ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ทุกช่วงชีวามีประโยชน์ : กลอนจรรโลงใจ



ทุกช่วงชีวามีประโยชน์ : กลอนจรรโลงใจ


๏    ๒ ปี ที่โควิด(19) แผลงฤทธิ์เดช..............................อาเพศ เศรษฐกิจ ติดปัญหา

มองไป ไม่ต่าง ดั่งโชคชะตา.............................โดนกระทบ ทั่วหน้า อย่างประปราย

 

๏    บางคน ก็แค่ อดแส่เที่ยว........................................บ้างก็ ห่อเหี่ยว งานเสียหาย

ภาพใหญ่ หลายคน กระวนกระวาย(กังวลใจ).......แต่บาง คนตาย กรายจากจร


๏    โทษคน อื่นไป ก็ไร้ประโยชน์..................................ด่า-โกรธ=บาปกรรม ตามกลับย้อน

มองความ เป็นจริง ไม่นิ่งนอน............................ลดความ เร่าร้อน(ใจ) ช่วยผ่อนคลาย


๏    จะสุข จะทุกข์ ทนรุกล่วง.......................................(เพราะ)ทุกช่วง ชีวี มิเสียหลาย

เศร้าสลด หดหู่ หากดูดาย................................มีประโยชน์ มากมาย เมื่อใช้เป็น


๏    (ใช้)หัดฝึก ตรึกตรอง สมองคิด..............................พัฒนาจิต พัฒนาใจ ไม่ว่างเว้น

อย่าเอา เวลา(ว่าง) ไปละเล่น(ไร้สาระ)...............เล็งเห็น คุณค่า ชีวามี


๏    ออกกำ ลังกาย ต้านภัยโรค...................................เพียงพอ บริโภค อย่าก่อหนี้(ฟุ่มเฟือย)

ดูแล ครอบครัว-ตัว(เอง)ให้ดี.............................รักใคร่ สามัคคี มีเวลา(แต่ก่อนต่างคนต่างยุ่ง)


๏    ไปไหน ไม่ได้ ให้อยู่บ้าน......................................ความรู้ สู่อ่าน หมั่นศึกษา

จะได้เป็น ผู้มี สติปัญญา...................................พูดอะไร บ่ขายหน้า (ถูกเขา)ว่าโง่งม

 

๏    (ฝึก)อดทน อดกลั้น สู้ปัญหา................................โดยใช้ ปัญญา ประเสริฐสม

ขัดเกลา ดวงฤดี ค่านิยม...................................ตรวจสอบ สังคม มิงมงาย(หลับหูหลับตาทำตามเขาไป)

 

๏    หัดระงับ ดับกิเลส และตัณหา...................................สงบต่อ ชะตา ที่บ่าหลาย

อย่ายอม เป็นทุกข์ ก็สุขสบาย...........................ความตาย ไม่กลัว เลิกมัวเมา(ชีวิต)


๏    (ไม่ว่า)จะเกิด อะไร ในโลกนี้................................อย่าไป ใยดี วิตก-เขลา(อนิจจัง)

โลกนี้ มีอะไร เป็นของเรา?...............................แม้ตัว เราไซร้ ก็ไม่มี(อนัตตา)ฯ


๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๔

เนื้อนาบุญ : กลอนคติเตือนใจ


ตั้งกฎระเบียบตามใจตัวเอง ไม่มีในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
 หลอกให้ชาวบ้านหลงเชื่อว่า "เคร่ง" เกิดความศรัทธาเลื่อมใส ลาภสักการะก็จะไหลมาเทมา ได้อยู่ดีกินดี
เอาเข้าจริงๆคนตั้งกฎก็ไม่ทำ เพราะทำเป็นประจำไม่ได้-ผิดธรรมชาติของคน


เนื้อนาบุญ : กลอนคติเตือนใจ


๏    แม่ไก่(แต่ละตัว) ไข่ให้ ไม่เท่ากัน............................ข้าวแล แต่ละพันธุ์ ผันแผกผล(ผลิต)

