ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฤดูใบไม้ผลิบาน : โคลงสี่สุภาพ



ฤดูใบไม้ผลิบาน : โคลงสี่สุภาพ

๑. อากาศอันอบอ้าว..................ผ่าวผัน
หนาวค่อยคลายกลายวัน...........กลับร้อน
ลมพัดฝุ่นหุนหัน......................ลอยฟ่อง
นาทุ่งแดดสะท้อน....................แผดเนื้อเผาหนัง ฯ

๒. ใบไม้ผลิบานแล้ว..................รื่นฤดู
พฤกษชาติทัศนาชู....................กิ่งก้าน
ทยอยสะพรั่งพรู.......................ใบผลิ
สีอ่อนแลสลอนล้าน..................นับล้านลานไสว ฯ

๓. นกแข่งเสียงเคียงซ้อง............ขับขาน
ระงมทั่วพนาพาน......................เพรียกก้อง
แหนหาคู่สู่สมาน.......................พันธุ์สืบ
บรรยากาศอึกทึกข้อง.................ทั่วท้องธรณิน ฯ

๔. ประเพณีท้องถิ่น.....................อีสาน
เดือนสี่ฤกษ์เแต่งงาน...................เลิศครั้น
เด็ก-สาว-หนุ่ม-เฒ่าขาน..............คึกช่วย
เตรียมสิ่งของทองหมั้น................เสื้อผ้าสาละวน ฯ

๕. เป็นวัฏจักรเริ่มต้น....................ชีวา
สืบสังสารวัฏฏา..........................ใหม่ซ้ำ
เกิด-โต-แต่ง-แก่ชรา...................ตายดับ
เดินตามวิถีค้ำ............................คู่เชื้อนราฉันท์ ฯ

๖. เกิดทดแทนเหล่าผู้..................วายชนม์
ตายเพื่อลดปริมาณคน.................หลากหล้า
สุข-ทุกข์ว่ายเวียนวน...................เกิด-ดับ
เหมือนกับฤดูกาลกล้า.................แกร่งก้าวกงไกร ฯ

๗. อีกมินานใบไม้........................เติมเต็ม
เป็นป่าดก รกเอม........................อวดฟ้า
กลางปีวัสสะเกษม.......................เขียวชอุ่ม
ปลายปีมิคลาดหน้า.....................ร่วงไร้ใบสูญ ฯ

๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แรงรัก : สาลินีฉันท์



แรงรัก : สาลินีฉันท์
(ละเลยฉันทลักษณ์บางตำแหน่ง เพื่อรักษาเนื้อหา)

๏    แรงรัก ผลักดันให้..................ฤดีใคร่  พยายาม
ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตาม...........นรา(ที่)รัก ประสงค์สม

๏    เพื่อคน รักพอใจ....................(ตน)จะพลอยได้ สุขารมย์
บังเกิด ความเกลียวกลม..............ปฐมสู่ สโมสร

๏    แรงใจ ได้จากรัก....................ประสิทธิ์ศักดิ์ พระพรหมพร
สมบูรณ์ ดั่งกุญชร.......................พลาเพริศ พหุลหรรษ์(พหุล=มาก)

๏    ยอมตรำ ทนลำบาก................ผิเหนื่อยยาก จิบากบั่น
ยอมพลี แม้ชีวัน.........................เสมือนพาน สวรรค์ผล

๏    ทุ่มเท เรรวนไร้.......................สละให้ มิใฝ่ตน
งานหนัก จักเบานนท์...................เพราะโดนรัก พิทักษ์ไส

๏    ความรัก คือสักขี.....................สิปรีดี มิมีภัย
จิตจง อย่าหลงใหล.....................(ใคร)จิทำร้าย เพราะ(อ้างว่า)ใจรัก

๏    แรงโกรธ แรงโฉดชั่ว...........เห็นแก่ตัว มิกลัวผลัก-
ทุกข์ภัย ให้คนรัก........................ตระหนักแล รักแต่ตน

๏    แรง(ความ)รู้ คู่แรงรัก...............ประเสริฐฝัก สมัคร(ฝึก)ฝน
ทางให้ เกริกไกรบน.....................ถนนรัก มิพักเอย ฯ


๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คนไทย ไม่ใช่ทาส : กลอนการเมือง



คนไทย ไม่ใช่ทาส : กลอนการเมือง

๏    อำนาจใด ที่ได้มา.....................โดยเข่นฆ่า ประชาชน
(คือ)อำนาจมาร อันมืดมน...............ตั้งอยู่บน ท้นทุกข์เข็ญ

๏    ประสาทแสง แห่งความกลัว........สถิตทั่ว ชั่วกรรมเวร
กดขี่คน ให้โอนเอน.......................ยอมตนเป็น เช่นทาสผัน

๏    แม้มีปาก (แต่)ไม่มีเสียง.............มีแค่เพียง เคียงชีวัน
คอยสดับ รับใช้มัน........................ห้ามขืนขัน ตราบบรรลัย

๏    ชะตากรรม หรือความขลาด ?.......สืบชีวาตม์ สมชาติไหม ?
ประกาศตน เป็น " คนไทย "...............แต่ไฉน " ไท " ไม่มี ?

๏    ต่างอะไร (กับ)ตายทั้งเป็น ?........ชีวีเห็น เช่นทาสผี
ถูกทรชน คนอัปรีย์.........................คอยกดขี่ เบียนบีฑา

๏    การลุกขึ้น เพื่อขับไล่..................ทรราชไป ใจอุตส่าห์
ทวงอำนาจ กลับคืนมา....................คือหน้าที่ เสรีชน

๏    กำลังกาย อย่าได้ลด...................ใจทรหด ไม่หมดหน
ความกล้าหาญ บันดาลดล................ประสิทธิผล จนกำชัย

๏    ประชาชน เป็นอำนาจ..................ประเทศชาติ ผงาดใส
เพื่อรักษา อธิปไตย.........................จงสู้ไป ไม่ท้อเทอญ ฯ


๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อดทน : กลอนคติสอนใจ


อดทน : กลอนคติสอนใจ 
๏    ชีวีผอง ต้องอดทน แต่ต้นเกิด...............จำจากครรภ์ อันเลิศ ประเสริฐศรัย
มาสู่โลก ลำบาก ล้นหลากภัย...................สิ่งแวดล้อม  ห้อมกาย ให้ระกำ

๏    ท้องหิวคอย คลุกทราม ความเป็นสุข......เหน็ดเหนื่อยล้า พาทุกข์ มาลุกล้ำ
การเอาชี วี รอด ยอดเวรกรรม....................ความขาดแคลน แร้นกล้ำ ค้ำโลกา

๏    อดทนเรียน เพียรรู้ สู้ชีวิต.....................ควบคุมจิต อารมณ์ ปมปรารถนา
ปรับตัวเข้า สังคม สมคณา........................การศึกษา อาชีพ ฯลฯ บีบคั้นทรวง

๏    อดทนมุ มานะ หาเป้าหมาย..................ถึงสุดปลาย จะพ่ายแพ้ ไม่แม้ห่วง
อดทนฝืน ยืนยัน ฝันทั้งปวง......................แม้น้อยดู ลุล่วง (ดั่ง)ลวงฤดี

๏    สารพัน ปัญหา และอุปสรรค.................เป็นประจักษ์ ขากหนาม ตามวิถี
อดทนท้า ชะตากรรม ตรำชีวี....................อย่าเศร้าสร้อย ถอยหนี สู้วิริยา

๏    สัญชาตญาณ บัญชา ภาวะจิต...............ความรู้คิด เท่าทัน ข่มตัณหา
ศีลธรรม ค้ำจุน หนุนปัญญา......................ให้แกร่งกล้า กว่ากิเลส เฉทวิกล

๏    สรรพสิ่ง อิงสถิต อนิจสัจจ์....................ปริวรรต ปัจจัย ในเหตุ-ผล(ปริวรรต=เปลี่ยนแปลง)
ก่อประโยชน์-โทษภัย หลายหลากดล.........ต้องอดทน อดกลั้น ฟันฝ่าไป

๏    เวลาเคลื่อน เลื่อนพา อายุพลัด..............ชราภาพ ฉับชัด ตัดสงสัย
หลงยึดมั่น ถือมั่น สิ่งอันใด........................ล้วนไม่ใช่ ตัวตน ต้องทนเอย ฯ


๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศีลธรรมคือทรัพย์อันประเสริฐ : กาพย์ฉบัง๑๖



ศีลธรรมคือทรัพย์อันประเสริฐ : กาพย์ฉบัง๑๖

๏    มวลหมอกฟอกดงพงไพร.................ยามอรุโณทัย
ขาวไปจนสุดสายตา

๏    ครั้นต้องแสงทองส่องทา...............สีสุริยา
(เกิดเป็น)ละอองทองพร่าพราวเห็น

๏    หมอกลูบไล้กายสบายเย็น..............แดดส่องต้องเป็น
อุ่นไอให้เบนเย็นฉวี

๏    สันติสิล้นดลฤดี...............สุขเกษมเปรมปรีดิ์
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

๏    ศีลธรรมล้ำเลิศประเสริฐไกร................สรรค์สังคมให้
หยุดการทำร้าย-โฉด-ฉล

๏    คงความหมายความเป็นคน...............ประเสริฐเลิศชน
พ้นความเป็นสัตว์ดิรัจฉาน

๏    กรรมกุศลกลบันดาล...............เกิดสุขสำราญ
ประสบศานติอภิรมย์

๏    หาใช่เมามายโง่งม.............หมั่นสร้างสั่งสม
อุดมปัญญาอัชฌาศัย

๏    ปราศศัตรูอยู่ปลอดภัย..............ศีลธรรม+น้ำใจ
ยังให้ได้ดีศรีสนอง

๏    เสมือนหมอกขาวพราวครอง..............แสงสุรีย์สีทอง
เกิดเป็นละอองทองอุไร

๏    ศีลธรรมสำคัญสรรใฝ่...............เหนือทรัพย์สิ่งใด
มีไว้ย่อมได้ดีเอย ฯ


๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ลมหายใจของเวลา : กลอนเปล่า



ลมหายใจของเวลา : กลอนเปล่า

๏    ตะวันใกล้กาลอัศดงแล้วหรือ ?
แสงทองเรืองรองส่องคือ...
ถ้อยคำอันน่าเชื่อถือ
ของธรรมชาติผู้ชื่อว่า...เวลา

๏    เฝ้ามองความเป็นไปของท้องนภา
พินิจพิจารณา
เห็นความเชื่องช้าของเวลาที่ค่อยๆดำเนินไป

๏    ย้อนคำนึงถึงห้วงลึกแห่งหทัย
เหมือนเผลอไผลไปชั่วขณะ
กาลก็กลับล่วงละ
สู่เวลาสายัณห์อย่างรวดเร็ว

๏    ถอนใจเฮือกใหญ่ให้แก่สัจจา...
ที่มอบชีวามา...
แล้วกลับพรากพา
จากไปอย่างเย็นชาไม่ใยดี

๏    สังขาร...
เปรียบเสมือนพันธนาการ อันจองจำจิตวิญญาณมิให้หนี
เพื่อพลีการอันใด ?
คิดเท่าไรก็ยังไร้คำตอบ...

๏    โซ่ตรวนแห่งตัณหา
ฉุดกระชากลากพาอุราอย่างไม่ปราศรัย
มีที่มาประการใด ?
เหตุใด..จิตใจจึงต้องข้องอยู่มิรู้เลือน

๏    ด้วยเหตุฉะนี้...
ปราชญ์เมธีตั้งแต่อดีตกาล
จึงขนานฉายาให้แก่การมีชีวา ว่า...
คือ..." สังสาร / สงสาร "
เพราะสร้างความทุกข์ทรมาน มากกว่าศานติสุข

๏    ความทะยานอยากมากมายไม่สิ้นสุด
ประดุจลมหายใจแห่งจิตวิญญาณ
ชักใยให้กระหายในความต้องการ
เพื่อสืบสานสิ่งอันใด ?

๏    เมื่อการทำตามใจ
รังแต่จะนำความวุ่นวายมากมายมาให้
การฉุกคิด รู้เท่าทัน
และหยุดความกระสัน ดิ้นรนของจิตใจ
ละวาง...อย่างตั้งใจ
จะช่วยถากถาง ลบล้างความทะยานอยากได้
ไม่ยากเย็น...

๏    เมื่อลมหายใจของสังขาร
สอดคล้องส้องประสาน
กับลมหายใจของเวลา...
ชีวาอันศานติสุข ปลอดทุกข์เข็ญ
ก็จะเป็นไป...
ตามจังหวะแห่งอายุขัย...อย่างไร้ความกังวล ฯ


๒๓ กุมพันธ์ ๒๕๕๗  

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ห้ามใจมิให้รัก : กาพย์ยานี ๑๑



ห้ามใจมิให้รัก : กาพย์ยานี ๑๑

๏    เธอมี ดีตรงไหน ?....................หรือชั่วร้าย นิสัยเสีย ?
รูป(งาม)ล้ำ (แต่)ใจต่ำเตี้ย.............รักเรี่ยราด ขาดศีลธรรม

๏    รู้จัก(กันดี) หรือสักแต่ว่า...........เพิ่งพบหน้า ใจก็ระส่ำ?
ชั่ว/ดี มิน้อมนำ...........................คือ(ความ)" หลงใหล " หาใช่ " รัก "

๏    สถานะ-ฐานะ-วัย.....................สมควรไหม ? ให้ตระหนัก
วัยเรียน อย่าเพียรรัก..................ยังลำบาก(ยากจน) อย่าอยาก รน

๏    ความรัก ที่ลักลอบ...................ย่อมมิชอบ ยอบฉ้อฉล
(รัก)หลบซ่อน สะท้อนมน..............อกุศล ล้นราคี(ลักลอบรักกัน ไม่ใช่แอบรักอยู่ในใจไม่แสดงออก)

๏    รักเหลือ เพื่ออะไร ?.................ประโยชน์ใส พิไลศรี ?(รักเหลือ=รักมาก)
หรือโฉด โทษภัยมี.......................อย่าเสียสติ สิเสียน้ำตา

๏    อุปสรรค หนักแค่ไหน ?.............แม้มาก-ใหญ่ หลายปัญหา
ยากเกิน มิเพลินพา.......................ก่อทุกขา->เลิกราครัน

๏    รักเรา ยืนยาวไหม ?..................(หาก)เดี๋ยวบรรลัย อย่าใฝ่ฝัน
อนาคต (ต่างฝ่าย)หมดสำคัญ.........อย่ารักกัน (ก่อนจะ)ทรมานใจ

๏    พ่อแม่ ผู้ปกครอง.....................ญาติพี่น้อง เห็นพ้องไหม ?
สายเลือด มิเหือดไร้......................สายใยรัก มิภักดิ์เพียง

๏    เป้าหมาย ในชีวิต.....................รักนิรมิต สัมฤทธิ์เลี้ยง ?
หรือหยัด ขัดขวางเยี่ยง.................อย่าได้เสี่ยง หลีกเลี่ยงสรร

๏    ห้ามใจ มิให้รัก........................สิประจักษ์ มิยากครัน
ตัดใจ ไม่ยึดมั่น............................เพื่อชีวัน สันติ์สุขเอย ฯ


๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ใจแลแปรปรวนง่าย : กลอนคติสอนใจ



ใจแลแปรปรวนง่าย : กลอนคติสอนใจ

๏    หนาวหวน กวนให้ กายระส่ำ.............หลังฝน หล่นกรำ ร่ำอุษา
ยิ่งคล้อย ยามค่ำ ย่ำสนธยา..................ลมโหม โถมถา น่าสะพรึง

๏    ในความ มืดมน อนธการ..................เสียงลม ผสมผสาน หนาวซ่านซึ้ง
ใบไม้ ไหวพลิ้ว ปลิวอึงคะนึง.................น่าทึ่ง อากาศ ประหลาดแล

๏    เมื่อวาน ยังร้อน นอนเหงื่อซก............เมื่อเช้า ฝนตก ยกใหญ่ ; แต่
สายัณห์ ผันผวน ลมปรวนแปร...............สุดแท้ ธรรมชาติ น้อมอัชฌา(อัชฌา=ความยอมผ่อนปรน)

๏    อากาศ ปราดแปร ยังแพ้พ่าย............ใจแล แปรง่าย ไร้กังขา
ไม่เลือก ฤดูกาล วารเวลา.....................เหตุผล ค้นหา น่าเหนื่อยใจ

๏    " อย่าถือ(สา) " คือวิธี ดีที่สุด............ประดุจ อากาศ อัชฌาศัย
เล็กน้อย ปล่อยวาง " ช่างประไร "..........(ถ้า)เรื่องใหญ่ ใคร่ครวญ (ทบ)ทวนสัมพันธ์

๏    (คน)เอาแน่ ไม่ได้ อย่าใคร่คบ...........เพราะจะ มิพบ ประสบสันติ์
(คน)เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย อย่าใกล้กัน...........เสมือน เฟือนฟั่น สิอันตราย

๏    สำรวจ ตรวจตรา ภาวะจิต(ของตน).....อารมณ์ ความคิด มีฤทธิ์หลาย
อย่าให้ ผันผวน รวนง่ายดาย..................(เพราะ)สุดท้าย ร้ายผล ต้องตนเอง

๏    สติ สมาธิ เป็นที่ตั้ง..........................จิตหยั่ง สุญญา สงบเพ่ง
ข่มใจ ให้นิ่ง คลายกริ่งเกรง...................กุศลธรรม์ บรรเลง สุขเบ่งบาน ฯ


๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ 

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความรักที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ : กาพย์ยานี ๑๑



ความรักที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์  : กาพย์ยานี ๑๑


๏    มือไซร้ หากให้จับ....................จะขยับ ไปรับแขน
โอบกอด มิรอดแม้น......................ไม่แหนหวง ให้ควงกร

๏    ปากไซร้ จะได้จูบ.....................หลังได้ลูบ แก้มขวัญอ่อน
คลึงกาย ไล้บังอร.........................คือขั้นตอน โอนอ่อนตาม

๏    ไฟรา คะคุข้อง.........................การปกป้อง ไม่ต้องถาม
เคลิบเคลิ้ม เริ่มคล้อยลาม...............กามอารมณ์ เร้าโรมใจ(ใช้กามอารมณ์ เพื่อให้พ้องเสียงกับ ลาม)

๏    เสื้อผ้า ถ้าถูกถอด.....................ยากหลุดรอด โดนสอดไส้
เสียตัว จะเสียใจ...........................เพราะไร้ค่า (ใน)สายตาครัน

๏    คือรัก ไร้ศักดิ์สิทธิ์.....................สิ้นความคิด มิจฉาฉันท์
ละเมิด เพริศพรหมจรรย์..................สะท้อนทัณฑ์ สะท้านกาย

๏    เสียตัว เสียแต่ต้น......................แต่งงานหม่น พ้นความหมาย
พลาดท่า น่าเสียดาย...........................ความเสียหาย ไม่คลายคืน

๏    (ถูก)แลเป็น เหลือเดนไป............หวังรักใคร ยากได้ขืน
สัมพันธ์ มิสรรค์ชื่น...........................ขมขื่นมาน สะท้านสะทก

๏    แค่ของ มือสอง-สาม...................หรือลุกลาม สี่-ห้า-หก ฯลฯ
อัปลักษณ์ ใครอยากยก....................จากนรก โศกเศร้าเอย ฯ


๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วัยรุ่น วัยเปลี่ยนผ่าน : โคลงสี่สุภาพ



วัยรุ่น วัยเปลี่ยนผ่าน : โคลงสี่สุภาพ

๑. สุกใส ณ ขอบฟ้า........................ภาสกร
สีสันแสงบัญชร...............................ร้อนหน้า
อรุณรุ่งจรุงจร..................................จำรัส
อบอุ่นละมุนหล้า..............................เชื่องช้าสะศานติ์ ฯ

๒. หมอกหนาว ณ ทุ่งหญ้า.................คงขจร
ความเย็นเยือกเสือกซอน...................แทรกย้ำ
หนาวยังสืบสังวร..............................เวียนอยู่
อรุณรุ่งอร่ามล้ำ................................อุ่นให้หทัยหนอ ฯ

๓ รอยต่อระหว่างร้อน........................แลหนาว
ธรรมชาติพิลาสราว...........................ล่วงรู้
ประดุจดั่งหนุ่มสาว............................วัยรุ่น
รอยต่อเปลี่ยนผ่านผู้-........................ใหญ่พ้นชนม์เยาว์ ฯ

๔. ยังคิดยังจิตเพี้ยง..........................ดรุณ
กรรมกิจพิศโทษ-คุณ........................แค่น้อย
ความสุขสนุกหนุน............................เนื่องเสาะ
สัญชาตญาณคล้อย..........................อ่อนด้อยประสบการณ์ ฯ

๕. การรักดีช่วยพ้น............................เภทภัย
การข่มจิตคิดไกร..............................อดกลั้น
จึงจักเอาชนะใจ...............................ใฝ่ต่ำ
กับดักสังคมดั้น................................วางไว้(ให้)ใหลหลง ฯ

๖. มิรักดีมิพักต้อง.............................เสียคน
โฉดเขลาเมากมล............................ชั่วช้า
อนาคตย่อมมืดมน............................ตกต่ำ
ครวญคร่ำกำสลดว้า-.........................วุ่นเศร้าโศกศัลย์ ฯ

๗. กว่าจะพึงผ่านร้อน.........................ผ่านหนาว
กี่ร่องรอยด่างพราว............................เปรอะผ้า ?
มลทินกลิ่นโชยฉาว...........................เท่าไหร่ ?
ฤาประเสริฐเชิดหน้า...........................อย่างพร้อมภาคภูมิ ?


๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เสบียงบุญ : กลอนคติเตือนใจ



เสบียงบุญ : กลอนคติเตือนใจ

๏    ดูทีท่า จะหมดหนาว เข้าหน้าร้อน..............สายลมอ่อน พัดเย็น มิเห็นแห้ง
เลิกควานหา ผ้าห่ม ประทมแปลง..................สัญญาณแล้ง แฝงไว้ ให้กังวล

๏    ดอกมะม่วง พวงพาน เริ่มบานเบ่ง..............ลั่นทมไร้ ใบเคว้ง คอยเร่งฝน
หากทว่า เมฆาไคล ในนภดล........................ความร้อนวน เริ่มท้นถา ทั่วธานี

๏    ชั่วประเดี๋ยว เดียวก็พ้น ผจญหนาว.............อากาศอ้าว อบอวล ชวนหลบลี้
แดดแผดเผา เร่าร้อน ทอนกายี.....................แทบไม่มี เรี่ยวแรง สู้แสงทน

๏    ประเดี๋ยวประด๋าว เข้าสู่ ฤดูร้อน.................สัจจ์สะท้อน เวลา รุดหน้าล้น
อย่ามัวหลง ระเริง บันเทิงชนม์......................ความเป็นคน คงได้ อยู่ไม่นาน

๏    หากไม่ตุน บุญไว้ ใช้(เป็น)เสบียง..............สะสมเพียง บาปให้ ใจเหิมหาญ
เกิดชาติหน้า อย่าหวัง (เป็น)ดั่งต้องการ..........ไป(เกิด)เป็นสัตว์ เดรัจฉาน/ โลกันตร์ไกล

๏    สุขที่ได้ จากการ สรรค์เวรกรรม.................(คือ)สิ่งชักนำ ทุกข์ผล หนทางให้
ทรัพย์ที่คด โกงมา อย่าดีใจ..........................ต้องตามใช้ หลายเท่า เร่าทวี

๏    การทำดี มิได้ ไร้สาระ..............................คือพาหนะ พาสู่ อุกฤษฏ์ศรี
กุศลกรรม นำไปหา สุขาวดี...........................อเวจี ลี้หลบ ประสบชัย

๏    หลังความตาย ใครว่า จะสูญสิ้น.................การได้ยิน คำเตือน เหมือนแสงไสว
ส่องมรรคา สวัสดี นิรภัย...............................จงตั้งจิต สุจริตไป ไม่ปล่อยเอย ฯ


๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ 

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ปัญหารัก : กลอนคติเตือนใจ



ปัญหารัก : กลอนคติเตือนใจ
(ฉันทลักษณ์ที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง)

๏    ความรัก..............................เกิดมา ประจักษ์ พร้อมจิตใจ
ไม่ต้อง มีใคร...........................มาสอน สั่งให้ ก็รักเป็น

๏    ปัญหา................................เกิดเพราะ อุรา พาทุกข์เข็ญ
รักไร้ กฎเกณฑ์.........................และการ ทำเล่น ไม่จริงจัง

๏    มองข้าม (ความ)เหมาะสม.......รักจึง ลาญล่ม ซมสิ้นหวัง
ขาดซึ่ง พลัง.............................ไม่ตั้ง ใจย่อม (รัก)ไม่ยั่งยืน

๏    ไร้ซึ่ง ความรู้(รัก)...................อย่าสู้ ใฝ่ฝัก รักใครอื่น
ไร้หน ผลรื่น..............................รังแต่ จะสะอื้น ขื่นดวงมาน

๏    รักแต่ ตัวเอง.........................ไม่กริ่ง ไม่เกรง เพ่งอาจหาญ
ไข่วข้อง ต้องการ.......................แต่สุข สำราญ สานแก่ตน

๏    ไม่ซื่อ สัตย์-ตรง....................รักคง เป็นได้ แค่ใคร่ฉล
เอาแต่ ใจตน............................ไม่พ้น พิบัติ ยากวัฒนา

๏    สารพัด เหตุผล.....................ที่บัน ดาลดล ผจญปัญหา
ตากตรำ น้ำตา..........................ชีวา วิกฤติ จิตวิกล

๏    ไม่พร้อม อย่าพลี...................อย่ารี่ ล่ารัก จักขัดสน
หมกมุ่น(แต่รัก) มืดมน................(เท่ากับ)รักตน ไม่เป็น ลำเค็ญเอย ฯ


๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รุ่นสู่รุ่น : กลอนคติสอนใจ



รุ่นสู่รุ่น : กลอนคติสอนใจ

๏    ภาสกร อ่อนแรง แสงจำรัส.................ไม่แจ่มชัด เพราะหมอก พรางพอกหนา
รุ่งอรุณ อร่ามมี รุจิรา.............................ที่พร่างพร่า เพียงเพรา ขาวผ่องพรรณ

๏    ป่าลับเร้น เป็นเงา เซื่องเซาสบ...........หมอกตลบ อบไอ ทั่วไพรสัณฑ์
ทัศนีย์ ธรรมชาติ ช่างอัศจรรย์.................เป็นรางวัล ปันสุข ปลุกชีวี

๏    กิ่งก้านที่ เกิดก่อน อยู่ซ้อนต่ำ.............(กิ่ง)อ่อนจรุง สูงล้ำ ตามวิถี
แจ้งธรรมา อานิสงค์ พงไพรมี.................ชักชวนชี้ พิเคราะห์ เพาะปัญญา

๏    คนรุ่นใหม่ ให้พัฒนา กว่ารุ่นเก่า...........มิเชือนแช (เพราะ)แค่เทียมเท่า=ไม่ก้าวหน้า
คนรุ่นเก่า เขาคิด-สร้าง อย่างไรมา...........ต้องตั้งตา ต่อยอด ถ่ายทอดไป

๏    องค์ความรู้ สู่สาน หมั่นศึกษา..............จริยา จิตจรัส ดัดนิสัย
ศีลธรรม สัมมา ศรัทธาไท.......................จงใส่ใจ ให้มี ดีกว่าเดิม

๏    มรดก ตกทอด อย่ามอดไหม้...............ของมีค่า อย่าขาย ใช้จ่ายเหิม
เกียรติศักดิ์ รักษา กล้าต่อเติม.................คุณความดี ทวีเพิ่ม เสริมอำไพ

๏    อย่าได้หยุด อุตส่าห์ สุดสามารถ..........ธีรชาติ ทัศนา อดิศัย
อย่ากลัวความ ลำบาก (จง)ภาคภูมิใจ...........จึงจักไม่ เสียที ที่เกิด-เป็น

๏    ทำให้คน รุ่นเก่า เขายอมรับ.................กับคุณสมบัติ พัฒนา โสภาเห็น
ให้คนรุ่น ต่อไป ได้บำเพ็ญ......................ทำประโยชน์ โดดเด่น อย่างเช่นเรา ฯ


๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความเมตตากรุณา : กาพย์ยานี ๑๑



ความเมตตากรุณา : กาพย์ยานี ๑๑

๏    โรยริน ยินหยาดฝน..................หลั่งร่วงหล่น ปนความหนาว
ราตรี นี้เกรียวกราว.......................ราวจะร่ำ คำอำลา

๏    คาดจง หนาวคงจาก................น้ำตาพราก นองฟากฟ้า
สู่ผืน พสุธา................................เป็นสัญญา สายสัมพันธ์

๏    เกิดมา ณ โลกนี้.....................ทุกชีวี มีอาสัญ
ดิ้นรน ดั้นด้นกัน..........................เพื่อสรรสร้าง พร่างสุขพี

๏    แล้วใย ไม่ยอมลด...................ยอมละคด ความกดขี่
(เอาแต่)ไตร่ตรอง จ้องจับบี-..........ฑาว่าร้าย ให้แก่กัน

๏    หาใช่ วิสัยสุด.........................ของมนุษย์ (ที่จะ)รุดขยัน
พอมี เลี้ยงชีวัน...........................และแบ่งปัน จรรโลงใจ

๏    อยู่ร่วม สำรวมกรรม..................กุศลทำ จำเริญได้
มิต้อง คับข้องใคร........................เป็น-มี-ได้ หลายกว่าเรา

๏    ของเขา เราอย่าแย่ง.................อย่ากลั่นแกล้ง ให้โศกเศร้า
(เอา)ใจเขา ใส่ใจเรา....................อย่ามัวเมา เบาปัญญา

๏    โลกหล้า จะน่าอยู่....................รอยยิ้มสู่  คู่ใบหน้า
ทุกคน ท้นศรัทธา........................กรุณา เมตตาเทอญ ฯ


๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไม่รักดี : กลอนคติเตือนใจ



ไม่รักดี : กลอนคติเตือนใจ

๏    เสียงใบไม้ ไหวพลิ้ว ลมลิ่วพัด..............ในราตรี ที่สงัด นิรัติศัย
ความหนาวเย็น เป็นเสมือน สิ่งเตือนไตร......ต้องใส่ใจ สุขภาพ ตราบชีวี(ไตร=ไกร)

๏    เรื่องบันเทิง เริงให้ ได้สนุก...................หมกมุ่นมัก จักทุกข์ ไร้สุขี
แย่งเวลา พักผ่อน นอนหลับพี...................บ้างยังมี เบียดบังงาน ทาน(อาหาร)เวลา

๏    สิ่งบันเทิง ส่วนใหญ่ ไร้สาระ.................โหมโมหะ พาฤดี สิเน่หา
อย่าติดอก ติดใจ ในมายา........................ฉุดชีวา วิปริต จิตวิกล

๏    หลง Social Medea มากเสียหาย..........ผิดพลาดย่าง ทางอบาย กลายโฉดฉล
ค่านิยม รมย์ทราม ลามเสื่อมซน................ทำอุบาทว์ ประหลาดล้น ไม่ยลเกรง

๏    ล่า " ติดตาม-กดไลค์ " กันใหลหลง.......มุ่งประสงค์ ประสา ตนกล้าเก่ง
แพร่ภาพเปลือย เปลื้องผ้า บ้าละเลง...........อลวน อลเวง มิเพ่งภัย

๏    ปราศประโยชน์ โทษหา มาใส่หัว...........ประพฤติตัว ชั่วช้า ช่ำสาไถย
ยอมเสียตัว เสียตน จนเสียใจ....................เสียอนาคต หมดได้ (เพราะ)ไม่รักดี

๏    รักกินเหล้า เมายาฯ กีฬาบัตร ฯลฯ..........ภัยพิบัติ พัดกราก ยากหลีกลี้
ค่านิยม สังคม(สมัย)ใหม่ ใยอัปรีย์..............ทิ้งความดี ศีลธรรม ตกต่ำตรอง

๏    ไม่รักดี (มัก)รักเล่น เป็นนิสัย.................ผลสุดท้าย ได้ทราม ตามสนอง
ไม่ทำดี แล้วได้ดี มิ(มีวัน)สมปอง................กฎแห่งกรรม นำครรลอง ถ่องแท้เทอญ ฯ


๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ชีวิตคู่คืองานยาก : กลอนคติเตือนใจ



ชีวิตคู่คืองานยาก : กลอนคติเตือนใจ

๏    เรียนหนังสือ ถือว่าง่าย.................อย่าเบื่อหน่าย การอ่านเขียน
สิบกว่าปี ที่พากเพียร.......................สร้างเสถียร เจียรชีวัน

๏    มีเพื่อนผอง สนองสนุก.................แสนเป็นสุข ทุกสิ่งสรรพ์
ย้อนรำลึก ตรึกสัมพันธ์.....................ยังอัศจรรย์ บันเทิงใจ

๏    ทำงานการ วัน-เดือน-ปี................แม้ยากมี ฤดียังไหว
พบอุปสรรค หนักเพียงใด..................บากบั่นได้ ไม่ยากเย็น

๏    งานทำให้ ได้เรียนรู้......................สังคมสู่ ปูทางเห็น
โลกธรรม สำคัญเป็น.........................ความรู้เช่น เกณฑ์ชีวี

๏    มีรักไซร้ ง่ายที่สุด........................ใจไม่หยุด ผุดผลิตผัน
รักใหม่ชื่น ชั่วคืนวัน..........................รักเก่านั้น ต้องหมั่นเติม

๏    ชีวิตคู่ คืองานยาก........................อิสระพราก งานหลากเพิ่ม
ความเคยชิน ชีวินเดิม.......................ปรับปรุงเสริม เริ่มใหม่วัน

๏    เผยส่วนดี ชี้ส่วนเสีย.....................ให้ระเหี่ย หรือหฤหรรษ์
เห็นแก่ตัว/ เห็นใจกัน........................สื่อสัมพันธ์ สรรค์สายใย

๏    คุณธรรม ความเสียสละ..................ต่อภาระ อันยิ่งใหญ่
ชีวิตคู่ อยู่หรือไป ?............................ขึ้นกับใจ-การก่อกรรม์

๏    ก่อนจะรัก(ใคร) อย่ามักง่าย.............หากแพ้พ่าย ไห้โศกศัลย์
การหย่าร้าง สร้างสรรพทัณฑ์...............ฝืนอยู่กัน ลาญร้าวทรวง ฯ


๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความจริง...สิ่งต้องเลือก : กลอนคติชีวิต



ความจริง...สิ่งต้องเลือก : กลอนคติชีวิต

๏    (ลม)หนาวใย ยังไม่ หมดฤทธิ์..............พัดหวน ชวนจิต พิษฐาน์
เพิ่งย่าง กลางเดือน กุมภาฯ.....................ร้อนอย่า เพิ่งเคลื่อน เยือนเคย

๏    หลายวัน ผันรวน ผวนร้อน...................แล้วย้อน หนาวเย็น เช่นเฉลย
(ฤดู)หนาวจะ ยังคง ยงเคย......................ลมเอื้อน เลื่อนเชย รำเพยพา

๏    รวี หรี่แสง แรงส่อง............................อรุณ ผุดผ่อง รองฟ้า
หมอกสุม นุ่มยวน นวลตา........................แปดนา ฬิกา ยังซึมเซา

๏    เลือกจะ ละซึ่ง บางสิ่ง........................เพื่ออิง แอบงาม ยามเช้า
เลือกละ ช้าชั่ว มัวเมา.............................เพื่อเพรา เพริศสวย ด้วย(ความ)ดี

๏    ความจริง เป็นสิ่ง ต้องเลือก.................จะเกลือก กลั้วทราม/ กล้ำศรี
เลือกทั้ง สองทาง ลางที.........................ชั่วได้ ไม่ดี มีงาม

๏    สังคม อุดม สมสัจจ์............................สารพัด วัฒนธรรม นำหลาม
ต้องเลือก ต้องสรร ต้านทราม...................หรือเลือก คล้อยตาม ต่ำไป

๏    เท่ากับ รับปาน การเป็น.......................คนเดน/คนดี วินิจฉัย
แลต้อง รองกรรม ทำไกร.........................ที่เรา ก่อไว้ ได้-มี

๏    ละทราม ธรรมสรร บรรเจิด...................จะเกิด เพริศหลาย ภัยลี้
ชีวิต พิศพัฒน์ สวัสดี..............................สุคติ ศรีใส ไพบูลย์ ฯ


๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รักเพียงเธอ : กลอนรัก



รักเพียงเธอ : กลอนรัก

๏    ใจดวงนี้ จิไร้ ใครให้รัก.........................เพราะสมัคร รักเธอ พร่ำเพ้อฝัน
แต่อดีต ติดตรึง ถึงปัจจุบัน........................มีเพียงเธอ เท่านั้น (รัก)มั่นหมดใจ

๏    อยู่กับเธอ ทีไร ใจอบอุ่น.......................รักละมุน สุนทรีย์ สุขีไฉน
มิกังวล กลทราม ความปลอดภัย.................เราต่างใฝ่ ในศีล จินต์จรรยา

๏    เอาใจใส่ ในกัน และกันเสมอ.................ปรึกษาเธอ ช่วยแปร แก้ปัญหา
คิดสุขุม รอบคอบ ชอบธรรมา.....................ทรงสติ มีปัญญา ใช่อารมณ์

๏    ซื่อสัตย์ตรง ต่อกัน สัมพันธ์ก่อ...............ไม่คิดฉ้อ ล่อฉล รนขื่นขม
ไม่ผันผวน รวนเร เล่ห์ระดม.......................สิเกลียวกลม เสมอต้น เสมอปลาย

๏    ให้เกียรติกัน และกัน หรรษ์วิถี................ไม่กดขี่ บีฑา เมตตาขยาย
เฝ้าไถ่ถาม ทุกข์สู่ อยู่สบาย.......................เวียนเอาอก เอาใจ บ่วายเว้น

๏    ได้ร่วมสุข ร่วมทุกข์ ผูกพันจิต................รวมชีวิต ไว้ด้วยกัน มิหวั่นเข็ญ
เหมือนดวงดาว พราวพันธ์ เพียงจันทร์เพ็ญ....สงบเย็น เห็นชื่น ทุกคืนครัน

๏    อยู่ที่ไหน ก็ได้ ให้มีเธอ..........................แม้ต้องเจอ เหนื่อยยาก จะบากบั่น
ความดีงาม นำพา มารักกัน........................คู่ประสงค์ คงประสาน นิรันดร

๏    มิใช่เธอ จะขอไม่ มีใครอื่น.....................แม้ยามตื่น มิได้มา สโมสร
รอยามฝัน รักหวานชื่น รื่นอมร.....................ไม่แคลนคลอน จรจิต จวบนิตยา ฯ


๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