ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นรกบนดิน : กลอนสี่



นรกบนดิน : กลอนสี่

๏    รุ่งเร้า เช้าตื่น.................รมย์รื่น ลมหนาว
นภา สกาว........................เมฆขาว เบาบาง

๏    วิหค นกร้อง..................แซ่ซ้อง สล้าง
ก่อนจะ แยกทาง................ต่างคลา หากิน

๏    มัจฉา ขยับ...................คล้อยกับ กระสินธุ์
ท้องธาร ลานดิน................กรวดหิน เรียงราย

๏    ใบไม้ ร่วงลง.................วงคลื่น ขยาย
ค่อยราบ เรียบคลาย............สบายตา อาวรณ์

๏    ธรรมชาติ สดับ...............สลับ ซับซ้อน
ภิญโญ โสทร.....................อากร ชีวี(โสทร=พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน)

๏    เลี้ยงดู อุปการ................ปุราณ->ป่านนี้(อุปการ=ความช่วยเหลือเกื้อกูล)
พระคุณ พูนพี.....................ไม่มี เทียบทาน

๏    สำนึก รักษา...................อย่าตั้ง ล้างผลาญ
คิดเห็น เป็นการ...................อภิบาล ชีวี

๏    ธรรมชาติ คือบ้าน.............คือสถาน ศานติ์ศรี
อยู่ดี กินดี...........................หามี ที่ใด

๏    เท่าที่ ปรากฏ..................อนาคต อันใกล้
โลกร้อน ย้อนภัย..................อย่างไร้ อารี

๏    ถ้ายิ่ง ทำลาย..................เท่าหมาย ชั่วชี้
ทุกขา ทวี...........................ไม่มี สุขใจ

๏    มิต่าง ดั่งตก....................นรก หมกไหม้
ร้อนลาญ ปานไฟ..................ตลอดไป ตลอดกาล ฯ

๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทางผ่าน : กลอนหก



ทางผ่าน : กลอนหก

๏    บุกป่า ฝ่าดง พงไพร...................ลุยน้ำ ข้ามไป ไต่เขา
โดดเดี่ยว เดียวดาย กายเรา..............สองเท้า เท่านั้น จรรจา(จรรจา=พูด)

๏    ถิ่นที่ วิสุทธิ์ สะอาด.....................ความงาม ธรรมชาติ ปรารถนา
เลิศล้ำ สัมผัส อัทธา........................ปรีดา ปราโมทย์ จรดจินต์(อัทธา=ทางไกล)

๏    หลับตา หายใจ ให้ลึก..................รู้สึก พงไพร ให้กลิ่น
อิสระ เสรี ชีวิน................................ไม่สิ้น ไม่สุด รุจนา(รุจน=ความพึงพอใจ)

๏    กระทั่ง ย่างค่ำ ยามเย็น.................จึงเห็น ควรออก จากป่า
เศร้าแสน แทนคำ ล่ำลา....................กลับมา ทางเก่า ก้าวไกร

๏    ทว่า ชะตา ชีวิต...........................สุดคิด กลับหลัง ตั้ง(ต้น)ใหม่
ผ่านมา ผ่านแล้ว ผ่านไป....................พ้นมี พิสัย ใจปอง

๏    อดีต พิศเพียง ทางผ่าน.................เหตุการณ์ พานพบ ประสบผอง
บทเรียน เพียรจำ ทำนอง...................ทวนทบ พบช่อง ทองเทียม(เทียม=เปรียบ)

๏    หนทาง ข้างหน้า ปรากฏ................เลือกให้ ใสสด ยอดเยี่ยม
สุขี ปรีดิ์เปรม เต็มเปี่ยม......................เอมเอี่ยม อุรา อาลัย

๏    (หาก)มิสม ประสงค์ ปลงจิต............สุจริต สิทธา ปราศรัย(ปราศรัย=ปรารภ)
อดทน จนผ่าน วารภัย........................อย่ามี พิไร รำพัน

๏    อนิจ จาอัน ผันผวน.......................มิควร ยึดมั่น ถือมั่น
เมื่อผลัก จากอก โลกธรรม์..................ชีวัน พลันเบา เพราสบาย ฯ

๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชีวีต้องมีความรู้ : กลอนเจ็ด



ชีวีต้องมีความรู้ : กลอนเจ็ด

๏    สิ้นเดือน ตุลาฯ แต่ฟ้าครึ้ม.................รุ่งเช้า เซาซึม ลืมสูรย์แสง
เมฆฝน หม่นนภา ดั่งแสดง....................ขัดแย้ง กับข่าว หนาวฤดู

๏    ลมพัด จัดให้ ไม่เห็นแห้ง..................ชื้นแฝง ปานฝน ปะปนสู่
สัมผัส อ่อนนุ่ม เหมือนอุ้มชู...................พงไพร ได้อยู่ สุขสบาย

๏    เพียงฝน ไม่พอ ต่อชีวิต....................เป็นคน ต้องคิด พิศขวนขวาย
ทำมา หาเพียง พอเลี้ยงกาย..................ความหมาย ชีวา ล่านิยาม

๏    เกิดมา ทำไม ? ใคร่ครวญขบ.............ประสบ พบการณ์ พานแผกหลาม
สบทุกข์ สุขเคล้า เศร้าติดตาม................มีความ เป็นมา เพราะอะไร ?

๏    ตำรับ ตำรา แต่อดีต.........................ปราชญ์ขีด พากเขียน เพียรแจ้งไข
ศึกษา ปฏิบัติ ทัศไนย...........................สัจจะ วิสัย ใฝ่รู้(ความ)จริง

๏    อย่าเชื่อ เพราะคำ คนพร่ำบอก...........ชนปวง ลวงหลอก ชอบกลอกกลิ้ง
นิทาน ปรัมปรา อย่าอ้างอิง....................เป็นสิ่ง งมงาย มากมายมี

๏    ปราศ(ความ)รู้ อยู่ไป ไร้ประโยชน์.......ไป่เว้น เป็นโทษ โปรดถ้วนถี่
ไม่รู้ ผิด-ชอบ กรอบชั่ว-ดี......................ไม่มี จริยา ย่อมสัปดน

๏    ชีวี สิต้อง รู้ถ่องทิศ..........................ดำเนิน ชีวิต สัมฤทธิ์ผล
อย่าปล่อย ดวงตา ดามืดมน....................เป็นคน จนอับ อาภัพเอย ฯ

๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อดีของชีวิต : กาพย์ยานี๑๑



ข้อดีของชีวิต : กาพย์ยานี๑๑

๏    เหมันต์ อันอิ่งอ้อย....................ทีละน้อย ค่อยเหน็บหนาว
ฝนคลา นภาสกาว........................กลางคืนยาว กว่ากลางวัน

๏    แห้งผาย ให้สัมผัส...................พืชและสัตว์ สิ้นไพรสัณฑ์
ปรับตัว ให้ทั่วทัน.........................เพื่อสืบสาน พันธุ์เผ่าพงศ์

๏    ข้อดี ของชีวิต.........................คือสฤษฏ์ อานิสงส์
บุญสร้าง สะอางส่ง......................สู่สุคติ นิรามัย

๏    มากกว่า แค่หาสุข....................ความสนุก เท่านั้นไม่
ปล่อยกาย ปล่อยจิตใจ..................เสื่อมทรามให้ ไร้ค่าคุณ

๏    หนำซ้ำ ยังทำบาป....................ใจชั่วหยาบ สาบสถุล
ใช้ผลาญ ชีพวารพรุน....................จนขาดทุน จุนเวรกรรม

๏    (หาก)คิดได้ ใคร่ดำริ.................ศีล-สมาธิ-ปัญญาส่ำ
ศึกษา หมั่นกระทำ........................เป็นประจำ ประจักษ์จินต์

๏    จิตใส ใจสะอาด.......................คือพิลาส พิพัฒน์สิน
กุศล กั้นมลทิน.............................วิญญาณสุทธ์ ชุติมา

๏    แก่กาย ตายไปเกิด....................ภพประเสริฐ สมปรารถนา
ด้วยได้ ใช้ชีวา..............................อย่างปรีชา ปัญญาเอย ฯ

๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รู้เท่าทันคน : กลอนคติเตือนใจ



รู้เท่าทันคน : กลอนคติเตือนใจ

๏    ขอบฟ้า ขอบฟุ้ง..................เมฆมุง รุงรัง บังสูรย์
ทิวา อาดูร..............................อาพิล พอกพูน นภา(อาพิล=เศร้าหมอง)

๏    กระจัด กระจาย....................ขยาย ไร้ขอบ รอบหา
เคลื่อนไคล ช้าๆ.......................เมฆา มาคลาย เมื่อสายครัน

๏    แสงสอด ลอดสาด................เงาค่อย ทอดกวาด พาดผัน
เปลี่ยนแปลง แบ่งปัน.................ร่มเงา เท่ากัน มั่นมี

๏    แต่ความ เท่าเทียม................ปราศเปี่ยม โลกา วิถี
คุณงาม ความดี.........................ต่างมี ต่างมาน จรรยา

๏    อีกความ ลำเอียง...................บ่ายเบี่ยง เลี่ยงหลัก ภักดิ์หา
พวกพรรค รักพา........................เห็นแก่ อัตตา อาลัย

๏    ทุจริต มิจฉา..........................อุรา มารยา สาไถย
อันธพาล จัญไร..........................จิตใจ จึงชั่ว มัวมน

๏    พินิจ พิเคราะห์.......................สืบเสาะ เจาะลึก ผนึกผล
รู้เท่า ทันคน...............................รู้ท้น อกุศล กลลวง