มอบงาน การหมาย ให้ผู้คน...............................แต่ละคน ทำ(งาน)ได้ ไม่เท่ามี


๏    ฉันใด ฉันนั้น การทานให้.......................................หวังได้ ปุญญา ประเสริฐศรี

จึงต้อง พินิจ คิดให้ดี.........................................อย่าสักแต่ แค่มี ก็พลีเงิน


๏    ทุกวัน มีขอทาน ผ่านมาขอ(เงิน)............................พวกขี้ เมาก็ ขอไม่เขิน(อาย)

วันดี คืนดี พระ-ชี เดิน.......................................ขอเงิน ทอดผ้าป่า สามัคคีฯลฯ

 

๏    ขายของ ผองพระ ก็มาขอ(ของไปใช้)*....................บ้างก็ ฉ้อขโมย โดยบัดสี

ใช่ว่า ผ้าเหลือง เรืองฤทธี..................................เปลี่ยนโจร เป็นคนดี ทันที(ที่ห่ม)ครอง


๏    ทำทาน กับพระ อย่ามักง่าย....................................อาจไม่กลาย เป็นบุญ หนุนสนอง

กลับเป็น เลี้ยงโจร อกุศลจอง............................เศร้าหมอง เสียใจ อายสิ้นดี


๏    พระสงฆ์ สาวก(๔ คู่) ๘ บุรุษ**................................พิสุทธิ์ อุตส่าห์ ทำหน้าที่

ตามธรรม (มะ)วินัย ใสโสภี................................สมควร ศักดิ์ศรี "เนื้อนาบุญ"

 

๏    มีพระ(พวกหนึ่ง) มากมาย มุ่งไสยศาสตร์..................ประหลาด วัตรพรต โฉดสถุล

คนโง่ งมงาย เชื่อไสยคุณ(คุณไสย)...................หลงเอื้อ เจือจุน หนุนมากมี

 

๏    (อีกพวก)มักอ้าง ทำตาม ธรรมวินัย.............................(แต่)ตั้งกฎ ตามใจ ไกลวิถี(พุทธ)

แสดงละคร เคร่งครัด ปฏิบัติดี............................แต่(ข้อวัตรปฏิบัติ)ไม่มี ตามธรรม (มะ)วินัย


๏    ๒ พวก แพร่หลาย ให้สังเกต...................................สร้างเลศ(เพื่อ) ลาภ-สัก การะใคร่***

อยากรู้ ความจริง สิ่งถูก(ต้องเป็นอย่าง)ใด?.........เพียรศึกษา พระไตร ปิฎกเทอญฯ


๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๔


*ผู้เขียนทำธุรกิจร้านขายสินค้า

มีพระไม่น้อย(พระส่วนใหญ่ซื้อของง่าย-มีเงิน) ชอบทำทีมาซื้อของ พอต้องจ่ายเงินก็อ้างว่า เงินไม่พอบ้าง อ้างว่าที่ผ่านมาจะมีคนถวายบ้าง(จะให้ถวายฟรีๆ แต่ทำทีมาซื้อ)

บางคนก็ตั้งใจมาขโมยของ โดยให้หยิบของมาให้เลือกหลายๆชิ้น เอามาให้เลือกแล้วก็ยังบอกว่าขอดูชิ้นอื่นอีก พอหันหลังไปหยิบของอื่น พระก็แอบเอาของใส่ย่าม สุดท้ายก็ไม่ซื้อ อ้างว่าไม่ถูกใจบ้าง เงินไม่พอบ้าง.


**บุคคล ๔ คู่ ๘ บุรุษ นี้เท่านั้นที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น " พระสงฆ์สาวก หรือ อริยสงฆ์ " ได้แก่

คู่ที่ ๑ ผู้ตั้งใจปฏิบัติใน โสดาบัน มรรค + ผู้บรรลุ โสดาบัน ผล

คู่ที่ ๒ ผู้ตั้งใจปฏิบัติใน สกทาคามี มรรค + ผู้บรรลุ สกทาคามี ผล

คู่ที่ ๓ ผู้ตั้งใจปฏิบัติใน อนาคามี มรรค + ผู้บรรลุ อนาคามี ผล

คู่ที่ ๔ ผู้ตั้งใจปฏิบัติใน อรหันต์ มรรค + ผู้บรรลุ อรหันต์ ผล

พระนอกนั้นไม่ถือว่าเป็นพระสงฆ์ มักถูกเรียกว่า "สมมุติสงฆ์"

(อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ตามสำนวนของผู้เขียนเอง)


***ข้อวัตรหนึ่งที่นิยมอ้างคือ พระไม่รับเงิน-ไม่เก็บเงิน-ไม่ใช้เงิน

เอาเข้าจริงๆ ให้คนอื่นรับแทน-เก็บเงินแทนพระ พระเป็นคนสั่งใช้จ่ายเงิน 

โดยเฉพาะ นิยมตั้ง "มูลนิธิ" ของวัดขึ้นมารับเงิน เจ้าอาวาสเป็นประธานสั่งใช้จ่ายเงิน หลายแห่งมีเงินเก็บหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นล้านบาท

ทำแบบนี้ก็ผิดธรรมวินัยเหมือนกันกับพระรับเงิน-เก็บเงิน-ใช้เงิน แต่ชาวบ้านไม่รู้เพราะไม่ศึกษาพระไตรปิฎก.


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
ปสาทสูตร
.....ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่ก็ดี คณะก็ดี มีประมาณเท่าใด
พระสงฆ์สาวกของตถาคต คือ คู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้ คือ พระสงฆ์สาวก
ของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของ
ทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า เรา
กล่าวว่าเลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระสงฆ์ ชนเหล่านั้น
ชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งเลิศ และวิบากอันเลิศย่อมมีแก่ชนผู้เลื่อมใสในสิ่งเลิศ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในสิ่งเลิศ ๔ ประการนี้แล ฯ
                          บุญที่เลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติคุณ สุข และพละ
                          อันเลิศ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้รู้แจ้งซึ่งธรรมอันเลิศ เลื่อมใส
                          โดยความเป็นของเลิศ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้เป็น
                          ทักขิไณยบุคคลชั้นเยี่ยม เลื่อมใสในพระธรรมอันเลิศ
                          ซึ่งเป็นธรรมปราศจากราคะ สงบและเป็นสุข เลื่อมใส
                          ในพระสงฆ์ผู้เลิศ ซึ่งเป็นบุญเขตชั้นเยี่ยม ถวายทานใน
                          ท่านผู้เลิศนั้น ผู้มีปัญญาตั้งมั่นแล้วในธรรมอันเลิศ ให้ทาน
                          แก่ท่านผู้เป็นบุญเขตอันเลิศ จะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์
                          ก็ตาม ย่อมถึงความเป็นผู้เลิศ บันเทิงอยู่ ฯ

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ความสงบเงียบงันแห่งกิเลสตัณหา : กลอนคติธรรม




ความสงบเงียบงันแห่งกิเลสตัณหา : กลอนคติธรรม

๏    แล้วจู่ๆ ฝนพรูพรั่ง ตกกลางดึก(ตกไม่นาน)...................(ตื่นเช้ามา)เมฆผนึก มวลพลัง พรางสูรย์ไร้

เช้า-เที่ยง-บ่าย ไร้อาทิตย์ คิดในใจ..........................(คง)ต้องรอไป ถึงวันพรุ่ง รุ่งทิวา(เมฆจึงคลายตัว)


๏    ความโลภ-ร้าย-หลงเห็น ไม่เป็นประโยชน์....................มีแต่โทษ กดดัน สร้างปัญหา

คือบ่อเกิด ของบาปกรรม นำชีวา..............................ประเชิญชะตา ทุกข์โศก วิโยคซอน


๏    ก็สมควร แก่การ สรรค์สติ...........................................ตั้งสมาธิ มีใจ เพียรไถ่ถอน

การปฏิเสธ กิเลสไส ไม่อาวรณ์................................นอกจากไร้ ความเดือดร้อน (ยัง)สุนทรฤดี

 

๏    ตามสังเกต เจตนา ในอารมณ์.....................................อกุศล กมลข่ม ระดมวิถี

การลดละ ขจัดกิเลส วิเศษมี...................................ยังอุระ ประเสริฐศรี วิโรจน์พราว


๏    เมื่อความโลภ-ร้าย-หลง คง(อยู่)เบาบาง......................หฤทัย ใสกระจ่าง ดุจกลางหาว

ในคืนที่ เดือนเพ็ญ เด่นสกาว..................................แลดวงดาว เพราไสว ไร้มลทิน


๏    กลางดวงมาน เกิดสันติ เมื่อกิเลส...............................หมดฤทธิ์เดช เหตุผล เพื่อรนดิ้น

(ความ)สงบสันติ์ มั่นคง ทรงดวงจินต์.......................ทุก(สภาพ)ดินฟ้า อากาศ องอาจไกร

 

๏    เมื่อกิเลส หมดแรง สำแดงฤทธิ์..................................สงบล่วง ดวงจิตราน ตัณหาไร้

บ่อยากมี อยากเป็น (อยาก)ไม่เป็นไป......................อยากอาลัย ในกาม ความว่างมี

 

๏    ความสงบ เงียบงัน แห่งตัณหา........................................มานโสภา ปรากฏ หมดจดศรี

เมื่อกิเลส ตัณหา ลดละมี........................................ความเศร้าโศก โศกี ก็มิประจัญ


๏    ข่าวโควิด ติดตาม หาทำให้........................................ดวงฤทัย ไร้กิเลส* เคร่งเครียดขัน

(ยัง)ไม่ได้ฉีด วัคซีนบ้าง ก็ช่างมัน............................มิปลุกปั่น ให้หันหุน(หุนหัน) ว้าวุ่นเอยฯ


๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔


*ในคนทั่วไป เมื่อจิตใจสงบ กิเลสตัณหาก็สงบด้วย

กิเลสตัณหาจึงสงบเป็นการชั่วคราวได้ รับรู้อารมณ์ได้ว่าเป็นอย่างไร

แต่วิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้สาวกทำประจำ คือ การทำอานาปานสติ จนปราศจากนิวรณ์๕.

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564

คุณธรรมสานสัมพันธ์ : กลอนคติธรรม



คุณธรรมสานสัมพันธ์ : กลอนคติธรรม

๏    คุณธรรม ความดี....................................ที่มี ในใจ

เป็นสื่อ สานใย...................................ให้สาย สัมพันธ์

หมดจด งดงาม..................................มีความ สมานฉันท์

รัก-สา มัคคีกัน...................................มิครั่น สั่นคลอน


๏ เช่นความ สัตย์ซื่อ(จริงใจ).......................ยึดถือ ศีลธรรม

สุจริต(ตรงไปตรงมา) กิจกรรม..............นำสุข สโมสร

ไม่ต้อง วิตก.......................................โกหก ซุกซ่อน

กลิ้งกลอก ยอกย้อน............................(ให้)เดือดร้อน ลำเค็ญ


๏    (ความ)หวังดี มีให้...................................โดยไม่ หวังผล

มิเห็น แก่ตน.......................................เอื้อ(เฟื้อ)คน อื่นเห็น

ประโยชน์ ส่วนรวม...............................สวมจิต ประสิทธิ์เน้น

ร่วมสุข-ทุกข์เข็ญ.................................มิเว้น วันคืน

 

๏    แตกต่าง(กัน) อย่างไร..............................อย่าได้ แตกแยก

เคารพสิทธิ์ ความคิดแผก......................ปลดแอก (อย่า)บังคับขืน

การเอา แต่ใจ(ตัวเอง)...........................เป็นใหญ่ (สัมพันธ์จะ)ไม่ราบรื่น

(เข้าใจ)เห็นใจ ผู้อื่น..............................หยิบยื่น ไมตรี(ทั้งคำพูด-การกระทำ)


๏    อิสระ เสรี...............................................คือวิถี คุณธรรม

อย่าชอบ ครอบงำ................................กำกับ กดขี่(เอาเปรียบคนอื่น)

(ความ)เท่าเทียม เสมอภาค...................เป็นรากฐาน อันดี

สร้างสรรค์ สัมพันธ์มี.............................จีรัง ยั่งยืน


๏    คนดี มีคุณธรรม......................................น้อมนำ สัจจะ

โสภี อาชีวะ.........................................จรัส มนัสชื่น

สมควร สานสัมพันธ์..............................สุขสันติ์ วันคืน

มิตรภาพ ราบรื่น...................................สดชื่น ยืนยาวฯ


๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๔

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ฝึกสติปัฏฐาน(๔)ใย ให้เสียเวลา : กลอนคติสอนใจ



ฝึกสติปัฏฐาน(๔)ใย ให้เสียเวลา : กลอนคติสอนใจ

๏    (ถ้ายัง)อยากกินดี อยู่ดี มีชีวิต..................................อยาก(มา)เกิดใหม่ ใฝ่จิต ติดใจหล้า

(มัว)ฝึกสติ ปัฏฐาน(๔)ใย ไคลมรรคา.......................(เมื่อ)ไม่มุ่งมาด ปรารถนา ละโลกีย์


๏    (ยัง)อยากครองคู่ อยู่ยง จำนง(ยศ)ศักดิ์....................(ยัง)ติดใจ(ความ)รัก ติดใจกาม ตามประสี(ประสาโลกย์)

อยากรวยร่ำ ล้นอำนาจ บารมีฯลฯ............................ฝึกสติ ปัฏฐาน๔ (ไปก็)เสียเวลา


๏    ถูกบอกให้ เดินจงกรม นั่งสมาธิ................................ขาดสติ เชื่อตาม ความพระว่า

จะได้บุญ(บารมี) มากมาย ไร้ตำรา*..........................ก็หลับหู หลับตา ปฏิบ้ติไป

 

๏    ทั้งๆที่ สติปัฏฐาน เป็นงาน(กิจของ)พระ.....................มุ่งโลกุต ตระ สละ(โลก)ไซร้

เรื่องกินดี อยู่ดี มิใส่ใจ............................................หาประสงค์ เกิดใหม่(หลุดพ้น) ให้รู้ความ


๏    พระ(ไม่น้อย)ชอบสอน ส่งเดช (สักแต่)เทศนา............หวังลาภ-ยศ-สักกา ระหลากหลาม

(เพื่อ)ยกระดับ สถานะ พยายาม...............................จากคนเคย ต่ำทราม (ชาติ)กำเนิดมี


๏    หากยินดี กิเลสกาม ความกำหนัด..............................โลกุตตระตรึก ฝึกหัด(ไป) ก็บัดสี

เสมือนควาย ได้ลิ้มรส บทกวี....................................บ่เกิดมี สุนทรียภาพ ประทับจินต์

 

๏    (เข้าวัด)สวดมนต์แล้ว แจวออกมา หาซื้อหวย..............หวังลัดรวย ด้วยโชค โภคทรัพย์สิน

สุขสมหวัง ดั่งใจ รักไหลรินฯลฯ.................................สิ่งทั้งสิ้น(ทั้งปวง) ล้วนชินชา รึ้งอารมณ์

 

๏    (แค่)ตั้งหน้าทำ กรรมดี มิทำชั่ว..................................ก็เป็นเหตุ สำเร็จทั่ว หัวใจสม

(จง)รู้จักเลือก หลักธรรม** นำ(เป้าหมาย)อุดม.............อย่าโง่งม อบรมมั่ว งัวเงียเลยฯ


๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔


*พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า ฝึกกรรมฐาน เดินจงกรม นั่งสมาธิฯลฯ ทำให้ได้บุญบารมี

คนสอนน่าจะงมงายไสยศาสตร์ ไม่เข้าใจพุทธศาสน์


**หลักธรรมของพระพุทธเจ้า มีทั้งสำหรับผู้ต้องการใช้ชีวิตทางโลก มีครอบครัว เช่น ศีล๕

มีทั้งหลักธรรมเพื่อความสิ้นสุดวัฏสงสาร ไม่เหมาะกับคนต้องการครองเรือน-คนที่อยากเกิดใหม่ เช่น ศีล๘

การจะปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องเข้าใจก่อนว่า หลักธรรมนั้นๆเหมาะสำหรับใคร

อย่าสักแต่ปฏิบัติแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว เช่น อยากมีครอบครัวแต่ไปรักษาศีล๘ ประพฤติพรหมจรรย์ในวันพระ

อยากเกิดใหม่ แต่ไปฝึกสติปัฏฐาน๔ ที่สอนให้สละทางโลก

อยากร่ำรวยด้วยลาภ ยศศักดิ์ อำนาจ วาสนา แต่ไปฝึกหลักอนัตตา สุญญตา ว่างจากตัวตน ฯลฯ เสียเวลาเปล่าๆ.

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ป้องกันกาย ป้องกันใจ : กลอนคติเตือนใจ









ป้องกันกาย ป้องกันใจ : กลอนคติเตือนใจ

๏    ตุนหน้ากาก(เกรดการแพทย์) ไว้ใช้ ไปทั้งปี......................(เพราะ)สถานการณ์ วันนี้ ไม่มีหวัง

เมื่อมากคน มักง่าย ไม่เชื่อฟัง........................................มาตรการ ที่รัฐตั้ง พังสิ้นดี(ล้มเหลว)


๏    ห้ามคนงาน ทำงาน (แต่)กลับบ้าน(ต่างจังหวัด)ได้.............ตระเตรียมใจ ได้ระบาด ถนัดถนี่

วัคซีนที่ มีใช้ ก็ไม่ดี......................................................เชื้ออัปรีย์ กลายพันธุ์เก่ง เร่งแพร่ไว


๏    (จง)เอาตัวรอด ปลอดภัย ให้ได้ก่อน.................................อย่านิ่งนอน หย่อนยาน ป้องกัน(ติดเชื้อ)ไว้

(ทั่วโลก)ฉีดวัคซีน(แล้ว) เชื้อโควิด ยังติดได้...................ต้องตระหนัก รักษาหาย (ร่างกาย)ไม่เหมือนเดิม

 

๏    (จง)ป้องกันกาย ไม่ให้ ไปติดเชื้อ.....................................ป้องกันใจ ไม่เอื้อ เรื้อโรคเพิ่ม

สยบปัญหา อย่าให้ มาใหม่เติม......................................หลักธรรมเสริม พินิจ พิจารณา


๏    ลดราคะ(โลภะ) โทสะ และโมหะ......................................เพียร สละ อย่ากระสัน เพาะตัณหา

ครองชีวิต เรียบง่าย ใช้ปัญญา.......................................นี่ไม่ใช่ เวลา มาระเริง


๏    ประหยัด(การ)ใช้ จ่ายได้ ให้ประหยัด................................เศรษฐกิจ ติดขัด ชาติว้างเวิ้ง(เงินร่อยหรอ-หนี้เพิ่ม)

ประเทศส่วนใหญ่ ไม่ต่างกัน ฝันกระเจิง..........................คอยคุมเชิง ระบาด(รอบ)ใหม่ ไม่ให้มี

 

๏    ผ่อนคลายจิต คิดมากใย ไร้ประโยชน์...............................หมั่นทำดี ไม่มีโทษ ปราโมทย์ศรี

ไม่ต้องกลัว ความตาย กรายชีวี......................................ถ้าทำดี ไว้มาก พร้อมจากจร(จากโลกนี้)

 

๏    ไม่ได้ทำ กรรมชั่ว ไม่กลัวบาป.........................................จิตผ่องใส ไม่หยาบช้า หาเดือดร้อน

ชาติต่อไป ต้องได้ดี มิอาทร..........................................กฎแห่งกรรม (มี)ความแน่นอน สังวรณ์เทอญฯ


๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๔