ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

รวย-งามแต่ต่ำค่า : กาพย์ยานี๑๑



รวย-งามแต่ต่ำค่า : กาพย์ยานี๑๑


๏    ดอกหญ้า กลางนาข้าว....................ก้านยื่นยาว ราวแข่งขัน
อวดช่อ รอประชัน...............................กับรวงข้าว เพราเพริศพี

๏    สวยสด ประโมทย์ทรวง...................ขาวอมม่วง ห้วงหรรษ์สี
ฝอยฟู ดูนุ่มดี....................................แต่ไม่มี ค่าอันใด

๏    หากเปรียบ เทียบรูปลักษณ์.............ข้าวคงจัก ยากเคียงได้
หากตรอง ค่ารองใคร.........................ข้าวยิ่งใหญ่ ในปัฎพิน

๏    รวงข้าว ราวกับคน.........................(ความ)สามารถล้น กมลถวิล
ประโยชน์  ปรากฏยิน.........................แผ่นดินใหญ่ ได้พึ่งพา

๏    ช่วยเหลือ ชอบเผื่อแผ่...................ไม่เห็นแก่ ตัวตนกล้า
เกิดกาย ใช้ชีวา................................คงคุณค่า น่าคำนึง

๏    เทียบใย ถ้าใครยล.........................เพียงรูปล้น พิมลรึ้ง(พิมล=งาม,ไร้ตำหนิ)
ความดี มิตราตรึง...............................รำพึงโจษ (เฉพาะ)ประโยชน์ตน

๏    กอบโกย ให้โหยหา........................แต่อัตตา มหัทธน์ผล(มหัทธนะ=ความมั่งคั่ง,มั่งมี)
อื่นใคร ไม่คิดยล................................กมลมัว มืดชั่วมี

๏    รวย-งาม แต่ต่ำค่า..........................นับชีวา น่าบัดสี
อัปยศ สลดฤดี...................................เสมอค่า ดอกหญ้าเอย ฯ

๓๐ กันยายน ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ความเหลื่อมล้ำ : กาพย์ยานี๑๑



ความเหลื่อมล้ำ : กาพย์ยานี๑๑


๏    เดี๋ยวลม เดี๋ยวฝนร่ำ...................รุกกระหน่ำ กระแสหนุน
เดี๋ยวพัด เดี๋ยวสาดพรุน...................พนัสดุล โดนทำลาย

๏    พายุ ผันสู่เหย้า.........................โพยมเศร้า สุรีย์หาย
ความเย็น ชื้นเค้นกราย....................สยายทั่ว ทั้งอรพี(อรพี=แผ่นดิน)

๏    หยาดฝน จลจากฟ้า...................ร่วมธารา ประสานศรี
หลั่งตรง ลงนที.............................ชีวีหลาย ใช้แบ่งปัน

๏    โลกา ผลประโยชน์....................ความรุ่งโรจน์ ประโมทย์สรร
มากมี แม้ชีวัน...............................ทั่วกันได้ ใช้-อยู่-กิน

๏    หากแต่ แห่แหนเห็น-..................แก่ตัวเป็น เช่นถวิล
หมายจอง ครองแผ่นดิน..................สินทรัพย์ตวง ห่วงแต่ตน

๏    โลกใหญ่ ทั้งใบก็.......................มิเพียงพอ ต่ออกุศล
ของคน แค่บางคน..........................วิกลเกิน เพลิดเพลินไกร

๏    เสาะทรัพย์ ขับ(เคลื่อน)ชีวิน.........เสาะที่ดิน เอื้ออาศัย
ที่เหลือ เผื่อแผ่ไป..........................ให้ดื่นคน ได้ดลครอง

๏    มั่งมี ค่านิยม..............................จะระดม ความเศร้าหมอง
เหลื่อมล้ำ สูง/ต่ำตรอง.....................ช่องทางแข่ง แบ่งชั้นชน ฯ

๒๙ กันยายน ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

ชีวิตใช้ให้คุ้มค่า : กลอนเจ็ด



ชีวิตใช้ให้คุ้มค่า : กลอนเจ็ด


๏    นับแต่ นภา (ยัง)ไม่กระจ่าง....................นกต่าง หลั่งไหล ไขขับเสียง
เพริศพราย สายพันธุ์ ขันแข่งเพรียง..............ร้องเรียง เพลงรับ สดับไกร

๏    สัญญาณ วารว่า อุษาโยค......................เบิกโลก วิจิตร ชีวิตศรัย
ประเดิม เริ่มเห็น ค่อยเป็นไป.......................ก่อนสูรย์ บูรณ์ไต่ พ้นไพรวัน

๏    เช้านี้ สิทำ กรรมประดิษฐ์?.....................ต่างคน ต่างคิด พิศใฝ่ฝัน
ต่างมี ค่านิยม สมสั่งกัน.............................ต่างสรร ต่างสร้าง แตกต่างมี

๏    ปรากฏ บทบาท ให้ทัศนา......................คุณค่า ของคน ตัวตนนี้
หาสุข ใส่ตัว มัวฤดี...................................หรือพร้อม น้อมพลี พิจิตรกรรม?

๏    ใช้ทรัพย์ อัปมาณ์ เพื่อระเริง...................บันเทิง ชีวัน ตัณหาส่ำ
ประโยชน์ ส่วนตน สนใจทำ........................สาธารณ์ วันค่ำ มองข้ามกราย

๏    พอมี บ้างหรือ ถือประจง?......................จำนง คงรัก มักขวนขวาย
ผลิต ผลงาน อันเพริศพราย........................เพื่อแล แพร่หลาย ให้โลกา

๏    บังเกิด คำถาม มาตามต่อ.......................อย่างไร ไหนส่อ พอใจหา?
อยากทำ กรรมกิจ พิจารณา.........................คุ้มค่า ชีวิน ชินชากัน

๏    ไม่มา ละเหี่ย เสียชาติเกิด......................ประเสริฐ สมใจ ดั่งหมายมั่น
ไม่คิด เสียดาย ในชีวัน...............................ก่อนสิ้น อาสัญ สังขารเอย ฯ

๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

การทำบุญ : โคลงสี่สุภาพ



การทำบุญ : โคลงสี่สุภาพ

๑. คนไทยใคร่เคยคุ้น..................บุญงาน
ตลอดปีมีแต่กาล.......................ทานให้
พระ-วัดจัดชำนาญ.....................ชาญจิต
เป็นพาณิชย์กิจไซร้....................บุญอ้างแลกเงินฯ

๒. (คนให้)เพลินใจไปว่าได้...........ทำบุญ
เสมือนเติมเสบียงตุน...................เปรียบล้วน
อธิษฐานกุศลหนุน......................บุญขับ
ลาภ-ยศ-สรรเสริญถ้วน................คืนข้าอนาคตฯ

๓. สลดใจทั้งผู้ให้........................ผู้รับ
ถือเอาเงินดำเนินนับ....................ขับสร้าง
ศีลธรรมมิสำทับ.........................สำเหนียก
เรียกหาวิมานกว้าง......................ใหญ่ตั้งสวรรค์รอฯ

๔. หากคำขอสมด้วย....................จินตนา
บนสวรรค์คงดาษดา....................พ่อค้า
อำมาตย์ทรงศักดา......................ทุจริต
คนจนหมดสิทธิ์ท้า......................ทายฟ้าแดนสรวงฯ

๕. (สรุปว่า)คือคำลวงล่อให้............เงินหา
(ทั้งๆที่)ธรรมวินัยถือเงินตรา...........ต้องห้าม
(พระ)กิน-อยู่อย่างราชา.................เปี่ยมสุข
ทำท่าทางวางกล้าม.....................ดั่งผู้เหนือคนฯ

๖. บุญดาลดลด้วยศีล....................ภาวนา
คนสามัญธรรมดา.........................ต่ำต้อย
เปลี่ยนเป็นพระอริยา.....................วิเศษ
หมดกิเลสตัณหาคล้อย..................เลิศล้ำอรหันต์ฯ

๗. ทำบุญโดยไม่ต้อง.....................เสียสตางค์
ฝึกจิตมิจฉาถาง............................ชั่วไร้
ที่สุดกุศลหนทาง...........................อุกฤษฏ์
มีสิทธิ์ทุกคนไซร้...........................แค่ให้ทำดีฯ

๒๗ กันยายน ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

ความยับยั้งชั่งใจ : กลอนแปด



ความยับยั้งชั่งใจ : กลอนแปด

๏    การที่เท้า  ก้าวพลาด ประหวัดผิด...............ยังมีสิทธิ์ ถอยหลัง ตั้งต้นใหม่
แต่ถ้าพลัด ตกผา อย่าหวังใจ.........................จะหวนคืน มาได้ ไม่มีทาง

๏    การดำเนิน ชีวิต ที่ผิดพลาด......................(บ่อยครั้งที่)มีโอกาส แก้ไข ไม่ขัดขวาง
แต่ที่ต้อง เสียใจ จนวายวาง..........................ย่อมมีบ้าง อย่างไร ควรไต่ตรอง

๏    หากทบทวน หวนคิด ข้อผิดพลาด..............มักพบว่า สามารถ จะปัดป้อง
เมื่อไร้เหตุ (ย่อม)ไร้ผล กลไกกรอง.................แต่ที่ต้อง ผิดพลาด เพราะอาตมา(อาตม-=ตน)

๏    ถ้าหยุดยั้ง ชั่งใจ ให้ทันเจตน์.....................ปฏิเสธ เหตุอัน ก่อปัญหา
คิดรอบคอบ กรอบกรรม์ เกิดปัญญา................ประพฤติดี จริยา เป็นปราการ

๏    มิบุ่มบ่าม ย่ามใจ ภัยยากเกิด......................มิเลยเถิด ละเมิดกฎ พยศหาญ
มิอวดดี นิสัยดื้อ ทื่อ ดักดาน..........................มิชั่วช้า สามานย์ สันดานดล

