเอง แม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม

การยอมรับการแข่งขันนี้และเข้าสู่ "ช่วงสุดท้ายของเกม" เป็นการเสี่ยงที่โอหังเกินไป ซึ่งไม่ควรเริ่มต้นจากกลุ่มแชทใน Slack ของบริษัทเอกชน การพยายามเร่งความเร็วในการจัดแนวเส้นทางนั้น ต้องอาศัยความมั่นใจอย่างยิ่งว่าไม่มีเส้นทางที่ดีกว่านี้อีกแล้ว

ฉันมองในแง่ดีเกี่ยวกับศักยภาพในการประสานงาน สัญญาณเตือนอย่างเช่นการโจมตี Hugging Face ทำให้ข้อตกลงเรื่องจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างห้องปฏิบัติการในสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้มากขึ้น ฉันไม่รู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะป้องกันการแข่งขันระดับโลก ซึ่งอาจต้องใช้มาตรการที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การห้ามชั่วคราวในการพัฒนาความสามารถของโมเดล

หากคุณเป็นนักวิจัยในห้องปฏิบัติการ ผมขอให้คุณลองพิจารณาดูว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คุณต้องการเริ่มต้นการจำลองแบบเสริมแรงที่มีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงโดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับความคิดของมันหรือไม่ คุณควรจะยอมแพ้เพราะ “มันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว” หรือควรใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้มีเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป?