ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564

ใครล่วงรู้อนาคต? : กลอนคติชีวิต








ใครล่วงรู้อนาคต? : กลอนคติชีวิต


๏    ลูกแมวน้อย ที่น่ารัก...............................ยังมิพัก โยนผลักไส ถูกทิ้งวัด ชัฏพงไพร.............................ร้องอาลัย ในมารดา

๏    (รับเลี้ยง)จึงตั้งชื่อ ถือวิจิตร..................ว่า "ครรชิต"(ตัวผู้) "ปริศนา"(ตัวเมีย)

"สาวิตรี"(ตัวเมีย) (ฟังดู)ศรีโสภา..........เพราะศรัทธา ภาษาไทย


๏    ใครล่วงรู้ อนาคต?...............................ใครกำหนด ชะตา(ชีวิต)ได้?

พรุ่งนี้เป็น เช่นอย่างไร?........................หรือใกล้ๆ ใน(อีกไม่กี่)นาที?


๏    วันนี้(ชีวิต)ยัง อย่างพลั้งเผลอ................สัจจ์เสมอ(เหมือน) เจอภูตผี(หลอก)

ไปวัดสู่ อยู่ดีๆ......................................กลับมีภา ระผูกพัน(เก็บลูกแมวกลับมาเลี้ยง)

 

๏    ที่ทำบุญ หวังหนุนส่ง...........................อานิสงส์ ชีวาสันติ์

มีกิน-ใช้ ไม่ขาดครัน.............................เหนือกว่านั้น (ตายไปได้สู่)สวรรค์ปอง

 

๏    หากประสบ พบปัญหา..........................(ขอให้มี)สติปัญญา สมสนอง

คลาดแคล้วไคล ไม่ขัดข้อง....................อย่างถูกต้อง ครรลองธรรม

 

๏    มุ่งมั่นใจ ในสุจริต.................................(ขอผลบุญ)จงประสิทธิ์ ชีวิตค้ำ

อย่าระหก ตกระกำ.................................ทุกข์ครวญคร่ำ น้ำตากระเซ็น

 

๏    มิหวังได้ กำไรดอก...............................(เพียรสะสม)บุญพูนพอก (ขอให้)ออกจากเข็ญ

สงสารวัฏ ตัดขาดเว้น.............................นิพพานเช่น เป็นเป้าปลายฯ

 

๒๒ มกราคม ๒๕๖๔

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

ทำดีไม่ต้องคิดมาก : กลอนคติชีวิต


ทำดีไม่ต้องคิดมาก : กลอนคติชีวิต


๏   ไม่ต้องคิด อะไรมาก....................................ไม่ต้องอยาก(ตัณหา) (ไม่ต้อง)ฝากความหวัง

ไม่ต้องรัก ไม่ต้องชัง...............................ไม่ต้องฟัง(คำชม) ไม่ต้องคุย(โอ้อวด)

 

๏    การทำดี คือ(วิถี)ชีวิต....................................(ทำ)ให้วิจิตร อย่า(ทำ)ผิด-(ทำ)ชุ่ย(ๆ)

(ดี)ทุกกิจกรรม ประจำลุย.........................(ทำอย่าง)ฉลาด-ฉลุย มิหุยฮา(ทำเล่น)


๏    (ทำ)อย่างเข้าใจ ไม่ท้อแท้............................ทำดีแม้ แล(เห็น)ปัญหา

พบอุปสรรค หนักนานา............................ยังตั้งหน้า ตั้งใจทำ(ให้ดี)


๏    ถึงทำดี (แต่ยัง)ไม่ได้ดี.................................แม้ไม่มี ใครหนุนค้ำ(สนับสนุน)

ถ้าเชื่อใจ ในกฎ(แห่ง)กรรม......................ทุกเช้า-ค่ำ ทำดี(ต่อ)ไป

 

๏    ธรรมชาติ ฉกาจกิจ......................................ชะตาลิขิต (ทุก)ชีวิตไว้

