กลอนธรรมะ กลอนคติชีวิต กลอนคติเตือนใจ กลอนคติสอนใจ กลอนสุภาษิต บทความจรรโลงใจ
ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
ชั่ว-ดี มิรู้ได้ด้วยใบหน้า: กลอนคติสอนใจ
ชั่ว-ดี มิรู้ได้ด้วยใบหน้า: กลอนคติสอนใจ
๏ อากาศ ร้อนระอุ.....................ลมพายุ พัดกระหน่ำ
ฝุ่นว่อน ตอนหัวค่ำ..................แต่น้ำฝน ไร้หล่นริน
๏ ดอนดง ยังคงแห้ง..................มิเปลี่ยนแปลง ดั่งถวิล
รากไม้ ใต้พื้นดิน.....................สิ้นความชื้น ชุ่มรื้นรมย์
๏ ฝนไร้ ไม่เพียงแค่...................พงพีแย่ แลขื่นขม
คนหลาย ในสังคม...................ทุกข์ระทม ซมน้ำตา
๏ ยังมี คนงี่เง่า..........................ขยันเผา ทำลายป่า
ผลร้าย ไม่นำพา......................ปรารถนา(แค่) ประโยชน์ตน
๏ ต่างกรรม จำนรรจ์จิต................ย่อมต่างทิศ นิรมิตผล
บาป-บุญ ย่อมหมุนวน...............(ให้)ผจญเหตุ แห่งเวทนา
๏ คนดี (ย่อม)ทำดีง่าย.................เพียรขวนชวาย ไร้กังขา
คนชั่ว มัวเมาตา.......................เห็นจักรา เสมือนอุบล
๏ คนซื่อ ถือสุจริต.......................จะไม่คิด ทำชั่วฉล
ต่างไป ไม่ซื่อชน......................ท้นทุจริต เป็นนิตยา
๏ ชั่ว-ดี อยู่ที่ใจ..........................มิ(อาจ)เห็นได้ ด้วยใบหน้า
(ความมี)ศีลไซร้ (ต้อง)ใช้เวลา....คบหาสู่ จึงรู้เอยฯ
(คนมีปัญญาจึงจะรู้ว่าใครดี-ใครชั่ว คนปัญญาทรามจะแยกแยะคนดี-คนชั่ว ไม่ได้)
๑๙ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗
จุลวรรค ภาค ๒
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานในเวลา นั้น ว่าดังนี้:- [๓๘๘] ความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก ความชั่ว คนชั่วทำง่าย แต่อารยชน ทำความชั่วได้ยาก ฯ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต[๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้พึงรู้ด้วยฐานะ ๔ ฐานะ ๔ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีล นั้นพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่มนสิการอยู่หารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ และ ความสะอาดนั้นพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่ มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ กำลังใจพึงรู้ได้ใน อันตราย และกำลังใจนั้นแล พึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการจึง จะรู้ ไม่มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ปัญญาพึง รู้ได้ด้วยการสนทนาและปัญญานั้นแลพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการ จึงจะรู้ ไม่มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ฯ.......
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569
อย่ามัวคิดแต่เรื่อง"ทุกข์-ดับทุกข์" : กลอนคติธรรม
อย่ามัวคิดแต่เรื่อง"ทุกข์-ดับทุกข์" : กลอนคติธรรม
๏ สงกรานต์ ผ่านไป ในความสุข...............ความสนุก สนาน แสนหรรษา
เป็นเทศกาล อันเลื่องชื่อ แลลือชา..........ทั่วโลกา ชื่นชม นิยม(ร่วม)คะนอง
๏ ชีวิตไซร้ ไม่ได้มี แค่ความทุกข์..............ความสนุก สนาน สราญสนอง
อย่ามองแค่ แง่ลบ คิดขบตรอง...............ผิดครรลอง คลองธรรม ชีพดำรง
(จริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่ เวลาส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้มีความทุกข์)
๏ พุทธศาสนา หาได้แล แค่ความทุกข์.......(และ)ความดับทุกข์ คลุกคลี อย่ารี่หลง
(บางคนชอบอ้างว่า พระพุทธเจ้าตรัสแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์)
หลักธรรม อีกหลามหลาย ให้จำนง..........จงประพฤติ ปฏิบัติ เลือกทัศนา
๏ ครรลองพุทธ ดุจของใช้ ในชีวิต.............ที่อุดม สมจิต ประสิทธิ์หา
(มีหลากหลายให้เลือกใช้ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย ไม่ใช่ใช้ธรรมะข้อเดียวกับทุกเรื่อง)
เท่าทันยุค ทันสมัย ในโลกา...................เป็นศาสนา แห่งสัจ ชัชวาล
๏ มี(ตั้งแต่)ธรรมะ ระดับ เยาวชน...............ตลอดจน (ขั้น)ลึกล้ำ กรรมฐาน
สอนตั้งแต่ เริ่มต้น จนนิพพาน.................ถ่ายทอดสู่ สาธารณ์ บันดาลใจ
(เช่น มงคลสูตร จะเริ่มจากธรรมะของชาวบ้านไล่ไปจนถึงของพระอริยบุคคล)
๏ ครอบคลุมทุก กิจกรรม นำชีวิต...............ทำ-พูด-คิด พิจารณา อย่าเหลวไหล
ตั้งแต่เกิด จนแก่ เผยแพร่ไกร.................ชาตินี้ และ(ชาติ)ต่อไป ให้แนวทาง
๏ เพื่อความสุข ที่สงบ พบพานสู่................ทรงความรู้ สุจริต ชีวิตย่าง
ประพฤติชอบ ประพฤติดี (จิตใจ)มิบอบบาง...อุตสาหะ ละวาง ทางอธรรม
๏ ทุกข์ภายใน มีใจตน เป็นต้นเหตุ..............ปฏิเสธ สร้าง(ทุกข์)ขึ้น รมย์รื่นล้ำ
(ทุกข์ใจมากมาย เกิดจากสร้างขึ้นเอง เช่น ผิดหวังฯลฯ ถ้าใจไม่สร้างทุกข์ ก็ไม่มีความทุกข์)
ทุกข์ภายนอก บอกลา อย่าระกำ...............เลิกกระทำ (ตัด)สัมพันธ์ฯลฯ บันดาลดล
(ทุกข์จากปัจจัยภายนอก ใจไม่ได้สร้างขึ้นเอง เช่น ถูกรังแกฯลฯ ต้องทำให้พ้นไป จึงจะพ้นทุกข์)
๏ เอาเวลา ชีวิต ไปคิดใคร่........................(การ)สร้างสรรค์ให้ ได้ดี มีมรรคผล
(อย่าคิดเรื่องงมงาย ไร้สาระ)
(เกิด)ความเจริญ งอกงาม นำพาตน...........เลิกเวียนวน (คิด)แต่พ้นทุกข์ (จน)สิ้นสุขเอยฯ
๑๗ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต มงคลสูตรในขุททกปาฐะ [๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไป เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า [๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากัน คิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควร บูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ วินัยที่ ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การบำรุง มารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่ อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะ ทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การ กระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล จิตของผู้ใดอัน โลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้า- โศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยใน ข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็น อุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ
วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)