ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ชีวิต....ไม่ง่ายเลย : กลอนคติเตือนใจ

 


พักผ่อนให้สบายนะ ซูชิ 
                                                      ชีวิตนี้ ประสบความทุกข์มากพอแล้ว
                             แต่ซูชิ ไม่เคยแสดงความท้อแท้-อ่อนแอ ให้เห็นเลย แม้ในวันสุดท้าย














คนทุกยุคทุกสมัยจะพบว่า ความรู้+ประสบการณ์ชีวิตเดิมๆ
ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงพอสำหรับเผชิญกับโลกยุคใหม่เสมอ


ชีวิต....ไม่ง่ายเลย : กลอนคติเตือนใจ

๏    "ซูชิ" เป็นแมว มีเมตตา.........................ลูกแมวป่วย มาหา(ขอความรัก) ไม่ขัดขืน
เลียหน้า เลียตา พาแช่มชื่น......................ลูกแมว รมย์รื่น (มีกำลังใจ)สู้โรคภัย
                                                            (ไม่ใช่ลูกตัวเอง)

๏    แต่ตัว "ซูชิ" กลับติดเชื้อ(จากลูกแมว)......เหลือเชื่อ หนักหนา สาหัสได้(ไข้หวัดแมว)
บ่กี่ วันผ่าน สิ้นปราณไป(ป่วยไม่ถึง 10 วัน)..ทิ้งให้ ลูกแมว แคล้วคลาดกัน
(สัตวแพทย์ช่วยไม่ได้)

๏    เจ็บปวด+เศร้าใจ ในชีวิต.......................วิกฤต โถมถา แทบอาสัญ(สำนวนกลอน)
เปรียบเสมือน เล่นบท รับโทษทัณฑ์...........ชีวัน พลันสลด หมดร่มเย็น
(ที่เคยคิดว่า การทำบุญมาอย่างยาวนานทำให้ชีวิตมีความสงบร่มเย็น แต่พอเกิดปัญหาถึงรู้ความจริง)

๏    ชีวิต ท่านว่า ดั่งละคร.............................แต่ละบท แต่ละตอน ซับซ้อนเห็น
การเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่เหมือนเล่น(ละคร)...ความสุข-ทุกข์เข็ญ เป็นสัจจา
                                                          (ที่รู้สึกจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้งแสดงละคร)

๏    เจ็บ(ปวด)จริง ตายจริง คือสิ่งสัจจ์.............ความอัตคัด ขัดสน ปรนปัญหา
ปราศจาก ที่ซึ่ง ให้พึ่งพา...........................เมื่อชะตา ชีวิต (ถูก)ลิขิตตรม

๏    ผลกรรม ตามทัน ย่อมขวัญผวา.................มิใช่ว่า จะดูเช่น คล้ายเส้นผม(บังภูเขา) 
หลากปัญหา มารุมเร้า เผาระบม..................ให้ระทม ซมทุกข์ ทรมาน

๏    สิ่งที่ เขียนบท(ให้) คือกฎแห่งกรรม...........รับผล ที่(เคย)ทำ ตามสัณฐาน
บทของใคร ของมัน นิรันดร์กาล...................จนนิพพาน ถูกคิด ประดิษฐ์ขึ้นมา

๏    หาทาง หยุดวัฏ (ฏะ)สงสาร.....................สิ้นสุดการ เวียนว่าย ตาย-เกิดหนา
นักปราชญ์ โบราณ ท่านยังระอา...................เพราะชีวา ส่วนใหญ่ ไม่ง่ายเลย ฯ   
(ยากลำบากแทบทั้งนั้น คนจน-คนรวย ฯลฯ ล้วนเผชิญปัญหาที่ยากไม่ต่างกัน แม้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน)

๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๙

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ธรรมะมีหลายระดับ : กลอนคติเตือนใจ

 


ธรรมะมีหลายระดับ : กลอนคติเตือนใจ

๏    หอมกลิ่น (ดอก)จำปา กลางราตรี............คล้อยหลัง จากที่ พิรุณสลาย
บ้านที่ (ถูก)น้ำท่วม อ่วมมากมาย..............(แต่)คนที่ สุขสบาย (มี)หลายกว่ากัน