อย่าขลาดเขลา เอาใจใส่.........................คือวิสัย สาธุชน*

 

๏    เปรียบเหมือนปลา มัจฉาหมู่..........................ชลธิศอยู่ สุขะล้น(ชลธิศ=ทะเล)

ครองชีวาตม์ วิลาส วน............................มิร้อนรน (ไม่รู้สึก)ทนทรมาน

 

๏    คนทำดี มีศีลสัตย์........................................ปฏิบัติ องอาจหาญ

เพลินทำบุญ สุนทรีย์ทาน........................เปรียบเช่นปราณ การหายใจ

 

๏    มิขัดเคือง เช่นเรื่องแปลก.............................มิยลแยก เยี่ยงนิสัย(ทำเป็นสันดานยิ่งดี)

ทำ(ดี)เป็นนิจ คิดมากใย..........................(เพราะ)ผลสุดท้าย ต้องได้ดีฯ

 

๑๙ มกราคม ๒๕๖๔


*ชะตาลิขิต เป็นหน้าที่ของกฎแห่งกรรมตามธรรมชาติ

หน้าที่ของคนดี คือตั้งใจทำดี-ไม่ต้องห่วงพะวงถึงผลลัพธ์

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

บุญผ่อนเบาบรรเทาทุกข์ : กลอนกำลังใจ


บุญผ่อนเบาบรรเทาทุกข์ : กลอนกำลังใจ


๏   (บน)ภูเขาหิน หากดินดี มีน้ำหลาก...........................ก็ไม่ยาก มากหมู่ไม้ เติบหลายล้น

ปกคลุมเป็น ป่าใหญ่ วิไลยล...............................สัตว์มากมาย ใช้ซ่อนตน ด้นชีวี

 

๏    เนินเขาดิน หินไร้ ไม่รักษา......................................ตัดต้นไม้ ทำลายป่า สัตว์ผละหนี

ขาดแหล่งซ่อน นอนค้าง ร้างคีรี..........................ดวงสูรย์ศรี สาดแสง แล้งกันดาร


๏    เปรียบปานคน จน-ทราม ชาติกำเนิด........................แม้นประเสริฐ เทิดทูน บุญประสาน

ศีลธรรม สัมมา สมาทาน....................................ย่อมบันดาล ปั้นแต่ง แปลงชีวิน*


๏    ให้มีงาน-สรรเสริญ-เงินทอง-สุข..............................ผ่อนเบาทุกข์ เทวษไซร้ ให้เสื่อมสิ้น

พบหนทาง สร้างทำมา สู้หากิน...........................มิจนจินต์ ดิ้นรน บนโลกา

 

๏    ต่างกับคน เกิดจรูญ ตระกูลเลิศ..............................แต่ละเมิด ศีลธรรม (ก่อ)กรรมหยาบช้า

ถึงพื้นฐาน ปัญญาดี มีวิชา..................................บาปหนักหนา พาตกต่ำ ระกำเป็น

 

๏    ประพฤติผิด กฎหมาย กรายเข้าคุก...........................เงินมากมาย กลับไร้สุข ทุกข์ยากเข็ญ

ครอบครัวแตก แยกลาญ หลงซ่านเซ็น.................ปราศร่มเย็น เป็นอยู่ เพียงผู้เดียว

 

๏    กุศลหนุน บุญประสาท วาสนา.................................บาปหยาบช้า ขจัดสุข จงฉุกเฉลียว

อย่าประมาท สัจจา ว่านิดเดียว.............................กฎแห่งกรรม ตามเกี่ยว เหนี่ยวนำชน

 

๏    ไม่ต้องน้อย ใจนึก จงศึกษา....................................กุศลกรรม สัมมา ศุภผล

แม้เกิดมา ตกระกำ ต้อยต่ำ(ยาก)จน......................ให้อดทน ทำดี มีศรัทธาฯ

 

๑๘ มกราคม ๒๕๖๔


*กรรมใหม่ มิได้ไปลบล้างกรรมเก่า

แต่ชะตาชีวิตบนโลกนี้มีช่องว่างระหว่างกรรมเก่า ที่กรรมใหม่มีโอกาสให้ผล

เมื่อเป็นจังหวะชีวิตที่ต้องรับกรรมเก่า กรรมใหม่ก็ส่งผลอะไรไม่ได้

เมื่อจังหวะชีวิตว่างอยู่ กรรมใหม่ก็ให้ผลได้ทันที ไม่ต้องรอนาน

ขอให้สังเกตดูความเป็นจริง.

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564

ความสมหวังและความตั้งใจ : กลอนคติสอนใจ


ความสมหวังและความตั้งใจ : กลอนคติสอนใจ


๏    ก็เหมือน กับคน ยากไร้....................................ไม่มี ที่ดิน ถิ่นฐาน

ปลูกผัก ผลไม้ ไว้วันวาน(มาก่อน)..................หวังเสพ เก็บทาน แค่ฝันมี

 

๏    (ชาติก่อน)หากไม่ ได้สร้าง บุญกุศล..................หวังผล อะไร ในชาตินี้

คงได้ แค่ฝัน สัญญี......................................(ความ)สำเร็จ เผด็จศรี เกิดที่ใด?


๏    มิหนุน บุญ-ขาด วาสนา....................................แม้อุต สาหะ ขนาดไหน

ก็แสน ยากเย็น เข็ญฤทัย..............................ระเหี่ย เสียใจ อาลัยมี(กับสิ่งที่ไม่สมหวัง)


๏    ผู้ที่ มีบุญ วาสนา.............................................เพราะว่า สร้างไว้ พิไลศรี

สะสม วิกรมการ นานปี..................................ก่อนที่ สิภิรมย์ สมปอง(ไม่ใช่อยู่เฉยๆก็มีวาสนา)

 

๏    เสมือน ปลูกผัก ผลไม้.....................................อาศัย ทิพา-คืน(เวลา)สนอง(ทิพา=วัน)

สิรับ ทรัพย์สิน เงินทองฯลฯ...........................เผด็จ ผลผอง ต้องทำ(บุญ)มา

 

๏    แจกแจง แสดงตาม กรรมกฎ............................มิปด โป้สู่ มุสา

หรือหลอก ลวงหลง เข้าพงพา.......................ทำพิธี บ้าๆ อะไร(ให้มีโชค)

 

๏    (หาก)โหยหา อภิรมย์ สมประสงค์.....................ก็จง สร้างบุญ กุศลไว้

ด้วยความ ตั้งอก ตั้งใจ..................................มิใช่ (เอาแต่)ใฝ่ฝัน ทุกวันเฟ้น(เพ้อฝัน)

 

๏    ของฟรี มีที่ไหน ในโลก?.................................ผู้ที่ มีโชค โภคพูนเห็น

เพราะเขา เข้าใจ ในกฎเกณฑ์........................ศีลธรรม บำเพ็ญ (จึง)ร่มเย็นเอยฯ

 

๑๗ มกราคม ๒๕๖๔

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564

ทอดผ้าป่า(พอเป็นพิธี)สามัคคี : กลอนคติเตือนใจ

 

ทอดผ้าป่า(พอเป็นพิธี)สามัคคี : กลอนคติเตือนใจ


๏    งานทอด ผ้าป่า (พอเป็นพิธี)สามัคคี.....................จัดให้ ได้มี แสงสีสรรค์

มหรสพ-(เลี้ยง)อาหาร-การพนันฯลฯ.................เป็นประเพ ณีอัน เนื่องนานนม

 

๏    อะไร เรียกว่า "ทอดผ้าป่า"*?.............................ช่างมัน(ไม่สนใจ) ฉันปรารถนา (แค่)หรรษาสม

