กลอนธรรมะ กลอนคติชีวิต กลอนคติเตือนใจ กลอนคติสอนใจ กลอนสุภาษิต บทความจรรโลงใจ
ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569
วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย : กลอนคติสอนใจ
อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย : กลอนคติสอนใจ
๏ ลืมตาตื่น ขึ้นจากฝัน...........................ที่พัลวัน จนหวั่นไหว
จากข่าวคราว ที่เข้าใจ.........................จนเข้าไป ในนิทรา
๏ หลับสมปอง(นอนอิ่ม) สมองแล่น...........ขยับแขน ขยับขา(ยืดกล้ามเนื้อ)
มี"ตัวกู(ของกู)" อยู่นี่นา.......................ใครเล่าหนา ว่าไม่มี?
๏ คนอิหร่าน(มีสงคราม) ยังอยู่ได้..............ประเทศไทย ไกลเพียงนี้
เราต้องรู้(จัก) อยู่ได้ซี..........................อย่าโศกี มีกังวล
๏ (ข่าวสาร)ข้อมูลสู่ รู้สังเกต.....................(รู้จัก)ปฏิเสธ ตามเหตุผล
มีสิ่งใด ไม่ชอบกล(ไม่จริง)....................จงเตือนตน อย่าสนใจ
๏ พระมากมาย(อยู่ว่างๆก็) คิดไปเรื่อย.........มิเคยเมื่อย เพ้อฝันใฝ่
พอพูดตาม อำเภอใจ............................จึง(มักจะ)เหลวไหล ไร้สาระ
๏ ถ่ายทอดธรรม ตามความคิด(กู)...............ที่เนรมิต(ขึ้น) ผิดสัจจะ
ใครเชื่อคำ(เหลวไหล) นำชีวะ.................ย่อมประสบ ทุกข์ซบเซา
๏ ประพฤติตาม คำสั่งสอน(พุทธเจ้า)...........ให้ได้ก่อน (ค่อย)มาสอนเขา
ยังมิจฉา(ทิฏฐิ) อย่ามัวเมา......................สั่งสอนเขา เอาตามใจ(ตน)*
๏ โลกุตตระ พระบ่สน(ใจแล้ว)...................ชอบสอนคน(อื่น) กระมลใคร่
(เพื่อ)ลาภสักการ (สุข)สำราญไง..............หมดสมัย ไปนิพพานฯ
๘ เมษายน ๒๕๖๙
*พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู"เลย
อนัตตา ไม่ได้แปลว่า "ไม่มี"ตัวตน แต่แปลว่า "ไม่ใช่"ตัวตน
คือ มีตัวตน แต่ไม่ใช่สิ่งถาวร มีความไม่เที่ยง อยู่แค่ชั่วคราว
ลองถามคนที่พูดว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู" ว่า แล้วอะไรที่พูด? อะไรที่เถียงอยู่นี่? ไม่มีตัวกูแล้วเป็นอะไร?
วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569
พุทธศาสนาจะหันไปไหน? : กลอนคติเตือนใจ
พุทธศาสนาจะหันไปไหน? : กลอนคติเตือนใจ
๏ (คนจน)มองเห็น เศรษฐี มีของใช้(แพงๆ).......หลงใหล ในโชค วาสนา(ของเขา)
อยากจะ มีบ้าง อย่างอัจฉรา....................แต่ไร้ เงินตรา ซื้อหาตรอง(อัจฉรา=ชั่วพริบตา)
๏ จึงเลือก หนทาง สร้างหนี้สิน.......................โศภิณ ชีวี มีข้าวของ(หรูหรา)
ทุกข์เพราะ เป็นหนี้ ฤดีนอง.....................คับข้อง ชีวิต อนิจจา
๏ เปรียบเสมือน ฝึกหัด ปฏิบัติธรรม..................น้อมนำ พุทธพจน์ จดจ้องหา
เคล็ดลับ ทางลัด อัจฉรา.........................ขจัดกิเลส ตัณหา ช้าเกินไป(ทำยาก-ทำไม่ได้)
๏ เจาะจง เลือกใช้ (การ)ไม่ยึดมั่น....................สุขสันติ์ ทันที มี(ความ)เลื่อมใส
ไม่ว่า จะกระทำ กรรมอะไร.......................อย่าไป ยึดมั่น บันดาลดล(จะไม่เป็นทุกข์)
๏ (จึงเป็นคน)ยังมี กิเลส และตัณหา.................แต่ไร้ อุปา ทานพานผล
ดำเนิน ชีวี มิกังวล..................................เป็นปุ ถุชน คนธรรมดา(มีความไม่ทุกข์เป็นเป้าหมาย)
๏ ทิ้ง(หลัก)พระ อริยะ อรหันต์(บาป-บุญฯลฯ).....ยืนยัน ว่าคือ พุทธศาสนา(ที่ไม่งมงาย)
ไม่มี(วิญญาณ) เวียนว่าย ไปชาติหน้า.........สนใจ แค่เวลา ปัจจุบัน(ปัจจุบันขณะ สร้างศัพท์ใหม่)
๏ พุทธ(ะ) ศาสนา ที่ทันสมัย..........................นิพพาน ทันใด ถูกใจฉัน(ที่นี่ เดี๋ยวนี้)
ชาติก่อน ชาติหน้า อย่าเชื่อมัน..................เชื่อมั่น (ความคิด)ฉันเอง เก่งกว่าใคร
๏ เหยียดหยาม คำสอน พุทธก่อนเก่า................ถือเอา แต่สิ่ง ที่ทันสมัย(เงินยิ่งมีมากยิ่งดี)
เปลี่ยนแปลง คติธรรม เอาตามใจ...............ลาภ-ยศ-สรรเสริญใคร่ อยากได้เอยฯ
๗ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร [๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปะนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้ สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ [๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อ ใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรม- *ชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้น เมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ [๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษใน โลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะ อัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ [๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อ ความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ [๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อ ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุ ๕ ประการเป็น ไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