๏    ธรรมชาติ ชีวี มักมีทุกข์.........................หาใช่ ไร้ทุกข์ ล้นสุขสันติ์(ดังที่ฝันใฝ่)
อาจประเชิญ ทุกข์บ้าง ในบางครัน.............(เมื่อ)สถานการณ์ ผันเปลี่ยน ก็เวียนไคล

๏    เวลา ของชีวี มีจำกัด.............................ตลาดนัด มีคนค้า(เวลา) ก็หาไม่
เวลา คือฆาตกร ความอ่อนวัย...................(พึง)รู้จักใช้(เวลา) ให้เป็น เห็นค่าคุณ

๏    ทุ่มเท เวลา ไปหา(ความ)พ้น-.................ทุกข์หน ตามวัด อาจเคยคุ้น(ดี)
ทุ่มเท เงินทอง มอง(เป็นการ)ทำบุญ..........(ให้ซะ)จนตระหนัก กักตุน หนุน(พระ)ร่ำรวย

๏    พระพึ่ง เงินทอง ของชาวบ้าน..................(ส่วน)ชาวบ้าน ซ่านซึ้ง ต้องพึ่งหวย
(คน)มีการ ศึกษา(ดี) ก็หาช่วย...................(หากยัง)ลุ่มหลง งงงวย ด้วยอวิชชา

๏    ธรรมะ ที่จะใช้ ในชีวิต(ประจำวัน)..............(ควร)รู้คิด วินิจฉัย ใคร่สรรหา
(ให้)สอดคล้อง วิถี ดำรงชีวา......................อย่าฟัง พระเทศนา ก็ปักหทัย(ปักใจเชื่อ)

๏    ส่วนใหญ่ แค่หา ค่ากัณฑ์เทศน์.................สิรู้เลศ สัจจา ก็หาไม่*
เอาตัว ยังไม่รอด ฉอดๆไป.........................(พระบวชเรียน)สึกมา หาเข้าใจ การ(ทำมา)หากิน

๏    โลกุต ตรธรรม คือ(ธรรม)ของพระ..............สมถะ วิปัสสนา (มุ่ง)ละโลกย์สิ้น
ธรรมะ มี(หลาย)ระดับ จงจับจินต์.................อุตส่าห์ ถวิลปอง เรื่อง(เกี่ยว)ข้องตน(ก็พอ)ฯ   
                                                
๕ ตุลาคม ๒๕๖๙

*เข้าวัดฟังเทศน์ พระมักสอนเรื่องพ้นทุกข์-นิพพานฯลฯ ซึ่งเป็นโลกกุตรธรรม
เพราะในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าแทบจะสอนแต่เรื่องโลกุตตรธรรม ที่ไม่ใช่กิจธุระของฆราวาส 
พระไม่รู้สี่รู้ห้า(โดยเฉพาะวัดป่า) สอน"กรรมฐาน"ให้คนเข้าวัดทำบุญ คนไม่รู้เรื่องก็ทำตามโดยไม่ฉุกคิดว่า "มันใช่เรื่องของชาวบ้านไหม?" มักบอกต่อๆกันว่า "ทำเพื่อสร้างบุญบารมี" ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เคยสอน
ถ้าจะมีพระเทศน์เรื่องดำเนินชีวิตตามวิถีชาวบ้าน ส่วนใหญ่ก็พูดไปส่งเดช เพราะตัวเองบวชเรียนตั้งแต่เป็นเณร มีความรู้-ประสบการณ์ซะที่ไหน? ส่วนใหญ่สึกออกมาก็ทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะความเคยชินกับทัศนคติแบบพระ ที่จะมาปากกัดตีนถีบสร้างเนื้่อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ยังไม่เคยเห็น พึ่งเมียแทบทั้งนั้น
มีบ้าง ที่เคยเป็นฆราวาสก่อนมาบวช ส่วนใหญ่ก็เอาดีทางโลกไม่ค่อยได้ จึงหันหลังให้ทางโลกมาบวชหากินกับผ้าเหลือง หลายคนได้ลาภยศสักการะมากมาย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำตามธรรมวินัย ยังติดโลกียวิสัย.
(ไม่นับที่บวชระยะสั้น. ประสบการณ์ส่วนตัว ไม่เคยเจอพระที่ทำตามธรรมวินัยจริงจัง เจอแต่พวกพูดอวด และทำตามใจตัวเอง)