ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

คำเตือนคนไทยใช้จ่ายระวัง! ครั้งนี้เศรษฐกิจจะหนักมาก!

 

น้ำมันอาจไม่พอ อนุทินขอคนไทย-เอกชนประหยัดพลังงาน

 

ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ : กลอนคติเตือนใจ

 



ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ กลอนคติเตือนใจ

๏    ความไม่ รอบคอบ.........................ประกอบ การคิด วินิจฉัย
ตีความ(ธรรมะ) ตามใจ....................ทำให้ หลงทิศ หลงทาง(ได้)

๏    ตั้งใจ จะให้เห็น.............................ประเด็น เจนแจ้ง แสงสว่าง
กลับกลาย ปลายทาง.......................ไกลห่าง สร้างความ มืดมน

๏    อ้างคำ ธรรมะ................................อย่าเปลี่ยน (เนื้อหา)สาระ เพื่อปะผล
ตามนัย ใจตน.................................จะทำ ให้ท้น เวทนา

    ประสบ การณ์ชีวิต...........................(ที่มี)น้อยนิด มักเป็น ปัญหา  
ก่อเกิด อวิชชา................................หลงว่า (กู)รู้แจ้ง กระจ่าง(ความ)จริง 

    (คนไม่รู้)สอนคน (ที่)ไม่รู้..................เขาเชื่อ ว่าครู รู้ทุกสิ่ง
(แต่เมื่อ)เจอผู้ รู้จริง..........................(กลับ)ถูกชิง ไหวพริบ ตีบตัน

๏    ธรรมะ มิใช่.....................................สักแต่ ว่าใช้ ได้ทั้งนั้น(ไม่เลือกกาละเทศะ)
(มี)เงื่อนไข ให้(เท่า)ทัน.....................กีดกัน การใช้ ในสัจจา(ใช้ผิดที่ผิดทางจะสร้างปัญหา)

๏    โลกุต ตรธรรม..................................เป็นธรรม คนละ ระดับหนา(กับทางโลก)
(โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)
อย่าคิด พิจารณา...............................สักแต่ เอามา ปฏิบัติ(ในชีวิตประจำวัน)

๏    พระสอน อะไร..................................(อย่าเชื่อทันที)ศึกษา พระไตรฯ ให้เห็นชัด
ถูก-ผิด จิตถนัด..................................อย่าศรัท ธาง่าย จะพ่าย(แพ้)เอยฯ
(คนจำนวนมาก ชอบอ้างคำสอนในพระไตรปิฎก แต่ตีความผิดเพี้ยนเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง
คนจำนวนมาก ได้ฟังพระที่มีชื่อเสียงสอนอะไรก็เชื่อหมด คิดว่าท่านสอนถูกหมด สาเหตุเพราะตัวเองไม่รู้ว่าพระก็สอนแบบคนไม่รู้)

๖ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร
ว่าด้วยความสิ้นตัณหา สูตรเล็ก
ปัญหาธรรมของท้าวสักกะ
[๓๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของมิคารมาตา ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า
        “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่า
เป็นผู้หลุดพ้นแล้วด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษม
จากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด  มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐ
กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ‘ธรรม
ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น’ ถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควร
ยึดมั่น’ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้
ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณา
เห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งใน
เวทนาทั้งหลายนั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลาย
กำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งในเวทนาทั้งหลาย
นั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อ
ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตนและรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบ
พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป
        จอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่านี้ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
ด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติ
พรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
        ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปจากที่นั้นนั่นเอง........

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

ขอบเขตของพุทธศาสนา : กลอนคติธรรม

 




















ขอบเขตของพุทธศาสนา กลอนคติธรรม

๏    พุทธธรรม์ นั้นไม่มี............................กลวิธี เลี้ยงลูกหลาน
(การเอาลูกหลานมาบวชเณรภาคฤดูร้อน ฝากพระเลี้ยงให้ อาจทำลายลูกหลาน) 
แลมิได้ ให้หลักการ...........................รักภรรยา หรือสามี(รวมถึงวิธีเลือกคู่)

๏    ปราศมรรคา การ(ทำมา)หากิน.............สร้างทรัพย์สิน ชีวินศรี
เงินบริหาร งานบัญชีฯลฯ.....................ไร้ใยดี โลกียธรรม

๏    แม้แต่หลัก มนุษยสัมพันธ์...................สิ่งสำคัญ ชีวันค้ำ
ก็ไม่มี การชี้นำ.............................ต้องกระทำ กรรมอย่างไร?
(บอกแค่ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก)

    ความตระหนัก รักษ์โลกนี้....................พุทธะมี ซะที่ไหน?      
สรุปย่อ พอเข้าใจ..........................โลกียวิสัย ไม่นำพา
         (ไม่เอาเรื่องทางโลกมาคิด มาพูดคุย มาสอน มาปฏิบัติ)

๏    พุทธสั่งสอน แต่ศีลธรรม......................วิถีกรรม แก้ปัญหา
ความทุกข์ใจ ในชีวา.......................ด้วยสัมมา คติตรอง

๏    ชี้บาทบท กฎแห่งกรรม........................ที่ชักนำ ตามสนอง
ทัศนคติ ชีวีมอง.............................อย่างถูกต้อง ครรลองตน

๏    ขจัดกิเลส และตัณหา..........................ความชั่วช้า อกุศล
ให้หลุดล่วง ดวงกระมล....................สัมฤทธิ์ผล ดลชีวินฯลฯ

๏    (พึง)รู้ขอบเขต พุทธศาสนา...................แล้วจงอย่า ใฝ่ถวิล
หวังโลกธรรม ตามเจตจินต์...............แสนโสภิณ จากพุทธเลยฯ
(เช่น บวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองเป็นเส้นทางหากิน เจริญก้าวหน้าในสังคม)

๒ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สีสปาปรรณวรรคที่ ๔
สีสปาสูตร
เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น
[๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบ ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มี ประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. [๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็น พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

พุทธศาสนาหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติธรรม

 


พุทธศาสนาหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลอนคติธรรม

๏    พุทธศาสนา มิประจักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์.................รัตนตรัย ไร้อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์
การบ่นท่อง สวดมนต์ มิดลบันดาล...................ให้พบพาน ความสำเร้จ สมเจตจินต์

๏    พระพุทธเจ้า มิได้เป็น เช่น"พระเจ้า".................มิเคยสอน ให้เขลา เฝ้าถวิล
กราบอ้อนวอน ขอพรเพื่อ เอื้อชีวิน....................ล้นทรัพย์สิน ยศ-สรร เสริญ-สุขมี

๏    เพียรศึกษา พระไตรปิฎก เป็นปกติ....................อย่าดำริ ตริตรองคิด (ให้)ผิดวิถี
เอาคำสอน แหล่งอื่น รื่นฤดี.............................มาแทนที่ พุทธธรรม นำศรัทธา
     (เช่นไสยศาสตร์)

๏    ชอบตีความ ธรรมตามใจ ไม่สำเหนียก................แล้วก็เรียก "พุทธแท้" แน่นักหนา
ใครสอนแผก แตกต่าง อย่างอาตมา..................เป็นมิจฉา ทิฏฐิ เพ่งติเตียน

๏    เทศนา เหมือนชาชิน ขายสินค้า........................แลกเงินตรา พาณิชย์ ทางผิดเพี้ยน
ชอบโอ้อวด ปริญญา มหาเปรียญ......................คอยพากเพียร แสวงหา โลกธรรม
                                                        (เหมือนฆราวาส โดยอาศัยผ้าเหลืองหากิน)

๏    บวชเพื่อความ สุขสบาย ในชาตินี้......................หาได้มี อริยมรรค เป็นหลักค้ำ
ศรัทธาไร้ ในกฎ บทบาทกรรม...........................จึงริยำ ทำอะไร ตามใจตน(ไม่กลัวบาป)

๏    "นิพพาน"เป็น เช่นป้าย ชี้ปลายทาง...................(แต่)บ่กรายย่าง ปฏิบัติ ประหวัดผล
แค่ตั้ง(ป้าย)ไว้ ใช้บอก หลอกผู้คน......................(ว่า)ฉันอยู่บน เส้นทาง กลางมรรคา

๏    คนก็ยัง คือคน จนโลกแตก...............................จะมิแผก แปลกไป แม้ภายหน้า
ยังคงมี ความคิด อวิชชา...................................สร้างกิเลส ตัณหา เชิดหน้าปองฯ

๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙

ในสายตาของนักวิชาการตะวันตก พระพุทธเจ้าเป็นนักปราชญ์ นักจิตวิทยา นักศาสนาคนหนึ่ง
ไม่ใช่ผู้วิเศษ อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่คิด.