๏    คงไม่ต้อง ระกำ น้ำตาตก..........................ร้อนเร่ารุม สุมอก ตระหนกล้น
คงไม่พาน ปัญหา สาละวน............................พบวิกฤติ จิตวิกล จนปัญญา

๏    แค่ยับยั้ง ชั่งใจ เอาไว้ก่อน........................ไม่รีบร้อน หุนหัน เห็นปัญหา
หัดรู้จัก หักห้าม มิตามอุรา.............................สุจริต พิจารณา สาระใน

๏    จะปลอดโปร่ง โล่งจิต ปลิดทุกข์เหตุ............ปฏิเวธ เจตนา อดิศัย(ปฏิเวธ=ลุล่วงผลปฏิบัติ)
มีชีวิต สิทธา สาธุไท....................................เป็นอยู่อย่าง ร้างไกล ไร้กังวล ฯ

๒๖ กันยายน ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

ปล่อยวางบ้างเถิด : กลอนคติสอนใจ



ปล่อยวางบ้างเถิด : กลอนคติสอนใจ

๏    เมฆพร้อย ลอยผ่าน.....................บันดาล บาลบ่ม ร่มเงา
ครู่เดียว เปลี่ยวเปล่า.........................แสงแดด แผดเผา ราวไฉน
ละเลย อุรา.....................................ดีกว่า จะมา ใส่ใจ
กับเรื่อง เกินไกล.............................เกินให้ สามารถ จัดแจง

๏    ชะตา ชีวิต..................................บ่อยครั้ง ช่างคิด ไม่ตก
เรื่องรุม สุมอก..................................เรื่องรก รุงรัง ฝังแฝง
เกินกรรม ดำริ..................................เกินสติ ปัญญา จะปรับแปลง
กระทบ ตบแต่ง................................เสียดแทง แรงเร่า เผาทรวง

๏    เท่าที่ ทำได้................................ทำใจ ได้แต่ ปล่อยวาง
หลายสิ่ง หลายอย่าง.........................โลกกว้าง สร้างไว้ อย่าไปห่วง
อิทธิพล คนหลาก.............................ฉุดกระชาก ดักไส ใดปวง
ประทุ ลุล่วง.....................................สู่ห้วง ปัญหา สาธารณ์

๏    เท่าทัน ปัญหา.............................บากบั่น ปัญญา ปรารภ
ทำใจ ให้สงบ...................................บรรจบ ขบคิด จิตศานติ์
กุศล สำรวม.....................................สวมรับ กับสถา นการณ์
กังวล พ้นผ่าน..................................กังวาน บานเบิก เกริกทวี

๏    บางอย่าง หวังได้..........................บางอย่าง อย่าได้ ไปหวัง
ทำเกิน กำลัง....................................จะยัง ทุกข์ใหญ่ ไร้สุขี
มองเป็น เวรกรรม..............................ทำใจ อย่าไป โศกี
โสมนัส ทัศนีย์..................................สวัสดี ปรีชา ประชัย

๏    ปล่อยวาง บ้างเถิด.........................ประเสริฐ ประสิทธิ์ จิตรา
บริหาร ชีวา......................................ใช่ว่า จะตะลุย ดุ่ยๆไม่
รู้เร่ง รู้ผ่อน.......................................รู้หย่อน รู้หยุด ฉุดใจ
รู้สัจ วิสัย.........................................ทำให้ สอดคล้อง ต้องการณ์เทอญ ฯ

๒๕ กันยายน ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

แล้วใจเราจะเบาสบาย : กลอนหก



แล้วใจเราจะเบาสบาย : กลอนหก

๏    ฝนกระหน่ำ หลังยามบ่าย.................เหมือนส่งท้าย เพื่อไพรสัณฑ์
ที่ขาดน้ำ ข้ามเดือนวัน..........................ให้หฤหรรษ์ สายัณห์เย็น

๏    เมฆฝนคล้อย ลอยลาจาก..................อุ้มน้ำมาก ใหญ่-หนักเห็น
กลับลอยได้ ไร้ลำเค็ญ..........................โดดเด่นเป็น ณ ปัศจิม(ปัศจิม=ทิศตะวันตก)

๏    อยู่บนโลก ใบเดียวกัน.......................ต่างประจัญ โศกศัลย์-ยิ้ม
ต่างพบยาม ความอด-อิ่ม.......................ต่างเปรมปริ่ม ประสบปอง

๏    มีโลกธรรม์ สัมพันธ์ทอด....................เวรกรรมสอด รับสนอง
มีสิ่งหวัง ตั้งใจจอง...............................เป็นครรลอง ครองชีวา

๏    ความยากเย็น เป็นเรื่องใหญ่...............กว่าจะได้ ดังปรารถนา
ต้องดิ้นรน โดนน้ำตา............................ไหลอาบหน้า ระอาจินต์

๏    พอใจเท่า ที่เราได้...........................ที่เราไม่ ไล่ถวิล
มิรันทด ลดมลทิน................................จากชีวิน จินดามัย

๏    รู้จักอด รู้จักทน...............................รู้จักจน(กว่า) จะพ้นได้
รู้จักทำ ความเข้าใจ.............................ในสัจจา ปัญญาเจริญ

๏    แล้วใจเรา จะเบาสบาย.....................ลำเค็ญหาย คลายห่างเหิน
แล้วเวลา จะดำเนิน..............................อย่างเพลิดเพลิน มิเกินการ ฯ

๒๔ กันยายน ๒๕๕๘

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ดอกไม้เปรียบได้ดั่งคน : สาลินีฉันท์



ดอกไม้เปรียบได้ดั่งคน : สาลินีฉันท์

๏    ดอกไม้ ไร้กลิ่นหอม.......................มิชวนดอม ถนอมดม
กล่าวใย (กลิ่น)คล้ายอาจม...................วิกรมอยาก สิผลักไส

๏    มาลี มีกลิ่นหอม.............................นราจ่อม ภิรมย์ใจ
อุตส่าห์ หามาให้................................ขจิตใช้ ณ เรือนชาน(ขจิต=ประดับ,ตกแต่ง)

๏    ดอกไม้ ได้เทียบยล........................เสมือนคน วิมลขาน
แต่งเสริม เติมบันดาล..........................สะคราญใคร่ พิไลมี

๏    หากแต่ ดวงแดตัด..........................มิซื่อสัตย์ สะบัดศรี
ความผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี...........................มิประจักษ์ สลักใจ

๏    สวยแล แต่เพียงรูป.........................จะน่าจูบ สิหาไม่
ทำตัว ชั่วชาญชัย................................นิสัยทราม ประณามทรวง

๏    มาลี มีโสภา...................................สุคนธา คณาหวง
เทียบได้ ดั่งใครดวง-............................ฤดีงาม อร่ามดล

๏    ศีลสรร จรรยาสัตย์...........................วิสุทธิ์ทัศน์ มนัสท้น
ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ชน............................กุศลร่า และอารี

๏    ปองเห็น เป็นที่รัก............................ประเสริฐศักดิ์ สมัครศรี
ย่อมได้ ซึ่งไมตรี..................................สวัสดี สุขีเอยฯ

๒๓ กันยายน ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

วิถีเบาสบาย : กลอนแปด



วิถีเบาสบาย : กลอนแปด

๏    เมื่อกิเลส ระงับ ไม่จับจิต..................กระบวนกรรม ความคิด ประสิทธิ์สม
เกิดสติ ปัญญา เหนืออารมณ์..................อธิคม บ่มเพาะ เสาะวิมล(อธิคม=การบรรลุ)

๏    เมื่อตัณหา มาห่าง มล้างเบา...............ย่อมบรรเทา เหง้ากราก รากอกุศล
ความอยากมี อยากเป็น เร้นเวียนวน..........ดั่งโลกา สากล ล้นโสภา

๏   เมื่ออกุศล พ้นไกล ไปจากจิต..............ดูชีวิต พิษภัย ไม่หนักหนา
หยุดกระเสือก กระสน บนมายา................ใช้ชีวา สะดวก บวกสบาย

๏    หลักผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี-มีประโยชน์...............บำบัดโทษ โฉดเขลา เบากระหาย
(สิ่งที่)ไม่จำเป็น ไม่มี มิเสียดาย................เดิน-กิน-นอน ผ่อนคลาย ไม่กดดัน

๏    ไม่กระทำ กรรมชั่ว พัวพันผิด................ไม่ทุจริต มิจฉา มนกระสัน
ไม่ต้องกลัว ต้องโทษ หมดห่วงทัณฑ์.........ไม่ต้องหวั่น วิตก อกตรอมตรม

๏    ทำในสิ่ง ที่ดี ที่ถูกต้อง........................ตามทำนอง คลองสัต พิพัฒน์สม(สัต=ดี,งาม)
มีสติ สัมปชัญญะ ละโง่งม........................ความระทม ขมขื่น ดื่นดับไป

๏    ปรารถนา อารี มีเมตตา.......................ไม่อิจฉา ตาร้อน นอนหลับใหล(ง่าย)
ตื่นเช้ามา สมาคม สังคมใคร.....................มิเป็นพิษ เป็นภัย ไร้ศัตรู

๏    แต่บางครั้ง บางคราว เราก็ถูก...............คนชั่วผูก พิพาท (จง)องอาจสู้
คนชั่วชอบ เบียดเบียน เพียรพันตู..............สิ่งสัจอยู่ คู่หล้า และฟ้าเอยฯ

๒๒ กันยายน ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

ใฝ่สูง/ใฝ่ต่ำ : กลอนเจ็ด



ใฝ่สูง/ใฝ่ต่ำ : กลอนเจ็ด

๏    เขาสูง พุ่งชัน ดั้นด้นเมฆ....................อเนก อนันต์ ทะยานใหญ่
หุบเขา เล่ากลับ หวนลับไกล..................ลึกใต้ สมุทร สุดโลกา

