ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

ค่าครองชีพสูง ทำคนไทย 32.83% ต้องลดมื้ออาหาร

 


เมื่อวันที่ 10 ก.ย. พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อและบริโภคอาหารของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อราคาวัตถุดิบ ค่าเดินทาง และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนอาจต้องปรับลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เลือกซื้ออาหารที่มีราคาถูกลง หรือลดการบริโภคอาหารบางกลุ่ม ซึ่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ได้รับ กรมอนามัยจึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่าน “อนามัยโพล” เรื่อง “ใช้ชีวิตยังไง ในยามยากลำบาก” ระหว่างวันที่ 1-31 ก.ค. 2569 มีผู้ตอบแบบสำรวจ 941 พบว่า สถานการณ์ที่กระทบต่อการกินหรือการซื้ออาหารมากที่สุด คือ ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น คิดเป็น 46.23% เงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น 30.29% ส่วนกลุ่มอาหารที่ผู้ตอบระบุว่าหาซื้อยากหรือซื้อได้น้อยลง ได้แก่ เนื้อสัตว์ 29.76% น้ำมันประกอบอาหาร 26.35% และไข่ 21.15% นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ข้าว แป้งหรือเส้นต่าง ๆ และผัก

สำหรับสาเหตุที่ทำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น คือ อาหารราคาแพง 63.76% รองรายได้ลด 36.66% หาซื้ออาหารได้ยาก 17.22% เดินทางไปซื้อยาก 15.83% และทำอาหารไม่เป็น 10.10% ขณะเดียวกัน ผู้ตอบระบุว่ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินบางส่วน โดยลดการบริโภคอาหารบางกลุ่ม ได้แก่ ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และไอศกรีม 47.29% อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป 46.12% และเครื่องดื่มรสหวาน 43.36% สำหรับการปรับตัวเรื่องการกิน พบว่า ส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารที่ราคาถูกลงหรือซื้อช่วงลดราคา 64.82% ทำอาหารกินเองมากขึ้น 37.51% ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง 33.58% ขณะที่ระบุว่าลดจำนวนมื้ออาหารหรือกินน้อยลง 32.83% ลดการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน 25.71% และซื้ออาหารครั้งละมากขึ้นเพื่อเก็บไว้ 18.49%

อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยแนะนำประชาชนกินดีในงบจำกัดด้วยการวางแผนเมนูและรายการซื้อ เลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลและที่หาได้ในท้องถิ่น เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ และเลือกแหล่งโปรตีนที่มีราคาเหมาะสม เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และเนื้อสัตว์ พร้อมเพิ่มผักและผลไม้ตามฤดูกาล หากสามารถทำอาหารกินเองได้จะช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายและเลือกส่วนประกอบของอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ แม้ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีความหลากหลาย และไม่ลดหรืองดอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อสุขภาพ.... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/6179011/


เจ้าอาวาสวัดระดับพระราชาคณะ - มั่วสีกา ยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้าน

 

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

การแข่งขันสร้าง “Superintelligence” อาจกำลังเดิมพันด้วยชีวิตมนุษย์

 


นักวิจัย Anthropic ลาออก! เตือนการแข่งขันสร้าง “Superintelligence” อาจกำลังเดิมพันด้วยชีวิตมนุษย์

Jacob Coxon นักวิจัยด้าน AI ที่เคยทำงานทั้ง OpenAI และ Anthropic ประกาศลาออกจาก Anthropic พร้อมวิจารณ์ว่า ทั้งสองบริษัทกำลังแข่งขันพัฒนา AI ที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ โดยยังไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่เพียงพอ

Coxon ระบุว่า เทคโนโลยีกำลังเข้าใกล้ระบบที่อาจมีความสามารถเหนือมนุษย์ สามารถเจาะระบบ สร้างความก้าวหน้าในหลายสาขาอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงอำนาจหรือทรัพยากรในโลกจริง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เขาอ้างว่า ผู้บริหารและนักวิจัยระดับสูงหลายคนในวงการ AI มีความกังวลเป็นการส่วนตัวว่า AI ขั้นสูงอาจกลายเป็นภัยระดับมนุษยชาติภายในสิ้นทศวรรษนี้

เขายังมองว่า Anthropic เข้าใจความเสี่ยงดังกล่าว แต่ติดอยู่ในเกมการแข่งขันที่แต่ละบริษัทเชื่อว่า “ถ้าเราไม่ไปถึงก่อน คนอื่นก็จะไปถึงก่อน”

Coxon จึงเรียกร้องให้นักวิจัย AI ตั้งคำถามว่า เราควรเร่งสร้าง Superintelligence ทั้งที่ยังไม่เข้าใจระบบเหล่านี้อย่างถ่องแท้หรือไม่ และเสนอว่าการประสานงานระหว่าง AI Labs รวมถึงการชะลอการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล อาจจำเป็น

นี่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า AI จะทำลายมนุษยชาติ แต่เป็นคำเตือนจากคนที่เคยอยู่ภายในห้องวิจัยแนวหน้าของ AI ว่า การแข่งขันสู่ Superintelligence อาจกำลังเดินเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมมัน