ขอบเขตของพุทธศาสนา : กลอนคติธรรม
๏ พุทธธรรม์ นั้นไม่มี............................กลวิธี เลี้ยงลูกหลาน
(การเอาลูกหลานมาบวชเณรภาคฤดูร้อน ฝากพระเลี้ยงให้ อาจทำลายลูกหลาน)
แลมิได้ ให้หลักการ...........................รักภรรยา หรือสามี(รวมถึงวิธีเลือกคู่)
๏ ปราศมรรคา การ(ทำมา)หากิน.............สร้างทรัพย์สิน ชีวินศรี
เงินบริหาร งานบัญชีฯลฯ.....................ไร้ใยดี โลกียธรรม
๏ แม้แต่หลัก มนุษยสัมพันธ์...................สิ่งสำคัญ ชีวันค้ำ
ก็ไม่มี การชี้นำ.............................ต้องกระทำ กรรมอย่างไร?
(บอกแค่ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก)
๏ ความตระหนัก รักษ์โลกนี้....................พุทธะมี ซะที่ไหน?
สรุปย่อ พอเข้าใจ..........................โลกียวิสัย ไม่นำพา
(ไม่เอาเรื่องทางโลกมาคิด มาพูดคุย มาสอน มาปฏิบัติ)
๏ พุทธสั่งสอน แต่ศีลธรรม......................วิถีกรรม แก้ปัญหา
ความทุกข์ใจ ในชีวา.......................ด้วยสัมมา คติตรอง
๏ ชี้บาทบท กฎแห่งกรรม........................ที่ชักนำ ตามสนอง
ทัศนคติ ชีวีมอง.............................อย่างถูกต้อง ครรลองตน
๏ ขจัดกิเลส และตัณหา..........................ความชั่วช้า อกุศล
ให้หลุดล่วง ดวงกระมล....................สัมฤทธิ์ผล ดลชีวินฯลฯ
๏ (พึง)รู้ขอบเขต พุทธศาสนา...................แล้วจงอย่า ใฝ่ถวิล
หวังโลกธรรม ตามเจตจินต์...............แสนโสภิณ จากพุทธเลยฯ
(เช่น บวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองเป็นเส้นทางหากิน เจริญก้าวหน้าในสังคม)
๒ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สีสปาปรรณวรรคที่ ๔ สีสปาสูตร เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น [๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบ ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มี ประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. [๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็น พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.