กระแส โลกีย์ ค่านิยม......................................โลกย์คุ้น หนุนชม ภิรมย์มอง


๏    ตั้งใจ ใคร่หา เงินตราแหน...................................ตามแผน พัฒนา พูดผยอง(ขาดเงินงบฯ)

แต่เงิน ส่วนใหญ๋่ ละลายรอง-............................รับสนอง โลกีย์ มินำพา


๏    โรงเรียน โรงบาลฯลฯ แข่งขันวัด..........................ทอดผ้าป่า ขยันจัด ถนัดหา(เงิน)

ขอเงิน ของเหล่า ชาวประชา.............................เอามา ทำอะไร ใช้จ่ายจริง?(มหรสพ-เลี้ยงโต๊ะจีนฯลฯ)

 

๏    ความคด ของคน มานฉลฉ้อ.................................(สาเหตุ)เกิดก่อ อกุศล บนโลกยิ่ง

กิเลส ตัณหา ทำละทิ้ง......................................ความกริ่ง เกรงกลัว ผลชั่ว(สนอง)คืน

 

๏    ทั้งพระ ฆราวาส อ้าง(พุทธ)ศาสนา........................แสวงหา เงินง่าย หทัยรื่น

โลกธรรม นำหน้า มารยายืน...............................สร้าง(พิธี)ผสม กลมกลืน ธรรมวินัย

 

๏    แต่ท้ายสุด สุดท้าย ใช้แค่ชื่อ................................ทอด"ผ้าป่า" หาได้คือ พุทธสมัย

เพื่อเงิน-กาม(คุณ) สำมะหา ทอดอะไร?...............ทอดอาลัย ให้จิต ทุจริตจอง

 

๏    ทอดผ้าป่า สามัคคี ที่ปรากฎ.................................ชวนสลด (ความ)คดใคร่ ไม่ถูกต้อง

ตามกระแส สังคม มุ่งสมปอง...............................กิเลสโปรด จดจ้อง (จิต)เศร้าหมองเอยฯ

 

๑๖ มกราคม ๒๕๖๔


*สมัยพุทธกาลไม่มีพิธีการ"ทอดผ้าป่า"

โดยเฉพาะ ทอดผ้าป่าเพื่อหาเงิน ผิดธรรมวินัย-พระทำไม่ได้

มีคำว่า"ผ้าป่า"ในพระไตรปิฏก ก็หมายถึง"ผ้าบังสุกุล" แปลว่า ผ้าที่เปื้อนฝุ่น(ผู้เขียน)


**ในสมัยพุทธกาล เริ่มแรกพระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระภิกษุรับผ้านุ่งห่มจากฆราวาส แต่ให้พระภิกษุเก็บผ้าบังสุกุลหรือผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามร้านตลาดหรือผ้าห่อศพที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาเพราะสกปรก มาซักล้างให้สะอาด แล้วเก็บไว้เพื่อนำมาตัดเย็บเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งที่ชำรุดเช่น ผ้านุ่งหรืออันตรวาสกหรือผ้าสบง ผ้าห่มหรือผ้าจีวรหรือผ้าอุตตราสงค์ หรือผ้าห่มซ้อนหรือสังฆาฎิ ในเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ต่อมา จึงมีพระบรมพุทธานุญาตให้รับผ้าจากฆราวาสได้ เพื่อเจริญศรัทธาของอุบาสกอุบาสิกาผู้เลื่อมใส และบรรเทาความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในการแสวงหาผ้าอีกทางหนึ่งด้วย(https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5)

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564

ไม่ใช่เมืองพุทธ : กลอนคติเตือนใจ


ไม่ใช่เมืองพุทธ : กลอนคติเตือนใจ


๏    ทอด(กฐิน)ผ้าป่า สามัคคี ต้องมีแจก...........................ของขลัง ฝังแทรก (พุทธ)ศาสนา