๏    ชีวิต กิจกรรม ใจกำหนด....................บาทบท ลดหลั่น ตามตัณหา
นิยม สมสั่ง ตั้งเจตนา............................มุ่งมั่น ฝันหา จิตราลัย(จิตราลัย=จิต+อาลัย)

๏    ใฝ่สูง มุ่งศีล ระบิลธรรม.....................น้อมนำ สัมฤทธิ์ จริตใส
อกุศล มลทิน สาปสิ้นไป........................หัวใจ หาญกล้า หาเลิศคุณ

๏    ทัศนะ วิสัย ไกล-สูง-กว้าง..................เสริมสร้าง วิชชา มนาสุนทร์
เว้นบาป สดับทำ แต่กรรมบุญ..................เอื้อเฟื้อ เจือจุน หนุนเนื่องดี

๏    สุจริต จิตวาง ใจตั้งมั่น.......................ศีลธรรม์ จรรยา วัตรศรี(วัตร อ่าน=วัด-ตระ)
พัฒนา หทัย ให้โสภี..............................อวิรุทธ์ สุทธี คติธรรม(อวิรุทธ์=ไม่ผิดพลาด)

๏    อย่าคอย ก่อกรรม ตามกมล.................เฝ้าเห็น แก่ตน รนใฝ่ต่ำ
ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี มิจดจำ...........................น้อมนำ สำคัญ กรรมาครวญ

๏    ไม่มี ศีลธรรม สัมมาสัตย์.....................ตระบัด สาไถย จิตขวายขวน
ราคี นิยม ชมชื่นชวน..............................เรรวน ปรวนแปร ไม่แน่นอน

๏    ทำตน ฉลชั่ว คบชั่วชน.......................ไม่อด ไม่ทน รนเร่าร้อน
ทุจริต คิดโกง จำนงจร............................นิ่งนอน อ่อนใจ ไร้คุณธรรม

๏    มิรู้ หลักธรรม์ และจรรยา.....................(ย่อม)ไร้ปัญญา เข้าใจ ใครสูง/ต่ำ
เชิดเป็น ไฮโซ (แต่)โลว์กิจกรรม...............ระยำ ทำชั่ว มัวเมาเอยฯ

๒๑ กันยายน ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

ความคน : โคลงสี่สุภาพ



ความคน : โคลงสี่สุภาพ

๑. ฝนตกตรำแต่เช้า...................ชระมัว(ชระมัว=ขมุกขมัว)
หยาดร่ำหยดระรัว......................รดพื้น
ตรองตรึกสำนึกตัว.....................คืนสติ
สัมปชัญญะพละฟื้น....................กลับรู้สึกตนฯ

๒. อยู่บนมรรคาสู้........................ชีวิน
หาอาหารการกิน........................กรอกท้อง
ทำงานเพื่อเงินสิน......................ทรัพย์สู่
อุตสาหะมานะส้อง......................สอดคล้องความคนฯ

๓. ประจญสิ่งแวดล้อม..................วิปริต
สารพัดมลพิษ............................รอบด้าน
ประหลาดคนจลจริต....................ประหลาด
โลกธาตุสะเทือนสะท้าน...............ดิน-น้ำแปรปรวนฯ(โลกธาตุ=แผ่นดิน)

๔. ยวนใจจิตคิดคล้อย...................สัญชาตญาณ
ชีวิตคู่ชูประมาณ..........................ชีพต้อง
กำเนิดลูกปลูกหลาน.....................เป็นกิจ
สัมฤทธิ์สมจิตข้อง........................สุขได้สักกี่คน?

๕. เอาตนเป็นที่ตั้ง........................ตราตรอง
ค่านิยมสังคมครอง.......................ควบเข้า
ความสุขสนุกปอง........................แส่สรรพ
ทรัพย์-ศักดิ์-สรรเสริญฯลฯเป้า........หมายใช้ชีวินฯ

๖. ศีลธรรมมินำน้อม......................นับถือ
ประโยชน์ส่วนตนคือ......................ปรัชญ์เกล้า
เอารัดเอาเปรียบฤา........................เป็นคติ
อภิสิทธิ์อิฏฐาเฝ้า..........................ฟูมเบ้าปลูกฝังฯ(อิฎฐ-=เป็นที่ปรารถนา)

๗. หวังสิ่งเหลือเชื่อใช้....................โชคลาง
เพียงสุดหมายปลายทาง.................ชีพม้วย
สัจจะเสมือนเลือนราง.....................ลิขิต
ชีวิตปิดฉากด้วย............................ไม่รู้อะไรฯ

๒๐ กันยายน ๒๕๕๘

ทอดผ้าป่า : กาพย์ยานี๑๑



ทอดผ้าป่า : กาพย์ยานี๑๑

๏    ผ้าป่า ครั้งพุทธกาล.....................พระ(สงฆ์)อธิษฐาน ผ้าเขาทิ้ง
แก้ไข ใช้ประวิง.................................ปิดบังกาย ไม่อายชน

๏    ผ้าป่า สมัยนี้.................................ทอดกันถี่ มีทกหน
ทั้งปี กระทั่งจน..................................เข้าพรรษา มิรามือ

๏    มุ่งหมาย ได้เงินมา.........................มิใช่ผ้า พากันถือ
โรงเรียน เปลี่ยนไกลฤา?......................ฮือทอดผ้า แข่งวาวัด

๏    แปลกใจ ใช้ศาสนา.........................เพื่อบังหน้า เพาะอสัตย์
ทุจริต เป็นกิจวัตร................................ประจำชาติ อุบาทว์เชียร

๏    อย่าใช้ วิธีฉล.................................สร้างกุศล กมลเปลี่ยน
ซื่อตรง จงพากเพียร............................จำเนียนจิต ทำผิดกลัว(กลัวการทำผิด)

๏    กรรมดี วิธีใช้..................................ต้องไม่ใช่ วิธีชั่ว
เลิกเป็น (คน)เห็นแก่ตัว........................มัวเมาสู่ มุสากัน

๏    หยุดแอบ อ้างศาสนา........................เพื่อบังหน้า สนองกระสัน
จิตใคร ไร้คุณธรรม์...............................นั้นเป็นบาป จงกลับใจ

๏    อยากหา เงิน(จง)กล้าบอก.................อย่ากลิ้งกลอก หลอกสาไถย
ปรารถนา จะเรี่ยไร(เงิน).........................หยุดใช้ " ทอด ผ้าป่า "เทอญฯ

๑๙ กันยายน ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

คิดให้ตรงปลงให้ตก : กลอนคติสอนใจ



คิดให้ตรงปลงให้ตก : กลอนคติสอนใจ

๏    ลมฝน กระโชก...................เขย่าโยก ก้านใบ ไพรพฤกษ์
ครันยาม ค่ำดึก..........................ก้องกึก พลา น่าเกรงขาม
รวงข้าว เริ่มโต...........................ลมโล้ ล้มคลุก ลุกลาม
ปรากฏ หมดงาม.........................จมน้ำ จำนน จนใจ

๏    คนเรา ล้วนต่าง......................สร้างสรรค์ ตัณหา นานัตว(นานัตว=อ่าน นา-นัด=ความเป็นต่างๆ)
ชีวะ ปฏิบัติ................................อุรา สารพัด อัชฌาสัย
หลากสิ่ง สมหวัง.........................หลายสิ่ง พลาดพลั้ง ห่างไกล
ปลงเห็น เป็นไป..........................เท่าที่ ทำได้ ตั้งใจทำ

๏    ปัญหา เศรษฐกิจ....................ปัญหา ชีวิต อุปสรรค
สัจจะ ตระหนัก...........................ตามหลัก เหตุ-ผล หนล้ำ
สุจริต จิตใจ...............................ตรงไป ตรงมา สารธรรม
พิบุล หนุนนำ..............................ก้าวข้าม บำบัด วัฒนา

๏    เพราะใจ ไม่ซื่อ.......................ไม่ถือ สัมมา สุจริต
คดโกง คงจิต..............................ประดิษฐ์ วิตถาร ปัญหา
ความโง่ งมงาย...........................ทำลาย คุณธรรม์ ปัญญา
ผลผลิต อวิชชา...........................ชีวา ประจญ มลทิน

๏    อุปาทาน มั่นคง.......................ไม่รู้ จักปลง จงจิต
ประพฤติ ยึดติด...........................ประกฤติ ฤทธิไกร ไป่สิ้น(ประกฤติ=รากเหง้า)
สุขะ อุปสรรค..............................ทุกข์จัก หนักหนา อาจิณ
จงอย่า ชาชิน..............................ชีวิน ต่ำตก อกตรมฯ

๑๘ กันยายน ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

เรื่องของมึง : กลอนเปล่า



เรื่องของมึง : กลอนเปล่า

๏    คนหลากมักทำหน้าที่อย่างมิใส่ใจ
ยังผลให้ผู้อื่นดื่นคนต้องท้นทุกข์ร้อน
ตัวผู้กระทำ มินำพา มิอาทร
ไม่ใยดี มิตรึกย้อน
ตัดรอนว่าเป็น" เรื่องของมึง "

๏    การทำหน้าที่ย่อมมีค่าตอบแทน
มาดแม่นอยากได้ให้มากให้หลาย
แต่ตอนทำหน้าที่ ฤดีสิช่างดูดาย
ทำให้น้อย ทำตามสบาย ทำตามอำเภอใจ
" สะใจ,กำไร "หมายว่า หน้าลำพอง

๏    " หน้าที่ " ที่แท้เป็นสิ่งพึงรับผิดชอบ
เมื่อได้รับมอบ กอปรเกิดพันธะ อันตนจะต้องสนอง
การละเลยหน้าที่/การทำแบบขอไปที/ไม่ใยดี
บางก็มีที่จ้องจะละเว้นและเจนการทุจริต

๏    การทำให้ผู้อื่นทุกข์ร้อนคือการเบียดเบียน
แปลงเปลี่ยนเป็นเวรกรรมตามติด
การใช้หน้าที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนยิ่งย้อนฤทธิ์
เพราะเพิ่มการกระทำผิดต่อหน้าที่
ย่อมมีโทษเสริมเติมทัณฑกรรม

๏    " เรื่องของมึง " จึงมิวายกลายเป็น " เรื่องของบาป "
แลกลับเป็นเวรตอบสนองผู้กระทำ
ให้ตกระกำ พบกับความยากเข็ญ

๏    ผู้มีความกลัวและละอาย
ขอจงอย่าได้ก่อเวร
ทำหน้าที่อย่างตั้งใจอย่าใคร่แค่เล่น
ทำหน้าที่ดีย่อมได้ดี ทำอัปรีย์ย่อมมีลำเค็ญ
เป็นกฎเกณฑ์ครอบงำทุกคน

๏    หากมีเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
จงฉุกคิด ก่อนประดิษฐ์กิจกรรมนำผล
ทำหน้าที่ดี ย่อมมีบุญ
จุนเจือกลับสำหรับตน
จึงเป็น " เรื่องของตน "
อย่าฉลอุรา ว่าเป็น " เรื่องของมึง "ฯ

๑๗ กันยายน ๒๕๕๘

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

รอแก่ชราก็ช้าเกินไป : กาพย์สุรางคนางค์๓๒



รอแก่ชราก็ช้าเกินไป : กาพย์สุรางคนางค์๓๒

๏    เยาว์วัย ไม่เพียร....................พากเรียน ศึกษา
ศิลปะ วิทยา................................ทักษะ ฝึกฝน
รอเป็น ผู้ใหญ่..............................ไร้ปัญญา พาจน
ชีวิน ดิ้นรน..................................ยากจน ยากใจ

๏    มโนธรรม สำนึก.......................(วัย)เยาว์ไม่ ศึกษา
เพาะแต่ ตัณหา............................มนา สาไถย
รอแก่ ชรา...................................ก็ช้า เกินไป
บาปกรรม ทำไกร..........................ก่อนิสัย สันดาน

๏    มีงาน การกิจ...........................ไม่คิด เก็บออม(เงิน)
(ใช้)จ่ายเพลิน เกิน(ความ)พร้อม......หนี้ห้อม มหาศาล
กว่าจะ ชรา..................................พยาธิ พีพาน
ปัจฉิม วัยวาร................................ทรมาน ทานทน

๏    วัยหนุ่ม วัยสาว..........................สามหาว เอา(แต่)เล่น
สันทัด จัดเจน...............................แต่สิ่ง อกุศล
ทำตัว เหลวไหล............................ไร้สาระ ผจญ
แก่วัย กลายคน.............................ล้นชั่ว ทั่วชัง

๏    ผู้หลัก ผู้ใหญ่............................จงใคร่ ครวญเข้า
ลูกหลาน ท่านเยาว์.........................ฟูมเฝ้า ปลูกฝัง
ความดี ศีลธรรม.............................กุศลกรรม ; ลำพัง
ปล่อยเด็ก เล็กยัง...........................คิดได้(เอง) ไม่ดี

๏    ความดี ความชั่ว.........................(ผู้ใหญ่)ทำตัว เป็นอย่าง
อย่าแส่ แต่สร้าง.............................คำสั่ง หวังศรี
เด็กดู ผู้ใหญ่..................................ใฝ่ดี / ไม่ดี
เลียนแบบ แยบมี.............................วิถี ธรรมดาฯ(แยบ=ท่าทาง)

๑๖ กันยายน ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

วันทำงาน : กลอนแปด



วันทำงาน : กลอนแปด

๏    วันทำงาน ทำเงิน เพลิดเพลินจิต............เลี้ยงชีวิต ฤทธิไกร ยิ่งใหญ่แสน
มีงานทำ ล้ำเลิศ ประเสริฐ(ทด)แทน.............ความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยแม้น ราบแปลนไป

๏    ได้ทำงาน ได้ทำ ความครุ่นคิด................ได้ประดิษฐ์ ผลิตสรรค์ จรรโลงไส
ได้พัฒนา (ความ)สามารถ องอาจไกร...........ได้ฝึกฝน ดลให้ ใจมั่นคง

๏    คนทำงาน การเกื้อ เพื่อแลกเปลี่ยน..........เกิดจำเนียร ปุญญา อานิสงส์
ทั้งลาภ-ยศ-สรรเสริญ-เจริญยง....................อีกกุศล ผลส่ง อลงกรณ์

๏    มีปฏิ สัมพันธ์ ปันน้ำจิต..........................พันผูกมิตร พิสมัย สโมสร
มีที่พึ่ง ซึ่งพา ชีวะบวร................................และสลาย คลายผ่อน ทุกข์ร้อนรน

๏    กำลังกาย กำลังใจ เพิ่มไกรแกร่ง.............เพราะออกแรง ทำงาน พานสุขท้น
คอยเพิ่มพูน คุณค่า ความเป็นคน..................เพิ่มน้ำอด น้ำทน พิมลทาน

๏    ได้ทำงาน ปานว่า ได้ยาวิเศษ..................บำรุงเจต เสร็จสม ภิรมย์ศานติ์
ประกอบกรรม ทำดี ที่ทำงาน.......................ประสบการณ์ บันเทิง รื่นเริงใจ

๏    เมื่อต่างคน ต่างขยัน ก่อการกิจ................ต่างพัฒนา ชีวิต พิสิฐใส(พิสิฐ=ประเสริฐ)
ต่างทุ่มเท ศักยภาพ อย่างฉับไว...................ประเทศไทย ไป่ปราศ ต้องพัฒนา

๏    แต่ต่างคน ต่างคิด ติดขี้เกียจ...................ต่างรังเกียจ งานทำ ร่ำปัญหา
คนไม่ซื่อ ไม่ตรง โกงเวลา...........................จึงนำพา ประเทศ สมเพชเอยฯ

๑๕ กันยายน ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

ดอกพุดดุจเด็กดี : กลอนเจ็ด



ดอกพุดดุจเด็กดี : กลอนเจ็ด

๏    ดอกพุด ดุจผ้า ขาวสะอาด..................มิขาด ความงาม ตามวิสัย
พื้นหลัง เขียวเข้ม เต็มด้วยใบ.....................ขับให้ ขาวผ่อง ลำยองตา

๏    หลังฝน หล่นริน เพิ่งสิ้นสุด....................ดอกพุด หลุดร่วง ไร้ท่วงท่า
กระจัด กระจาย ในธารา............................ภายใต้ พฤกษา ผกากอง

๏    ดอกพุด ดุจเหล่า ผู้เยาว์วัย....................ใส่ใจ ในกิจ  ประสิทธิ์ส่อง
วิทยา ทั้งหลาย เรียนหมายปอง..................คัดกรอง ถูก-ผิด คิดชั่ว-ดี

๏    มิเอา การเล่น มาเป็นใหญ่.....................ฝักใฝ่ ทักษะ ศึกษาศรี
ถือเอา เป้าหมาย ในชีวี.............................วิถี วิจักษณ์ เป็นหลักใจ(วิจักษณ์=มีสติปัญญา)

๏    มิออก นอกลู่ สู่นอกทาง........................คอยสร้าง ความดี นิรัติศัย(นิรัติศัย=ประเสริฐยิ่ง)
อ่อนน้อม ถ่อมตน กมลไกร.........................อยู่ใน คลองธรรม คอยดำเนิน

๏    มิสรรค์ ปัญหา ราคีใคร่..........................อับอาย ในผิด คิดเก้อเขิน
มิก่อ เวรกรรม บาปกล้ำเกิน........................เจริญ เมตตา เอื้ออารี

๏    คนพาล ลานพบ ไม่คบข้อง....................ปกป้อง ตนไกล ภัยเภทหนี
คบหา แค่คน กุศลมี..................................เลือกสรร สถานที่ อยู่-ที่ไป

๏    ศีลธรรม นำพา ชีวาพัฒน์.......................ขจัด มลทิน จินต์สาไถย
มโนธรรม สำนึก ตรองตรึกไตร.....................เยาว์วัย ใสสะอาด สุทัศนาฯ(ไตร=ไกร)

๑๔ กันยายน ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

คิดผิดคิดใหม่ : กาพย์ฉบัง๑๖



คิดผิดคิดใหม่ : กาพย์ฉบัง๑๖

๏    พฤกษาสูงใหญ่ใบดก...................ผลัดใบไพรรก
ร่วงปกคลุมดินอินทรีย์

๏    พร้อมกับผลิใบใหม่มี................หมดจดสดสี
งามขจีบริสุทธิ์ใส

๏    อยู่เป็นเช่นนี้เรื่อยไป................จึงเจริญวัย
ยิ่งใหญ่ยืนต้นพ้นเวลา

๏    เกิดเป็นมนุษย์อุตสาห์................เสริมสรรค์ปัญญา
พัฒนาการอย่าละเลย

๏    ความคิดผิดใดให้เผย................มิควรคุ้นเคย
ชื่นเชยนิยมรมย์รอม

๏    มิจฉาทิฏฐิริถนอม...............แก้ไขไม่ยอม
สุดท้ายกลายกรอมตรอมตน

๏    คิดให้ถูกทางสร้างผล................ถูกต้องถ่องยล
จะดลเจริญจิตใจ

๏    สัมมาทิฏฐินิรามัย................อำนวยอวยชัย
ให้ไกลให้กาจพัฒนา

๏    เสริมส่งคงมาดปรารถนา.................สติปัญญา
ปรีชาชีวาปรารมภ์

๏    คือสิ่งที่ควรนิยม................ระรื่นชื่นชม
วิกรมวิกรานต์มานเอยฯ(วิกรม=เก่งกล้า,วิกรานต์=ก้าวหน้า)

๑๓ กันยายน ๒๕๕๘