๏    ประมาท มักง่าย......................มิวาย ยุ่งยาก หนักหน่วง
กมล คนปวง...............................มิล่วง สัตว์บรรพ สันดาน

๏    ถูกใจ จะรัก............................ผิด(ใจ)จัก ประหัต ประหาร
อยู่เคียง คนพาล..........................เปรียบปาน เคลียคลอ อสรพิษ

๏    หลีกให้ ไกลห่าง......................อยู่อย่าง ระวัง สร้างสิทธิ์
รักษา ชีวิต..................................อย่าคิด อ่อนแอ แดดวง ฯ

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มิย่อท้อต่อชะตา : กลอนคติสอนใจ



มิย่อท้อต่อชะตา : กลอนคติสอนใจ

๏    ขุนคีรี ขึ้นรอบ ริมขอบฟ้า.....................ดูละม้าย คล้ายปรา การไศล
เมฆฝนปก คลุมเขา ลำนำไพร...................กั้นฟ้าให้ ไม่เห็น เร้นสุรีย์

๏    ต้นข้าวเริ่ม ออกรวง กอพวงใหญ่............ถูกฝนพรำ ทำให้ ไม่ชันชี้
ล้มระเน ระนาด ขาดทัศนีย์........................ทำให้มี ปัญหา คราเกี่ยวครัน

๏    ยังคงครึ้ม ครองฟ้า วลาหก....................เห็น(ฝน)ทำท่า ว่าจะตก หัวอกสั่น(วลาหก=เมฆ)
จากดิ้นรน ฝนแล้ง ดั่งแกล้งกัน...................ข้าวแก่พลัน ฝนดันพรำ น้ำตานอง

๏    หรือเวรกรรม ตามรังแก แต่ปางก่อน.........ชาตินี้จึง เดือดร้อน ย้อนสนอง ?
นาต้องเช่า เขาทำ หนี้จำจอง......................หาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง ข้องลำเค็ญ

๏    หมดหน้านา หางาน ไกลบ้านเกิด.............เที่ยวเตลิด ปานวิหค นกน้อยเห็น
ขายหยาดเหงื่อ แรงงาน เช้ายันเย็น..............ความลำบาก ยากเข็ญ เช่นชะตา

๏    ได้แค่จำ ทำใจ ให้สงบ..........................เพื่อหวังพบ สุขสบาย ในชาติหน้า
ชาตินี้จะ กระทำ แต่กรรมา..........................สุจริต นิตยา มิคลาไคล

๏    ขอถือศีล กิน-ใช้ ไม่ทำบาป....................หยุดชั่วหยาบ ตราบชีวา จะหาไม่
พัฒนา จิตให้ยิ่ง ยิ่งขึ้นไป...........................มิอาลัย วิโยค ต่อโลกธรรม

๏    ขัดเกลาดวง ฤดี ละกิเลส........................มุ่งอุจเฉท ตัณหา มลส่ำ(อุจเฉท=ขาดสูญ,มล-อ่าน-มะละ)
ไม่ยึดติด อัตตา มนาตรำ.............................ตามหลักธรรม คำพุทธ พิสุทธิ์เอย ฯ

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สู่ความสมหวัง : โคลงสี่สุภาพ



สู่ความสมหวัง : โคลงสี่สุภาพ

๑. เสียงครืนทั่วผืนฟ้า................หลังฝน
แสงแปลบปลาบวาบวน.............ไป่เว้น
หวนกลับสาดสับสน..................เสียง(ฝน)ซ่า
พงพีรัชนีเร้น...........................เพลงร้อง(ของ)เรไร ฯ

๒. ฝนห่วงใยนาข้าว...................ขาดฝน ?
หัวค่ำรินร่ำจน...........................ล่วงเช้า
ยามสายยังพรั่งผล.....................พิรุณหลั่ง
ดั่งเก็บกดนานเข้า......................คั่งค้างเหลือหลาย ฯ

๓. ทุกสิ่งใครเล่าได้.....................ดังประสงค์ ?
สัจจะยังจะคง............................คู่หล้า
พลาดหวังอย่าพรั่งหลง...............ลืมสติ
ดำริหฤทัยกล้า...........................แกร่งท้าปัญหา ฯ

๔.ประคองใจมิให้.......................ซวนเซ
ถึงเก่าหวังพังเพ.........................พ่ายแพ้
ชีพยังอย่าลังเล..........................หวังใหม่
ใครขวางบ่ได้แม้.........................แต่ฟ้าพระอิศวร ฯ

๕. ควรหวัง(แต่)อย่าคลั่งไคล้..........ความหวัง
หวังแต่สิ่งอันยัง..........................(เป็น)จริงได้
ทุ่มเทพละกำลัง..........................สรรสู่
บรรลุสำเร็จไซร้...........................อย่าได้ทอดถอน ฯ

๖. คอยวิงวอนฟ้าช่วย....................อวยไฉน ?
รังเกียจการงานไกร......................ไขว่คร้าน
ทำมารยาสาไถย..........................ทุจริต
อย่าคิดสมหวังด้าน.......................ดีได้หมายถวิล ฯ

๗. กุศลศีลวัตรสร้าง.......................ทางสม
บุญทานบันดาลอุดม......................อิ่มได้
ศรัทธาค่านิยม..............................สุจริต
ชีวิตวิจิตร;ไร้................................สิ้นซากขวากหนาม ฯ

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ธรรมรักษา : กาพย์ยานี๑๑



ธรรมรักษา : กาพย์ยานี๑๑

๏    ข้างแรม สิบห้าค่ำ..................ความมืดดำ ค้ำไพรสณฑ์
ราตรี แสนวิมล..........................เกื้อสุคนธ์ กลิ่นสัตตบรรณ(ต้นตีนเป็ด)

๏    หรีดหริ่ง เรไรเร่า...................สังคีตเท่า เสียงสวรรค์
จับเจต วิเศษจรร-......................โลงจิตมั่น มโหรี

๏    ราคะ เมื่อละคลาย.................เบาสบาย ไทวิถี
โทสะ ระงับมี............................ดวงฤดี นิรามัย(นิรามัย=เป็นสุข)

๏    โมหะ มิปรากฎ.....................จินดาจรด แจ้งสดใส
คุณธรรม คืออำไพ.....................แห่งจิตใจ วิสัยทัศน์

๏    ธรรมะ จะรักษา.....................ผู้สัทธา และปฏิบัติ
สอดคล้อง ครรลองวัตร...............สุขสวัส ดิวัฒนา

๏    ธรรมแล กระแสล่อง...............ชีวาป้อง พร่องปัญหา
สันติ์สู่ เอมอุรา..........................ทุกทิวา แลรัตติกาล

๏    มีได้ หากใจรัก......................หายากนัก หากหักหาญ
ทำดี ธรรมอภิบาล......................ทำสามานย์ มลานมลาย

๏    เงินซื้อ หรือจะสม ?................มิชื่นชม มักล่มสลาย
คู่ใจ ใช่คู่กาย............................รับไม่ได้ โดยใช้มือ

๏    ธรรมะ ต้องปฏิบัติ..................สุจริตสัตย์ มนัสซื่อ
จึงงาม ดั่งร่ำลือ.........................คือจรูญ คุณค่าเอย ฯ

๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บุญบำเพ็ญเป็นที่พึ่งพา : กลอนหก



บุญบำเพ็ญเป็นที่พึ่งพา : กลอนหก

๏    เมฆค่อยสืบ ค่อยคืบคลาน................คลุมคคนานต์ โอฬารสูญ
อโณทัย ให้อาดูร................................มิบริบูรณ์ จรูญจินต์

๏    นกเอี้ยงไกร ไม่นึกกลัว....................บินร้องยั่ว แมวเจ้าถิ่น
แมวเมินใส่ เหมือนไม่ยิน......................ดียินร้าย กรายจากกัน

๏    สักครู่ครา ท้องฟ้าเปิด......................สูรย์บรรเจิด เพริศแสงสรรค์
อุ่นไอหลาก จากตาวัน..........................จรรโลงหล้า และธาษตรี

๏    บุญบำเพ็ญ เป็นที่ตั้ง........................สุขสะพรั่ง บังเกิดศรี
จริยธรรม คุณความดี............................เป็นที่พึ่ง ซึ่งอุดม

๏    การศึกษา หาความรู้........................นำไปสู่ ประสิทธิ์สม
ชีพก้าวหน้า ประชานิยม........................วิกรมกล้า ชีวากล

๏    ขัดเกลาใจ ให้วิจิตร.........................กล่อมเกลาจิต กฤดกุศล(กฤด-=ที่ทำแล้ว)
เครื่องลดทอน คลายร้อนทน..................ความโฉดฉล คนราคิน

๏    ชำนะใจ หยุดใคร่อยาก.....................ความยุ่งยาก พลันพรากสิ้น
สันติภาพ ฉาบชีวิน...............................ปานปิ่นปราชญ์ โชติชัชวาล

๏    บุญบำเพ็ญ เป็นที่พึ่ง........................เป็นสิ่งซึ่ง สร้างหลักฐาน
ชนม์ชีวี อภิบาล...................................สุขสำราญ นิรันดร ฯ

๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อยู่ดีกินดี : กลอนคติสอนใจ



อยู่ดีกินดี : กลอนคติสอนใจ

๏    ฝนมาย้ำ ว่ายัง ไม่ห่างหาย.......................ตกโปรยปราย ตอนเช้า ราวสนาน
รดผืนดิน หินแล้ง แห้งกันดาร........................แล้วตกพร่ำ ซ้ำวาร สายัณห์เย็น

๏    ณ ปลายฝน ต้นหนาว คราวเปลี่ยนผ่าน........วิปริต พิสดาร อาการเห็น
ร้อนสลับ กับฝน ปนหนาวเย็น........................พาลำเค็ญ เป็นไข้ ป่วยหลายคน

๏    หยาดน้ำใส ใสยล บนใบหญ้า....................เป็นสัญญาณ์ ว่าเมื่อคืน ร่ำรื่นฝน
ผีเสื้อกลาง คืนซ่อน นอนบ้านคน....................สุริยน สาดแสง ยังแฝงกาย

๏    ซื้อกับข้าว ก้าวไว ไปตลาด.......................ยูรยาตร บ้านย้อน ก่อนจะสาย(ยูรยาตร=เดิน)
เวลาสั้น มีค่า น่าเสียดาย...............................เร่งขวนขวาย กรรมา การหากิน

๏    ตราบเท่าที่ หัวใจ ไม่หยุดเต้น....................ความจำเป็น จับจ่าย จึงไม่สิ้น
ตราบเท่าที่ ต้องการ ศานติ์ชีวิน......................วัฒนา อาจิณ จงดิ้นรน

๏    ประกอบการ งานไกร อย่าได้ขลาด.............เพิ่มทักษะ ความสามารถ พิลาสผล
เรียนความรู้ ใหม่ๆ ในสากล...........................อย่าเป็นคน มนมิจฉา อันธพาล

๏    อยากได้ดี (เป็นคน)มีค่า (จง)ศึกษาปราชญ์...ผู้ประสาธน์ ปรัชญา พิทยฐาน
มิใช่เร่า เมาร่ำ หาสำราญ...............................รังเกียจการ งานกิจ อวิชชา

๏    อยากทำงาน ง่ายๆ ได้เงินหลาก..................จะลำบาก อภิรมย์ สมปรารถนา
อยากอยู่ดี กินดี มีทรัพยา...............................โดยไม่แกร่ง แสวงหา อย่าฝันไป

๏    ความพยายาม คือทาง สร้างโอกาส..............ความไม่ขาด สัทธา อุราใส่
ความอดทน ประสิทธิ์ พิชิตชัย.........................สมดั่งหมาย ได้ดี สิริวิบูล ฯ

๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ธรรมชาติชีวี : กลอนคติชีวิต



ธรรมชาติชีวี : กลอนคติชีวิต
(ฉันทลักษณ์ที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง)


๏    ฝนตก เอาตอน ก่อนรุ่ง................จรุง อากาศ สะอาดเห็น
นาแล้ง ระกำ ลำเค็ญ.......................ค่อยเย็น ขยับ ข้าว(ฟื้น)กลับคืน

๏    (ข้าว)ที่เริ่ม ออกรวง พวงใหญ่.......รอให้ สุกพรั่ง ทั่วทั้งผืน(นา)
มี(ฝูง)นก ผกผิน กินกลืน..................ต้องฝืน เฝ้าไล่ ให้พ้นนา

๏    ศัตรู อยู่คู่ ชีวิต...........................(เห็นใคร)ดีกว่า จะคิด จ้องริษยา
(เห็น)ใครด้อย(กว่า)คอยชิน นินทา.....เป็นกรรม ธรรมดา สามานย์ชน

๏    หมายเก็บ เต็มเม็ด เต็มหน่วย.........รุ่มรวย ความคิด พิชิตผล
สมดั่ง ฤดี กี่คน ?.............................หลากล้น พลาดหวัง ซังกะตาย

๏    ธรรมชาติ ขาดแคลน แสนสลด.......ต้องอด ต้องทน ด้นขวนขวาย
ผู้ที่ ปรีดา รักสบาย...........................เกียจคร้าน บั้นปลาย (จะ)ทุรายทุรน

๏    เชื่อใจ ใครได้ ลำบาก...................โลกหลาก (ผู้)มักรอ โฉดฉ้อฉล
เห็นหน้า ตาดี พิมล..........................ใจล้น โจรกรรม์ แจ้งมารยา

๏    สิ่งสรรพ ขับดัน ชีวิต.....................เช่นฤทธิ์ สัญชาต ญาณปรารถนา
ประสม ปมสัตว์ อัตตา.......................แกร่งกล้า เกินกว่า จะท้าทาน ?

๏    จึงยล คนเป็น ส่วนใหญ่.................ชอบทำ ตามใจ ให้เหิมหาญ
ไม่มี จริยา อาจาร.............................คอยคัด คอยค้าน มานคะนอง(อาจาร=หลัก)

๏    ต่างคน ต่างสำ ความสุข................กระตุก วิตก ตรึกบกพร่อง(สำ=ซับซ้อนกัน)
เห็นแต่ แก่ตัว ทั่วตรอง......................มองข้าม ความเชื่อ เอื้ออารี

๏    เมตตา กรุณา ปรากฏ....................จะลด จรดทุกข์ ทางสุขี
รสชาติ อัศจรรย์ กรรม์ดี.....................สุทธี รสใด เทียบได้เอย ฯ(สุทธิ=แท้)

๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วัฒนธรรมทรามเสื่อม : กาพย์ฉบัง๑๖



วัฒนธรรมทรามเสื่อม : กาพย์ฉบัง๑๖

๏    ความเคยชินจากส่วนตัว................ถ่ายทอดครอบครัว
แพร่หลายไปทั่วสังคม

๏    จนเป็นประเพณีนิยม................วัฒนธรรมสม-
สั่งบ่มเพาะพฤติสำ

๏    ครรลองของการกระทำ.................ถูกต้องคลองธรรม
กลายกฎกำหนดยึดถือ

๏    ใครทำตาม=งดงามคือ.................ขัดขืนขึ้นชื่อ
ดื้อรั้นสามานย์สาไถย

๏    วัฒนธรรมถ้าดีพิไล................ต้องธรรมอำไพ
ก็ไม่ก่อเกิดปัญหา

๏    แต่บางวัฒนธรรมต่ำช้า................มากมี อวิชชา
เบาปัญญาบ้าบาปเห็น

๏    (คน)ทำดีไซร้กลายกลับเป็น..............แกะดำจำเดน
ตามเข่นฆ่าน่าสยอง

๏    (คน)ทำชั่วโฉดเฟื่องเรืองรอง.................คักคึกคะนอง
ยกย่องแซ่ซ้องสรรเสริญ

๏    แทนที่จักนำจำเริญ..................(กลับ)ชักทรามต่ำเชิญ
เดินไปในทางเสื่อมเสีย

๏    อารยธรรมเมโสโปเตเมีย...............บัดนี้ต่ำเตี้ย
เรี่ยราดอุบาทว์ศาสนา

๏    คอยแต่กดขี่บีฑา...............เคียดแค้นเข่นฆ่า
ความบ้าระห่ำลุกลามเอย ฯ

๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ใครชั่วช่างหัวมัน : กาพย์ยานี ๑๑



ใครชั่วช่างหัวมัน : กาพย์ยานี ๑๑

๏    คุณยาย ขายไม้ดอก..................จากบ้านออก มาแต่เช้า
จิตใส ใจจึงเสาว์...........................จะแก่เฒ่า ก็เพียงกาย

๏    ถือว่า ทำหน้าที่........................เลี้ยงชีวี รี่ขวนขวาย
เพียรอยู่ อย่าดูดาย........................คือเครื่องหมาย (คน)มีคุณธรรม

๏    รอบกาย คนหลายหน้า...............เคล้ากรรมา สูงคละต่ำ
คนดี ช่วยชี้(แนะ)นำ.......................คนริยำ ปล่อยตามใจ

๏    คบหา แค่คนดี..........................คนอัปรีย์ มิกรายใกล้
มิคิด ริษยาใคร..............................หรือใส่ใจ ใครโฉดฉล

๏    กรรมใด ใช่ดี/ชั่ว........................มิพันพัว กาล/ตัวคน
ชั่ว/ดี ย่อมมีผล..............................ตามกลไก กฎแห่งกรรม

๏    ใครชั่ว ช่างหัวเขา......................เตือนตัวเรา อย่าเข้าถลำ
ความดี มีศีลธรรม...........................จักจุนค้ำ ล้ำเลิศครอง

๏    คนดี อย่าวิตก............................สังคมรก คนบกพร่อง
หลักธรรม์ คือครรลอง......................ทำถูกต้อง ป้องกันไตร(ไตร=ไกร)

๏    ผลกรรม ทำชั่ว/ดี........................เกิดทันที ก็หาไม่
ผู้เฒ่า มิเร่าใจ.................................เพราะรอได้ ไร้ทุกข์เอย ฯ

๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หนี้(อยู่)นอกระบบ : กลอนคติสอนใจ



หนี้(อยู่)นอกระบบ : กลอนคติสอนใจ

๏    ไม่ค่อย เข้าใจ.................ข่าวใคร เป็นหนี้
นอกระ บบมี.......................พิไร รำพัน

๏    สำรวจ ตรวจตรา..............ชีวา ของฉัน
พ่อแม่ เผ่าพันธุ์...................เพียงสา มัญชน

๏   อดๆ อยากๆ....................ลำบาก หลากล้น
เยาว์ยัง กังวล.....................หนทาง เติบวัย

๏    จบชั้น มัธยม..................ก้มหน้า กล้าให้
พักเรียน มหา'ลัย.................ตั้งใจ ตรำงาน

๏    แลกเหงื่อ กับเงิน............เพลินความ ไม่คร้าน
เก็บทรัพย์ ศฤงคาร...............เพื่อกาล แก่ตัว

๏    รักดี ศีลธรรม..................มิช่ำ กรรมชั่ว
อบายมุข ทุกข์กลัว...............มิกลั้ว พัวพัน

๏    ใช้(จ่าย)น้อย กว่าหา........บ่บ้า แข่งขัน
สินค้า สารพัน.....................ให้มัน ทันสมัย

๏    มิคิด ติดคร่ำ....................รวยร่ำ เหนือใคร
พอกิน พอใช้.......................ก็ไม่ กังวล

๏    ไม่เคย ทุจริต...................ไร้จิต ฉ้อฉล
และไม่ ดิ้นรน.......................จนเกิน กำลัง

๏    ไม่งอ มือเท้า...................ไม่เฝ้า ฝัน-หวัง
งานหนัก ไม่ชัง.....................เบาไม่ ยั้งมือ

๏    ตั้งใจ ปฏิบัติ.....................สัทธา สัตย์ซื่อ
บุญ-บาป นับถือ.....................คือ(สิ่งที่)เรา เคารพ

๏    หนี้สิน ผินออก...................อยู่นอก ระบบ
สุขศานติ์ พานพบ...................ไม่ลบ เลือนเลย ฯ

๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม : โคลงสี่สุภาพ



ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม : โคลงสี่สุภาพ

๑. ลมหนาวพัดพาตแล้ว............แก้วสุดา
อรุณรุ่ง อจลา.........................หมอกฟุ้ง(อจลา=แผ่นดิน)
เมฆบางพรางสุริยา..................ไม่หมด
ปรากฏรุจิราคุ้ง........................จรัสแจ้งแสงสูรย์ ฯ

๒. อนาดูรเดือดร้อน..................ลมหนาว(อนาดูร=ไม่เดือดร้อน)
บรรดาคนหนุ่มสาว...................เร่าซื้อ
เครื่องตกแต่งกายราว................รักสนุก
เป็นสุขกับการรื้อ......................เสื้อผ้าใส่ประดอย ฯ(ประดอย=ทำให้งามยิ่งขึ้น)

๓.พันธุ์พฤกษ์พลอยถึงหน้า.........ผลิ ดอก
ไม่มีใครมาบอก........................ไม่ช้า
กรรณิกาจะพลันพอก.................ผืนป่า
สะคราญสถานท้า.....................ทายฟ้าแดนสวรรค์ ฯ

๔. อากาศเปลี่ยนแปลงให้...........ระวัง
โรคภัยหลายประดัง...................ป่วยไข้
พยาธิสิบดบัง...........................ความสุข
ความทุกข์รุกรานให้...................ชีพไร้ราศี ฯ

๕. กายีแกร่ง->แรงล้น................ฤทัย
จิตแกร่งแบ่งปันไป....................กายน้อม
สัมพันธ์กายกับใจ......................แนบสนิท
สัมฤทธิ์ชีวิตพร้อม......................ต่อสู้ชะตาตรำ ฯ

๖. คุณธรรมกำกับให้...................ใจแข็ง
ความดีมีเรี่ยวแรง.......................ลึกล้ำ
ปัญญาพาพลิกแพลง..................เภทผ่าน
จรรยาปราการค้ำ........................ต่ำต้านมารผยอง ฯ

๗. ธรรมย่อมรักษาผู้....................ประพฤติ
ความดีคือที่ยึด..........................เหนี่ยวไว้
เวรกรรมตามติดฮึด.....................ไป่ขลาด
ชีวาตม์มิปราศไร้(คุณธรรม)...........จากน้ำใจตน ฯ

๑๗ ตุลามคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คนดี : กลอนจรรโลงใจ



คนดี : กลอนจรรโลงใจ
(ฉันทลักษณ์ที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง)

๏    ทำดี..........................ทั้งที่(อาจ)ไม่มีผล
หรือบันดาลดล.................คืนทุกข์กลับคืนตน
คือ คนดี

๏    สุจริต.........................ครองชีวิตวิถี
มนัสทัศนีย์......................ค้ำจุนจำรูญ(ความ)ดี
โอ้ วีรชน

๏    ไมตรี.........................มีให้เหลือล้น
แด่สาธารณชน.................ด้วยฤดีพิมล
ถกลวิสุทธิ์

๏    คุณค่า........................ของชีวามนุษย์
คือความไม่หยุด................สรรสร้างประโยชน์ผุด
แผ่ โลกา

๏    จิตผดุง.......................มุ่งมาดปรารถนา
ดำเนินชีวา.......................ด้วยมานะอุตสาห์
อย่าง ระวัง

๏    ทำดี...........................อย่ามิยอมหยุดยั้ง
พร้อมพีพลัง......................ที่ประดาประดัง
พรั่งชีวี

๏    ทรงคุณ.......................เสพบุญสุนทรีย์
เป็นอยู่สุขี........................ตลอดวัน-เดือน-ปี
นิรันดร

๏    จิตใจ...........................ที่ประไพไกรสร
ดั่งศศิธร...........................ณ กลางฟ้าอมร
คืนเดือนเพ็ญ

๏    สัจธรรม........................สำนึก-ตรองตรึกเห็น
ความมี-ความเป็น................ตัณหาวิรัตเว้น(วิรัต=ไม่ยินดี)
จึงเย็นใจ

๏    คนดี.............................จะทำความดีไป
อย่างมิหวั่นไหว...................เพราะความรักใคร่
ใน ความดี ฯ

๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จังหวะชีวิต : กลอนคติชีวิต








จังหวะชีวิต : กลอนคติชีวิต

๏    อรุณรุ่ง จรุงหนาว เข้าจังหวะ.................สุริยะ สีทอง ส่องรังสี
หมอกสีขาว พราวพร่าง ดั่งนที...................ท่วมพงพี บริสุทธิ์ ผุดผ่องพรรณ

๏    นภดล พ้นมี แต่สีฟ้า............................ไร้เมฆา ปรากฏ หมดจดขัณฑ์
สุดตาทอด สอดคล้อง ทำนองทัน..............จังหวะแห่ง เหมันต์ หรรษ์ฤดู

๏    กระเล็นร้อง เสียงแหลม แซมสายลม.......(ลูก)ตะขบกลม สีแดง แสวงสู่
จังหวะ(เสียง)เปลี่ยน ไปมา เหมือนหาคู่.......ที่ห่างหาย ไม่รู้ อยู่หนใด

๏    เสียงหัวใจ ไหวเต้น เป็นจังหวะ..............สอดคล้องกะ ธรรมชาติ พิลาสใส
ธรรมชาติ คือชีวิต คือจิตใจ.......................ที่นำให้ ได้อยู่ สุขารมณ์

๏    สิ่งปรุงแต่ง มีบ้าง อย่างจำกัด.................คล้องโลกีย์ ชีวาตม์ สวัสดิ์สม
ส่วนโลกธรรม์ บรรดา ค่านิยม.....................มิชื่นชม จมจิต ชิดบูชา

๏    ดำเนินชี วีจอง คล้องจังหวะ...................แห่งพุทธะ อริยสัจ ศาสนา
มีฉันทะ วิริยะ และจิตตา(จิตตะ)..................วิมังสา มาสู่ ประตูชัย

๏    ปลงฤดี ปรีดิ์ล่อง คลองชีวะ....................ตามจังหวะ เวลา อายุขัย
มิยึดมั่น ถือมั่น สิ่งอันใด.............................ด้วยเข้าใจ ในจิต อนิจจัง

๏    รู้เท่าทัน สันทัด วัฏฏ์จังหวะ....................รู้สละ อุปาทาน สังขารขัง
สิ่งที่มี ที่เป็น เฉกเช่นดัง.............................บาปบุญสร้าง จังหวะ ประสบเอย ฯ

๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การทำดีที่ย่อหย่อนย่อมมีผลน้อย : กลอนหก




การทำดีที่ย่อหย่อนย่อมมีผลน้อย : กลอนหก

๏    ธรรมดา เวลาที่...........................ลมหนาวปรี่ ณ ปลายฝน
เมฆคลุ้งคละ นภดล.........................บันดาลฝน แด่ชลธี

๏    แต่ถ้าหนาว เบาบางหน่าย.............กระแส(ลม)ไร้ คล้ายปีนี้
(บวกกับ)ความชื้นน้อย ไม่ค่อยมี.........ย่อมยากที่ ฝนสิธร(ธร=การมีไว้)

๏    การทำดี ก็มิต่าง..........................ต้องทำอย่าง จริงจังย้อน
ใจหนักแน่น มิแคลนคลอน.................(จึงจะ)เกิดอากร สะท้อนดี(อากร=บ่อเกิด)

๏    แต่ถ้าทำ(ดี)กันก้ำกึ่ง.....................ชั่วช้าครึ่ง พึงวิถี
จะว่าดี ก็ไม่ดี...................................จะได้ดี ก็มิดุล

๏    การใดก่อ อย่างย่อหย่อน...............(ย่อม)มีผลอ่อน ซ่อนสถุล
เคืองขัดเข็ญ มิเป็นคุณ......................กูลเกื้อใจ ไกรชีวา

๏    (จง)ทำความดี ถึงที่สุด..................เท่ามนุษย์ อาจอุตสาห์
ทุ่มฤดี สติปัญญา..............................ก่อนมรณา จะมาเยือน

๏    ศีล-ธรรมผอง มองเป็นมิตร..............กรรมสุจริต พิศเป็นเพื่อน
ใจพิสุทธิ์ ดุจดาวเดือน........................มิลางเลือน เคลื่อนจากใจ

๏    คุณความดี ที่กระทำ.......................จะน้อมนำ กำจรให้
มีความสุข ทุกเมื่อไป..........................พ้นเภทภัย สบายเอย ฯ

๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