ทำบุญ สุนทาน ต้องวันทนา.......................................(ให้พระ)สวดคาถา อาคม พรมน้ำมนต์

 

๏    เหล็ก-ผ้า-ศิลาฯลฯเพี๊ยน เปลี่ยนเป็นยันต์....................ยิง-ฟัน ไม่เข้า เมามัวผล

(วัตถุดิบ)ซื้อมา ไม่กี่บาท ประกาศ(โฆษณา)จน............หลอกคน ขายเป็นล้าน รวยทันที


๏    วัตถุ มงคล ล้นประเทศ..............................................พระเกจิ ผู้วิเศษ เหตุฉะนี้

เมืองไทย มิใช่พุทธ สุดมากมี.....................................ไสยศาสตร์ ทัศนีย์ ที่เป็นไทย


๏    ชักชวน ชนให้ ใคร่บริจาค..........................................ช่างยาก ลำบาก หรือ(แท้จริงเพราะ)อยากได้

หวังเงิน มากๆ หลากล้นไป.........................................จึงใช้ (พุทธ)ศาสนา เชิดหน้าบัง

 

๏    ชวนชน (โง่)งมงาย ให้บริจาค.....................................ง่ายมาก หากทำที มีความขลัง(ศักดิ์สิทธิ์)

(หลอกว่า)ผลตอบแทน แสนเท่า ล้านเท่าดัง.................วาดหวัง ฝังจริต คิดโลภมี

 

๏    สมควร แก่เพศ สมณะ?...............................................หลอกล่อ คนอุระ เหนียวตระหนี่

ด้วยการ ทุริต คิดวิธี....................................................บัดสี ไสยศาสตร์ อุบาทว์บัง

 

๏    (ความจริง)เมื่อได้ ให้ทาน มานสุจริต.............................โดยมิคิด เอากำไร หลายเท่าหวัง

ความพิสุทธิ์ จุดติด จิตประดัง........................................เปี่ยมพลัง เมตตา มหาคุณ

 

๏    จิตที่ฝึก ดีแล้ว ย่อมแกล้วกล้า......................................ทรงสติ ปัญญา สุทธาหนุน

เกิดกุศล ผลกรรม สัมมาบุญ..........................................จะหมกมุ่น มนตรา พระสวดใย(ไม่เกิดประโยขน์)


๏    มีวัด แต่ทำไม ไม่ฉลาด?.............................................เพราะขาด ศรัทธา(เชื่อ) ธรรมะไซร้

พระที่ มีทั่ว มืดมัวไทย..................................................(ส่วนใหญ่)เลื่อมใส ไสยศาสตร์ อย่างชัดเจน*ฯ

 

๑๕ มกราคม ๒๕๖๔


*พระส่วนใหญ่ไม่เลื่อมใสคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงไม่ศึกษาพระไตรปิฎก

ไม่แปลกที่พระพวกนี้จะไม่เข้าใจธรรมวินัย ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ตั้งกฎกติกาตามใจตัวเอง

จะเห็นได้จากที่พระแยกย้ายไปตั้งสำนักมากมาย มักมีกิจ-วัตรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากสำนักอื่นๆ

คนไม่รู้-ไม่ศึกษาพระไตรปิฎก ก็หลงเข้าใจว่า พระเคร่ง

แต่ไม่คิดสงสัยว่า ถ้าเป็นศาสนาพุทธเหมือนกัน ทำไมมีกิจ-วัตรแตกต่างกัน?

แล้วกิจ-วัตร ที่ว่าเคร่ง ทำไปเพื่ออะไร? พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่า?

ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน แล้วพระพวกนี้วิเศษมาจากไหน? จึงมาทำกิจ-วัตร ที่แปลกแตกต่างจากคำสอนของพระพุทธเจ้าฯลฯ

พระพวกนี้ยังเป็นพระในพุทธศาสนาอยู่หรือ? ในเมื่อสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติฯลฯ