ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

หยาดเหงื่อแรงงาน : โคลงสี่สุภาพ



หยาดเหงื่อแรงงาน : โคลงสี่สุภาพ

๑. อากาศแสนอบอ้าว..................อวลไฉน
แดดส่องสาดปราดไป.................ปลุกร้อน
คน-สัตว์เลี่ยงหลบใน..................เนาร่ม
เหงื่อโทรมทอนแรงย้อน..............ดื่มน้ำดับระหาย ฯ

๒. หยาดเหงื่อจากการใช้..............แรงงาน
ยืดอายุสังขาร............................ยืนยั้ง
โรคภัยไม่คืบคลาน......................เบียนเบียด
อย่าเดียดฉันท์หยันรั้ง..................เหงื่อ=น้ำทิพย์ชโลม ฯ

๓. มากกว่าโหมมุ่งได้...................เงินตรา
" งาน " คือแหล่งนันทนา.............การให้
แบบฝึกหัดปัญญา.......................ปฏิบัติ
สวัสดิสนุกใกล้............................เล่น+รู้อุดมศรี ฯ

๔. ผ่านงานมิมอบแม้.....................ปริญญา(บัตร)
แต่ผลงาน=สัญญา.......................เปรียบได้
ประสบการณ์ปานวิชา....................สำเร็จ
เผด็จวิเศษสมให้..........................ชุบเลี้ยงชีวัน ฯ

๕. เสียเวลาเพราะ(ทำ)งานไซร้........ไป่มี
งานช่วยชูชีวี................................เลิศล้ำ
วันวารผ่านอย่างพี.........................คุณค่า
ความปริสุทธิ์จุนค้ำ........................สุขได้สบายสนอง ฯ

๖. ผลงานรองเรืองสร้าง..................ศักดิ์ศรี
บริการสาธารณ์ดี...........................ก่อเกื้อ
ประเสริฐบุญบารมี..........................สมบัติ
อัศจรรย์สวรรค์เอื้อ.........................ไป่แพ้บุญใด ฯ

๗. ขอเพียงทำงานให้......................สุจริต
มิโฉดฉลกลคิด..............................ชั่วช้า
เสมอมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์.........................ปกปัก
ปกเกศ ; เทวษว้า...........................วุ่นไร้ฤทัยสม ฯ

๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

ภาระสังคม : กาพย์สุรางคนางค์๒๘



ภาระสังคม : กาพย์สุรางคนางค์๒๘

๏    ........................................งานทำ สามพัน
รับเงิน เดือนกัน........................คนละ สามหมื่น
ตำแหน่ง หน้าที่........................มีไว้ หยิบยื่น
แลกเปลี่ยน ผลดื่น.....................ประโยชน์ ส่วนตัว

๏    .........................................รักษา พยาบาล
พ่อแม่ ลูกหลาน........................วงศ์วาน เมียผัว
ร่วมใช้ บริการ...........................สำราญ ถ้วนทั่ว
แก่ไป ไม่กลัว...........................(มี)บำเหน็จ บำนาญ

๏    .........................................ทุจริต ฉ้อฉล
โกงกิน กันจน...........................เป็นกิจ พื้นฐาน
รับเงิน สินบน............................กมล สามานย์
เบียดบัง งานกาล.......................เกียจคร้าน กรรมา

๏    ..........................................เห็นแต่ แก่ตน
องค์กร ไม่สน............................ประจญ ปัญหา
เที่ยว-เล่น ตามใจ.......................ไม่ช่วย พัฒนา
เกลือกกลั้ว ชั่วช้า.......................หาอ้าง ยางอาย

๏    ..........................................ภาระ สังคม
ควรค่า อาจม.............................เสื่อมโทรม เสียหาย
ปราศจาก ประโยชน์....................ก่อโทษ มากมาย
วิกฤติ พิษร้าย............................ขายชาติ บ้านเมือง

๏    ..........................................พวกหนัก แผ่นดิน
อัปรีย์ ชีวิน................................จินต์ทราม ดำเนื่อง
เป็นปัญ หาให้............................อยู่ไป ก็เปลือง
แถมยัง ทำเขื่อง.........................เชิดหน้า ชูตา ฯ

๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

ดับร้อน : กาพย์ยานี ๑๑



ดับร้อน : กาพย์ยานี ๑๑

๏    บังอร ร้อนหรือไม่ ?........................เริ่มวันใหม่ ในเมษา ฯ
มิไร้ สายลมพา..................................รังสิมา ระอุคลาย

๏    ทำใจ ให้ใสเย็น.............................ความลำเค็ญ เร้นขยาย
กำจัด ขัดเคืองดาย.............................จะสบาย ไร้กังวล

๏    ดูไป ใครก็ต่าง...............................ตัณหาสร้าง+หาทางหน
ตอบสนอง สุขของตน..........................มิสนใจ ใครลำเค็ญ

๏    ยิ่งสร้าง ความเดือดร้อน...................ยิ่งเพิ่มร้อน สะท้อนเห็น
ยิ่งเสริม เติมประเด็น............................ยากเย็นใส่ ให้สังคม

๏    (เป็น)พื้นฐาน สันดานสัตว์................(ตั้ง)แต่อุบัติ หัดสั่งสม
มารยา ค่านิยม...................................ชูชื่นชม อุดมไท

๏    อย่าคล้อย ตามความเถื่อน................อย่าลืมเลือน กุศลศรัย(ศรัย=ที่อาศัย,ที่ร่มเย็น)
อย่าทำ ตามจิตใจ...............................ใต้สำนึก คึกคะนอง

๏    สุขงาม ความสงบ(สงบกาย+ใจ)........ในพิภพ มิเป็นสอง
คุณธรรม์ คือครรลอง............................คลายขัดข้อง หมองหม่นใจ

๏    สุขี (จาก)โลกียธรรม........................มักจะนำ ความ(เดือด)ร้อนให้
เร่ารุม สุมทรวงใน................................ไร้ซึ่งสุข ทุกข์แสนเอย ฯ


๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗

ความรัก+ความพร้อม : กลอนคติสอนใจ



ความรัก+ความพร้อม : กลอนคติสอนใจ

๏    ลูกจ๋า.........................................ที่เจ้า ปรารถนา จะแต่งงาน
โดยที่ ฤดี ต้องการ............................พ่อแม่ เจือจาน ช่วยเหลือ

๏    เพชรนิล สินสอด ทองหมั้น..............ค่าจัดงาน อันฟุ้งเฟื้อ
เรือนหอ รอพ่อ แม่เอื้อ........................กูลเกื้อ เลี้ยงดู ลูกให้ ฯลฯ

๏    สิ่งที่ เจ้าเฝ้า จำนง.........................นั้นคง บ่งสิ่ง สัจจ์ไซร้
ว่าเจ้า ยังเอา แต่ใจ............................และไร้ วุฒิ ภาวะ

๏    ความพร้อม ก็ยัง บ่มี.......................ความดี ก็ยัง ปรุประ
ความสามารถ-ทัศนะ...........................ยังจะ ต้องควร ขวนขวาย

๏    ไม่ได้ แต่งงาน วันนี้........................ชีวี คงร้าง วางวาย
(แต่)ความไม่ พร้อมสรรพ กลับกลาย......ทำลาย ชีวิต ครอบครัว

๏    ความรัก หรือแค่ ความใคร่ ?.............ทำให้ กระสัน กันทั่ว ?
(แม้)ไม่พร้อม ก็ยอม พันพัว..................ไม่กลัว ชั่วร่าน พาลเขลา

๏    มีรัก มิใช่ สิ่งผิด.............................แต่ผิด หากคิด มัวเมา
ไม่ดู ความพร้อม ของเรา.....................ไม่เอา ใจใส่ ในกุศล

๏    จะขาด ความรับ ผิดชอบ..................กรอบความหมาย ความเป็นคน
อย่าหวัง ความสุข ขลุกล้น....................มีแต่ ทุกข์ท้น จนตาย ฯ


๒๘ มีนาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

สายรุ้ง : กลอนคติชีวิต



สายรุ้ง : กลอนคติชีวิต

๏    ฝนโปรย โรยบิน ประทินบ่าย.............เบาบาง พร่างพราย ขจายฟุ้ง
ละเอียด ละออง ฟ่องจรุง.....................สูรย์แสง แปลงรุ้ง ปรุงระวี

๏    สายรุ้ง สูงล้ำ ข้ามขอบฟ้า................บริสุทธิ์ สะดุดตา ประภาศรี
งามเคียว เรียวโค้ง รงค์รุจี.....................จำรัส ทัศนีย์ จิรนนท์(จิรนนท์=จิร-+นนท์)

๏    รจเรข เสกสรรค์ ปานชีวิต.................วิจิตร วัฒนา โอฬาร์ผล
ปรากฏ เป็นอยู่ สู้ดิ้นรน.........................จวบจน สิ้นวัย ชีพวายวาง

๏    เป็นจริง สิ่งสรรพ กลายกลับสูญ.........ปวงเลิศ เทิดทูน จำรูญ->ร้าง
ที่สุด จุดหมาย ณ ปลายทาง..................ทุกอย่าง จางหาย (เหมือน)ไม่เคยมี

๏    ทรัพย์สิน ยศถา บรรดาศักดิ์...............ของรัก หวงแหน แสนสุขี
ยามเมื่อ มรณา มาราวี...........................ย่อมหนี มิพ้น ยลจากจร

๏    ตัวกู ของกู เคยสู่ขาน........................อันตรธาน ลาญลับ ไม่กลับย้อน
สังขาร์ กายิน เคยกินนอน.......................แข็ง(ปาน)ขอน ท่อนไม้ ไร้วิญญาณ

๏    สัมพันธ์ สัญญา มลายหมด.................ปรากฏ สุญญา ปฏิสาร(ปฏิสาร=ปฏิ+สาร)
คติ ชีวิต พิสดาร...................................เปรียบปาน สายรุ้ง รุ่งระวี

๏    สายรุ้ง ฟุ้งงาม จดจำใจ......................สูรย์ไร้ สายฝน จลจากหนี
ท้องฟ้า ว่างเปล่า ราวไม่(เคย)มี...............รัศมี สีสัน บรรเจิดเอย ฯ

๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

เครื่องกันหนาว : กลอนจรรโลงใจ



เครื่องกันหนาว : กลอนจรรโลงใจ

๏    รัตติกาล นานยาว เย็นหนาวเหน็บ...........ลมลอดเล็ด ตะเข็บข้าง ผนังฝา
ส่งเสียงซู่ ขู่ขวัญ ครั่นกายา.......................ฝืนนิทรา ผ้าห่ม ถมทับกาย

๏    ยินใบไม้ กราวกลิ้ง วิ่งตามพื้น................ช่างคึกครื้น ชื่นบาน สำราญหลาย
เหมือนหนาวเย็น เป็นมิตร อิฎฐสบาย...........เพื่อนสหาย ไพรพนา ยามรชนี(อิฎฐ-=ความน่าปรารถนา)

๏    น้ำค้างพรม รมย์รื่น ร่วมชื่นชู..................เหมันตะ ฤดู สุธาศรี
หริ่งเรไร ร้องฟัง ดั่งดนตรี..........................ค่ำคืนนี้ มีการ ประชันเพลง

๏    เมื่อเหมันต์ หันหวน มวลอากาศ..............เย็นครอบงำ ธรรมชาติ อย่างครัดเคร่ง
คนต้องหา เครื่องคลายหนาว กันเอาเอง.......ไม่มัวเกรง กลัวกาล ที่ผันแปร

๏    เปรียบเสมือน วิบากกรรม ตามให้ผล........ต้องผจญ เคราะห์เข็ญ ยากเร้นแล้
ปริวิตก โศกเศร้า เนาดวงแด.......................มิช่วยแก้ ปัญหา ชีวามี(ปริวิตก=นึกเป็นทุกข์ใจ)

๏    หากุศล หนทาง สร่างทุกข์โศก...............วิปโยค โรคใจ ได้หลีกลี้
แม้วิบาก หนักหนา ยังราวี..........................ดวงฤดี มิพรั่น ด้วยปัญญา

๏    ถึงทุกข์โศก โรคภัย ทำให้หนาว.............กุศลผ่าว เร่าอุ่น ละมุนหนา
ถึงบอบช้ำ กรำตรม กรมกายา.....................แต่อุรา ผาสุก สนุกนอง

๏    เครื่องกันหนาว คลุมกาย ไม่กลัวหนาว.....ชมหมอกขาว เช้าตรู่ สู่ฉลอง
กุศลธรรม ค้ำใจ เกรียงไกรจอง...................วิบากท่อง ผ่องทิศ ชีวิตเทอญ ฯ


๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

เหลือบสังคม : กาพย์ยานี ๑๑



เหลือบสังคม : กาพย์ยานี ๑๑

๏    สังคม อุดมเหลือบ....................เฝ้าแฝงเคลือบ พุทธศาสนา
ครองผ้า กาสาวา..........................โกนศีรษะ เลียนระบิล(กาสาวา=กาสาวะ)

๏    จากคน เคยจนตรอก.................พงศ์ขี้ครอก บ้านนอกสิ้น
บวชมา มุ่งหากิน..........................แสวงลาภ และสักการ

๏    สัมมา จริยวัตร.........................เว้นปฏิบัติ ปทัสถาน(ปทัสถาน=แบบแผนแนวปฏิบัติ)
ชอบทำ ตามสันดาน......................โฉดสามานย์ เช่นพาลชน

๏   หมั่นแต่ แบมือขอ......................พูดหลอกล่อ จ้อบุญผล
สร้างสวรรค์ วิมานดล.....................ให้คนจง หลงมัวเมา

๏    ข้าวปลา อาหารเลิศ..................ถวายข้าเถิด คนโง่เขลา
เงินทอง ต้องนำเอา.......................มอบให้ข้า บูชาคุณ

๏    ยกตน ล้นวิเศษ........................ทรงฤทธิเดช เลศสถุล
เป็นเชื้อ เนื้อนาบุญ.......................มาโปรดสัตว์ ทรรศไนย

๏    กินอยู่ อย่างหรูหรา...................ยกฐานะ ราชะไหว้
เบียนเบียด เสนียดจัญไร................ไถคนยาก ถากคนจน

๏    อ้างเพื่อ เอื้อพุทธศาสน์.............อวดอุบาทว์ อำนาจล้น
สร้างทำ กรรมสัปดน.....................จนคนเลื่อม(ใส) เอือมระอา

๏    อย่าว่า แต่จะไหว้.....................แค่เห็นได้ ให้เหม็นหน้า
อลัชชี มีมารยา............................เสมือนเหลือบ เขมือบสังคม ฯ


๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : กลอนคติสอนใจ



ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : กลอนคติสอนใจ

๏    ฝนตก เมื่อคืน.................ยังความ ชุ่มชื้น ยามเช้า
ร้อนพลัน บรรเทา................ลมหนุน เนื่องเนา เบาหวิว
ใบไม้ แห้งเกลื่อน................ถูกลม พัดเคลื่อน เลื่อนปลิว
ดินรอย พร้อยริ้ว..................ฝนหยาด วาดพลิ้ว พรรณราย(พรรณราย=งามผุดผ่อง)

๏    (ฤดู)หนาวที่ ผ่านมา........หนาวกัน นานกว่า ทุกปี
แล(ฤดู)ร้อน ปีนี้..................(คง)ร้อนนาน กว่าปี มีหลาย
เวลา เดินหน้า.....................ไม่เคย ว่าจะ กลับกลาย
จะดี หรือร้าย......................สุดท้าย (ต้อง)ยอมรับ กับ(ความเป็น)จริง

๏    อยู่กับ วันนี้....................ให้มี ความสุข ที่สุด
อย่ามัว ยื้อยุด.....................จงหลุด จากสรรค์ ฝันสิง
อดีต ผ่านใด.......................มิอาจ เอื้อมใช้ อ้างอิง
อนาคต (ทั้ง)หมดยิ่ง............ล้วนสิ่ง ยากจัก คาดเดา

๏    ควรทำ ขณะนี้.................ให้ดี สุดความ สามารถ
แม้มี ผิดพลาด....................เกินคาด ก็อย่า ขลาดเขลา
เรียนรู้ แก้ไข......................หนักแน่นไว้ มิใจเบา
ชีวิต คนเรา........................คงทำ ผิดเท่า ตราบตาย

๏    อุตส่าห์ พยายาม.............ทำความดี มีศีลสัตย์
อิทธิ จริยวัตร......................ขจัด ทุกข์เศร้า โศกหาย
กุศล ดลดาล......................ให้สุข สำราญ (ตราบ)บั้นปลาย
ชีวา สบาย.........................ใจ-กาย บริสุทธิ์ ดุษฎี ฯ (ดุษฎี=ความยินดี)


๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557

เมื่อโลกวิปริต : กลอนคติเตือนใจ



เมื่อโลกวิปริต : กลอนคติเตือนใจ

๏    เกิดพายุ ฤดูร้อน ก่อนหัวค่ำ................ลมกระหน่ำ คร่ำครวญ ชวนผวา
เมฆสีเทา เข้ากุม คลุมนภา.....................เสียงสายฟ้า ผ่า-แลบ แทบตกใจ

๏    มิทันไร ไฟฟ้า ก็มาดับ.......................ความมืดมิด สนิทนับ สิ่งสรรพไม่
นภามี แสงผ่อง ส่องอำไพ......................บันดาลให้ ได้เห็น ความเป็นจริง

๏    ต้นไม้โดน ลมทึ้ง รึ้งลากฉุด................กิ่งใบหลุด ร่วงลิ่ว ปลิวว่อนวิ่ง
ฝุ่นดินพุ่ง ฟุ้งกระจาย เรือนไหวติง............เผลอตัวพิง เสาไว้ ไม่(ให้)โอนเอน

๏    ฝนรินโรย โปรยปราย ไม่กี่เม็ด............แต่ฤทธิ์เดช แรงลม โถมถาเห็น
พลังพายุ ฤดูร้อน สะท้อนเป็น.................ธรรมชาติสูญ สมดุลเร้น เซ่นเภทภัย

๏    โดนพายุ ลูกเห็บ ก็หลายแห่ง.............มีบางแหล่ง ไม่เบา (ขนาด)เท่าไข่ไก่
ทะลุหลังคา บ้านช่อง ต้องบรรลัย............ผลผลิต เสียหาย พ่ายหมดตัว

๏    ยิ่งนับวัน มหันตภัย ในธรรมชาติ..........ยิ่งอุบาทว์ รุนแรง แปลงเปลี่ยนทั่ว
(แต่)คนโลภมาก ทั้งหลาย กลับไม่กลัว....เห็นแก่ตัว ชั่วกล้า หล้าทำลาย

๏    อนาถใจ ประเทศไทย แทบไร้ป่า........อนิจจา ป่าสงวน ล้วนหดหาย
ถูกบุกรุก ต้นน้ำ ตามสบาย....................ข้าราชการ ตัวร้าย ช่วยนายทุน

๏    เมื่อป่าสิ้น ดินไม่คลุม (ย่อม)หมดชุ่มชื้น....ทั่วทั้งพื้น พสุธา ชีวาสุญ
อากาศปรวน รวนแปร แลชุลมุน...............พายุหมุน-น้ำท่วม อ่วมอรทัย

๏    ธรรมชาติ ทั่วโลกา วิปริต.....................ทุกชีวิต คิดหนี (ไป)อยู่ที่ไหน ?
ล้วนแต่ต้อง พ้องพาน มหันตภัย................ปราศจากสุข ทุกข์ไส จวบตายเอย ฯ


๒๓ มีนาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

พวกกูไม่ผิด : กลอนการเมือง



พวกกูไม่ผิด : กลอนการเมือง

๏    โดนไม่โดน เลขบน-ล่าง กูยังล็อก..............(ขายข้าว)จีทูจี กูหลอก บอกเห็นๆ
ฉีกกฎหมาย รัฐธรรมนูญ สูญกฎเกณฑ์...........M79 เอา(มา)ยิงเล่น ไม่เป็นไร ฯลฯ

๏    พวกกูทำ กรรมใดๆ ไม่เคยผิด....................แม้ทุจริต คดโกง ก็โปร่งใส
ดูขนาด ราชประสงค์ กูจงใจ...........................ปล้น-เผาไหม้ กูยังได้ เป็นรัฐบาล !

๏    ก็แค่เอา เงินมากมี ที่โกงมา.......................ซื้อขี้ข้า ขี้โกง พงศ์ควายขาน
ยศ-ตำแหน่ง แต่งบรรดา ข้าราชการ-................โสเภณี ขี้คร้าน กรานกราบกู

๏    ใครมีเงิน มีอำนาจ ในชาตินี้........................ควายยินดี เป็นขี้ข้า หาอดสู
สั่งให้ทำ ตามทุกอย่าง ช่างชื่นชู......................คนอย่างกู จึงอยู่ยง คงกระพัน

๏     "เป็นประชา ธิปไตย" คล้ายคำสั่ง.............."มาจากการ เลือกตั้ง" อ้างขยัน(ขยันอ้าง)
(กู)ผิดกฎหมาย ใครฟ้อง ยิงพ่องมัน..................ยิงทุกวัน มั่นใจ (ตะกวด)ไม่จับกู

๏    ศาลตัดสิน ไม่ถูกใจ (กู)ไม่ยอมรับ................"สองมาตรฐาน" สวนกลับ ขับเคลื่อนสู้
"แยกประเทศ ล้านนา" ท้าทายชู....................."สงครามกลาง เมือง"ขู่ สูต้องตาย

๏    พวกกูทำ อะไร ไม่เคยผิด...........................ถ้ากูผิด ก็โทษ ที่กฎหมาย
โทษองค์กร อิสระ ตามสบาย...........................สูทั้งหลาย แลผิด (อย่า)คิดเถียงกู ฯ


๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

ไร้กลีบกุหลาบ : กลอนคติสอนใจ



ไร้กลีบกุหลาบ : กลอนคติสอนใจ

๏    ตะวัน ยอแสง..................จำแลง นภา ผ่องศรี
ใกล้ตรา ราตรี......................รุจี จรัส ประภัสสร
ขอบฟ้า ประจิม....................เปรมปริ่ม สีสัน บัญชร
สัญญาณ์ หน้าร้อน................สะท้อน ขอบฟ้า นภดล

๏    สิ้นสุด อุตส่าห์.................ภาระ หน้าที่ อาชีวะ
ถึงแม้ ว่าจะ.........................ประสบ ขรุขระ ตลอดหน
ไร้กลีบ กุหลาบ....................ยล(แต่)หนาม หยาบกล้า ระคน
ก็พอ ผ่านพ้น.......................ชีวา ถนน ทนทาน

๏    ทบทวน หวนคิด...............ทำผิด พลาดบ้าง อย่างไร ?
เหตุหา ไฉน ?......................แก้ไข ใคร่ครวญ ทวนฐาน
บทเรียน เพียรพิศ.................ชีวิต จิตใจ ชัยชาญ
เอาประ สบการณ์..................เสมือน อาจารย์ อัญชุลี

๏    เรียนรู้ อะไร ?...................จากใคร ได้บ้าง หรือเปล่า ?
อย่ามัว มึนเมา......................เอาแต่ ถนัด บัดสี
กามา วิสัย...........................หลงใหล ไม่หนุน คุณมี
ล่อลวง ฤดี...........................ให้เสีย สติ ศีลธรรม

๏    เวลา ผ่านไว.....................อย่าให้ ผ่านไป เสียเปล่า
กิจผอง ของเรา.....................จงเอา ใจใส่ ให้สำ-
คัญทุก ๆอย่าง.......................เพราะต่าง สร้างวิ บากกรรม
บาปหนา อย่าทำ....................กุศล กลพร่ำ บำเพ็ญ

๏    รชนี ทีไร.........................จะได้ นิทรา ตาหลับ(รชนี=กลางคืน)
ตราบใด ตายดับ.....................ใจกลับ ไม่กลัว ทั่วเห็น
บุญทาน ที่ทำ........................น้อมนำ งามพบ สงบเย็น
กำเนิด เกิดเป็น.......................ว่างเว้น ทุคติ วิบูล ฯ


๒๑ มีนาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

จับปลาสองมือ : กาพย์ฉบัง๑๖



จับปลาสองมือ : กาพย์ฉบัง๑๖

๏    สายตาที่เธอทอดให้.................บอกความในใจ
ทำไมฉันจะไม่รู้

๏    แต่เดินข้างเธอเคียงคู่................ควงแขนแน่นอยู่
ใครดูก็รู้(ว่าเป็น) " คนรัก "

๏    เหตุไฉนใจเธอจึงจัก..............ทอดสะพานทัก
อยากรักกับฉันงั้นหรือ ?

๏    เข้าตำรา " จับปลาสองมือ ".............หลายใจร้ายคือ
ท่านถือว่าไม่ซื่อสัตย์

๏    หากไม่มั่นใจใคร่คัด(เลือก).................อย่ารีบเร่งรัด
ผูกมัดใครให้เป็นแฟน

๏    เมื่อรักกันมานหวงแหน................ถูกทิ้งทอดแม้น
จักเจ็บแค้นแสนเสียใจ

๏    อาจจะนำพาเภทภัย...............อันตรายมาให้
ฆ่ากันถึงตายหลายเห็น

๏    ทิ้งคนรักทักเป็นเวร..............เป็นกรรมลำเค็ญ
หาใช่เช่นเร้นบาปผล

๏    ก่อนคิดคบใครสักคน...............เธอจงอดทน
ศึกษามานจนมั่นใจ

๏    เมื่อคบหาคู่คราใด..............รักหนักแน่นไว้
อย่าเปลี่ยนไป-มา...นะเออ ฯ


๒๐ มีนาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทาสน้ำนม : กลอนคติเตือนใจ



ทาสน้ำนม : กลอนคติเตือนใจ

๏    มีลูกเพื่อ พึ่งพา แก้อัตภาพ............ความคิดบุญ หรือบาป พอทราบไหม ?
คนเราควร เกิดมา เพื่ออะไร ?..................ใช่หรือไม่ (ควร)ตรามาตร " ทาสน้ำนม " ?

๏    มีเงินถุง เงินถัง ก็ช่างเถอะ..................(เกิด)เป็นลูกท่าน หลานเธอ ปรนเปรอะถม
กองมรดก ตกทอด ยอดนิยม...................ชีวิตชม รมย์ชื่น รื่นอุรา

๏    แต่คนยาก คนจน คนลำบาก................ไม่กระดาก มากลูก ผูกปัญหา
เลี้ยงตัวเอง ยังไม่รอด ขอดปัญญา............ยังผลิตลูก เพื่อมา ช่วยหาเงิน

๏    ลูกเป็นแค่ เครื่องมือ หรือสินค้า............หรือยิ่งกว่า ข้าทาส แก้ขัดเขิน
เลี้ยงอดๆ อยากๆ ตรากตรำเกิน................ให้ประเชิญ ปัญหา สารพันมี

๏    เอาระบาย อารมณ์-ข่มขืน-เฆี่ยน............ขายบริการ พาลเสี้ยน เพียรบัดสี
ขายแรงงาน เด็กน้อย ถ่อยเถื่อนที.............ใช้เยี่ยงสัตว์ วัตรกดขี่ นี้หรือคน ?

๏    กตัญญู กตเวทิตา วจีกรอก..................คอยลวงหลอก บอกสู่ เป็นกุศล
ชีวิตลูก ถูกถ่อง ต้องอดทน......................เท่ากับทาส อนาถตน จนตราบตาย

๏    มันชอบธรรม หรือไม่ ควรใคร่คิด...........บังคับ(เกิดมา)มี ชีวิต ติดเป้าหมาย
เห็นแก่ตัว ชั่วช้า (เพราะพ่อแม่)อยากสบาย...ไม่ละอาย ใจหยาบ บาปโสมม

๏    ไร้บุญคุณ ข้องแวะ มีแต่เวร..................เปลี่ยนลูกเป็น ปศุสัตว์ อุบาทว์สม
ทำลูกเกิด เพื่อมา ทุกข์ระทม....................บาปกรรมกรม ห่มไห้ คงได้คืน ฯ


๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

จงทำเช่นนี้ แล้วคนดีจะตีจาก : กาพย์ยานี ๑๑



จงทำเช่นนี้ แล้วคนดีจะตีจาก : กาพย์ยานี ๑๑

๏    จงเป็น หญิงใจง่าย.................ปวงโฉดชาย ชอบกรายหา
ลิ้มกอง ลองกายา.......................ก่อนอำลา ละเหลียวแล

๏    คนดี จะตีจาก........................(เพราะ)รังเกียจซาก ; ไม่อยากแม้
พบ-ปัน สัมพันธ์แปร....................มีแต่ตรม ซมน้ำตา

๏    จงเป็น คนทุจริต.....................สามานย์ชิด จิตชั่วช้า
คนพาล ลานหลากพา..................(จะ)ร่วมคบหา สมาคม

๏    คนดี จะตีจาก.........................เพราะไม่อยาก กักขฬะสม
คบ(คน)ชั่ว ทั่วระทม....................ปราชญ์อบรม มานมนาน

๏    จงเป็น (คน)เห็นแก่ได้..............จิตสาไถย จัญไรหาญ
ทำชั่ว ทั่วชำนาญ........................แลกกับการ (ได้)ผลตอบแทน

๏    (จะ)ไม่ขาด คนบัดซบ..............เวียนมาคบ สมทบแสน
ชวนทำ ชั่วทั่วแดน.......................ไป่คลาดแคลน แหนประจำ

๏    คนดี จะตีจาก..........................(เพราะ)กลัวลำบาก หากเกลือกกล้ำ
(คน)เห็นแก่ได้ หัวใจดำ................อำมหิต ผิดผู้คน

๏    จงเป็น คนสับปลับ....................(จะ)ไร้คนนับ ถือชื่อฉล
คบใคร ไม่ทานทน........................มีแต่คน เมินไว้ใจ

๏    คนดี จะตีจาก...........................(เพราะ)เชื่อใจยาก คบไม่ได้
ตนโฉด อย่าโทษใคร.....................อยู่ต่อไป ตายทั้งเป็น ฯ


๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

วีรชน คนไทย : กลอนการเมือง



วีรชน คนไทย : กลอนการเมือง

๏    เราไม่ใช่ สมาชิก ประชาธิปัตย์...........แต่รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ นิรัติศัย
สำนึกถึง คุณธรรม ความเป็นไทย............เมื่อมีภัย มุ่งร้ายชาติ มิอาจละเลย

๏    ภัยเกิดจาก ทักษิณ โกงกินชาติ..........ทั้งก่ออาช (ชะ)ญากรรม ลุกลามเฉย
ละเมิดหมด กฎหมาย ตามใจเกย............อย่างเปิดเผย เคยตัว ชั่วสิ้นดี

๏    เราไม่ได้ ไปแย่ง แบ่งประโยชน์..........แต่ต้องโอด ครวญว่า ณ บัดนี้
ประเทศไทย ใกล้กาล มิคสัญญี..............เพราะไพร่ผี เผาไทย ใคร่(รักษาอำนาจ)ปกครอง

๏    สามปีที่ อีโง่ อวดโอหัง.....................ดันทุรัง บริหาร ด้านสมอง(สมองด้าน)
สร้างปัญหา สารพัด อุบาทว์ นอง.............จนพี่น้อง ผองไทยไร้อภิรมย์

๏    มีแค่พรรค พวกมัน ที่สันติสุข.............(แต่)คนทั่วไทย ได้ทุกข์ รุกทับถม
นโยบาย ตายห่า ประชานิยม..................สร้างหนี้จม สมใจ ไพร่สารเลว

๏    เมื่อพบว่า อนาคต สิ้นสดใส...............เห็นถนัด ชาติไทย ใกล้ดิ่งเหว
เสื้อแดงผยอง ครองเมือง เฟื่องเย้ยเย้ว....บ้านเมืองแตก แยกเหลว เป็นเปลวไฟ

๏    สำนึกบอก จงออกมา รักษาสิทธิ์.........รักษาชีวิต อิสระ อย่าหวั่นไหว
รักษาแผ่น ดินทอง ถิ่นของไทย..............เพื่อลูกหลาน บั้นปลาย ได้อยู่เย็น

๏    เราเป็นไทย ใจงาม รักความสงบ..........แต่เมื่อพบ การกดขี่ ริปูเข็ญ
ก็ไม่ยอม ก้มหน้า น้ำตาเน้น.....................ขอสู้เช่น วีรชน คนไทยเอย ฯ


๑๗ มีนาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

คุณค่าน้อยกว่าแมลง : โคลงสี่สุภาพ



คุณค่าน้อยกว่าแมลง : โคลงสี่สุภาพ

๑. แลตะวันล่วงพ้น..................ขอบ นภา
ใบ(ไม้)ใหม่ในพนา.................ผลิแย้ม
คาบจักจั่นลอกคา...................คบ(ต้น)พอก
ชีวิตใหม่เริ่มแต้ม....................แต่งร้องบรรเลง ฯ

๒. เป็นบทเพลงกล่อมให้...........คิมหันต์
เสมือนสิ่งอัศจรรย์...................เอ่อท้น
สิบกว่าปีชีวัน(ตัวอ่อนจักจั่น)......ซ่อนแอบ
แทบไม่เห็น(สิ่ง)ใดพ้น.............เพียงพื้นพสุธา ฯ

๓. จักจั่น(โผล่)มาเพื่อพ้อง........ผสมพันธุ์
ก่อนที่คราคิมหันต์...................สุดสิ้น
ปัจฉิมแห่งชีวัน.......................บรรจบ
ลบเลือนการรนดิ้น...................ด้วยซากสังขาร ฯ

๔. ชาติมนุษย์แตกต่างล้วน........เหล่าแมลง
หากแต่ยังสำแดง....................ส่วนคล้าย
(บางคน)ฝักใฝ่ผสมพันธุ์แฝง....วิกฤติ
ชีวิตต่ำตกร้าย........................ถึงสิ้นลมปราณ ฯ

๕. (บางคน)สมองมีมิชอบใช้......ตรึกการณ์(การณ์=เหตุ,เค้า,มูล)
ทรงแต่สัญชาตญาณ................เชิดหน้า
ทำตนเยี่ยงเดรัจฉาน.................สัตว์ป่า
กรำแต่ราคะกล้า.......................มืดหน้าตานัว ฯ

๖. เมามัวฝักใฝ่(เรื่อง)ไร้.............ประโยชน์
ทำแต่กรรมเป็นโทษ..................แผ่กว้าง
นิสัยสันดานโฉด.......................ฉลชั่ว
หัวคิดสามานย์สร้าง...................เสาะเว้นศีลหวัง ฯ

๗. ประเมินคุณค่าน้อย.................กว่าแมลง
ผลาญทรัพยากรแปลง................เปลี่ยนย้าย
ประดุจกาฝากแฝง.....................เป็นอยู่
ตกสู่ทุคติท้าย...........................หลังไร้ชีวา ฯ


๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

วัยเยาว์ อย่าเอาแต่เล่น : กลอนหก



วัยเยาว์ อย่าเอาแต่เล่น : กลอนหก

๏    ปิดเทอม อย่าเริ่ม แต่เล่น.............ดั่งเช่น เฉกลิง สิงค่าง
ช่วยงาน ครอบครัว ตัวบ้าง...............เราต่าง (ต้อง)พึ่งพา อาศัย

๏    ลองนำ ความคิด พิศดู.................ใครอยู่ รอดด้วย (แค่การ)หายใจ ?
เป็นคน ไม่พ้น กิน-ใช้......................ปัจจัย จำเป็น เฟ้นหา

๏    เกื้อหนุน จุนเจือ ชีวิต..................คิดเผื่อ เมื่อ(ยาม)แก่ ชรา
เจ็บไข้ ไม่แจ้ง ล่วงหน้า...................เงินตรา หาเผื่อ เหลือออม

๏    ครอบครัว ญาติมิตร สหาย............มากมาย แวะเพียร เวียนพร้อม
ร่วมใช้ ร่วมกิน ยินยอม.....................ถนอม ไมตรี ปรีดา

๏    กำลังทรัพย์ กำลังใจ....................ล้วนได้ ด้วยการ ศึกษา
พื้นฐาน บันเทิง อุรา.........................ใช่ว่า ด้วยทำ ตามสบาย

๏    ฝึกตน เสียแต่ วัยเยาว์...................คอยเอา ใจถ้วน ขวนขวาย
ทักษะ ชีวา ประปราย........................ต้องตาย ถ้าใคร ไม่มี

๏    สัตว์เล่น เห็นการ เรียนรู้.................เพื่อสู้ อยู่รอด หลบหนี ฯลฯ
คนเล่น ประโยชน์/โทษมี ?.................(ถ้า)ได้ดี เล่นเทอญ เชิญชวน

๏    เวลา-อายุ จำกัด..........................ผ่านไป ไม่อาจ พัดหวน
เลือกทำ เลือกขบ ทบทวน.................ให้ควร คลองธรรม์ จรรยา

๏    เมื่อใคร วัยเยาว์ เมาเล่น................เติบใหญ่ (ย่อม)ไม่เร้น ปัญหา
ตัวอย่าง มากมาย นัยนา....................อุตส่าห์ อย่าเล่น เช่นลิง ฯ

*เล่นบ้าง อย่างสร้างสรรค์
เล่นได้ แต่ให้แบ่งเวลาอย่างเหมาะสม
เล่นแต่พอสมควรแก่ กาละ เทศะ ภาระ หน้าที่
อย่าเล่น จนทำให้ตัวเอง-คนอื่นเดือดร้อน ลำบาก
อย่าเล่น จนละเลยการสร้างอนาคตที่มั่นคง
อย่าเล่น จนทอดทิ้งการพัฒนาสติปัญญา อารมณ์ ความคิด จิตใจ
อย่าเอาแต่รักสนุก อนาคตจะเดือดร้อน

๑๕ มีนาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

สิ่งล่อใจวัยรุ่น : กาพย์ยานี ๑๑



สิ่งล่อใจวัยรุ่น : กาพย์ยานี ๑๑

๏    ป.๕ ใส่น้ำหอม..........................แต่งตัวพร้อม (ไป)เรียนหนังสือ
เป้าหมาย อะไรฤา ?........................ถือผดุง สิ่งจรุงใจ

๏    ลูกจ๋า อย่าเบาจิต........................มัวเมาคิด ผิดวิสัย
โลกา คละเภทภัย...........................สิ่งล่อใจ ให้หลงทาง

๏    คนหลาย ใคร่ราคี........................ใจกาลี เยี่ยงผีสาง
ชั่วฉล สนแต่ย่าง.............................ทางทุจริต ผิดจรรยา

๏    คิดใกล้ ใคร่สนุก..........................ไม่มีสุข (กับ)การศึกษา
ไม่ชอบ มีวิชา.................................ไม่พัฒนา ทักษะตน

๏    ไม่(ชอบ)คิด ชีวิต(จึง)โง่...............ถูกล่ามโซ่ ตะพายสน
รักสนุก จึงทุกข์ทน...........................(ยาก)จน-ลำบาก ต้องตรากตรำ

๏    ไม่รู้ ละเรื่องชั่ว............................เข้าพันพัว หัวจิตพล้ำ(พล้ำ=พลาดถลำ)
ติดใจ จนใฝ่ต่ำ................................ชีพ(จึง)ระกำ ทุกข์ลำเค็ญ

๏    คนใด ใคร่ความดี.........................จึงจักมี สิริเห็น
เพลิดเพลิน จำเริญเป็น......................อยู่เย็นสุข ทุกคืนวัน

๏    เป็นคน ปองค้นคิด........................ความถูก-ผิด (ส่งผลให้)ชีวิตผัน
ละเขลา รู้เท่าทัน..............................หันห่างจริง สิ่งล่อใจ ฯ


๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

ถอนรากทักษิณ : กลอนการเมือง



ถอนรากทักษิณ : กลอนการเมือง

๏    กลอนแต่ง ร่วมแสดง ความยินดี........คนไทย ไร้หนี้  2.2 ล้านๆ
อิดหนา ระเหี่ย ดอกเบี้ยบาน.................รัฐมาร หมั่นกู้ ลุโกงกิน

๏    มีอีก มากมาย หลายข้อหา...............รอฟัง พิพากษา ว่าโกง(ทั้ง)สิ้น
เพื่อไทย ? เพื่อใคร ? เพื่อทักษิณ !! ......แผ่นดิน ภินท์พัง ช่างชาติไทย(ภินท์=แตกทำลาย)

๏    อ้างว่า มาจาก การเลือกตั้ง...............ดันทุรัง สร้างแส่ แต่สาไถย
ทุกสิ่ง ที่ทำ ล้วนตามใจ.......................ละเมิด กฎหมาย ไร้ขื่อแป

๏    สมญา นายกฯ โลกเรียก "(อี)โง่"........ชอบโร่ โชว์แรด และตอแหล
พูดผิด ทำผิด คือกิจ(ของ)แก..............เที่ยวแต่ ต่างแดน แสนด้านชา(ละทิ้งหน้าที่)

๏    เผาไทย จนได้ เป็นรัฐบาล...............ผลาญไทย ให้ลาญ ล้นปัญหา
ค่าแรง ค่าข้าว ฯลฯ(มอม)เมามายา.........รากหญ้า รากเลือด แห้งเหือดตาย

๏    ยุไทย ให้แตก แยกแผ่นดิน...............ทักษิณ ชาติชั่ว ทั่วชาติขาย
ขนเขมร เข้ามา ฆ่า-ทำลาย....................คนไทย วายวอด ทอดชีวี

๏    จะมี (แผ่นดิน)ที่ไหน ให้ไทยอยู่ ?......จงสู้ มุไป ไม่ถอยหนี
ถอนราก ถอนโคตร คนอัปรีย์.................อย่าให้ ได้มี ที่ยืนเอย ฯ

๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