ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

มีดวงตา-มืดบอด : กลอนคติสอนใจ



มีดวงตา-มืดบอด : กลอนคติสอนใจ

๏    ฝนพรำ ย่ำรุ่ง..................หมอก(ฝน)คลุ้ง คละขาว เบาบาง
นภา กระจ่าง......................หาก ร้าง ว้างไร้ ไกรสูรย์
เมฆคล้ำ กล้ำคลุม...............ประชุม ปรกฟ้า อาดูร
ลมพัด ลัดพูน.....................เกื้อกูล อากาศ สะอาดอาย

๏    ทุจริต มิจฉา...................อุรา พาให้ ไม่เห็น
เท็จ-จริง สิ่งเจน...................เฉกเช่น เมฆบูรณ์ สูรย์หาย
ความคิด มิจฉา....................แปรผัน ปัญญา ประกาย
กลับเสื่อม สลาย..................จนกลาย จริง-เท็จ-เจตนา

๏    หากแม้น ว่ามี..................ทรงศี ลธรรม กรรมสัตย์
สัมมา จริยวัตร.....................สะอาด ทัศนะ สิกขา
ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี.....................ศีลธรรม นำทัศน์ พัฒนา
ทวี ปัญญา..........................สิริ ชีวะ สถาวร

๏    ศีลผลัก รักษา..................อุรา ย่อมจะ สกปรก
มลทิน จินต์รก......................ลามก ยกฉ้อ ย่อหย่อน
อกุศล กิเลส.........................ต้นเหตุ บาปธรรม กำธร
ประวิง นิ่งนอน......................ยิ่งจัก ยากถอน ย้อนทน

๏    จงทุ่ม เทใจ.....................ใฝ่ศีล รักษา ปฏิบัติ
ทุจริต จิตขจัด.......................ดัดใจ ให้ลุ กุศล
ศึกษา พยายาม.....................หลักธรรม ความดี ปรีดิ์ดล
ลบเขลา เมามน.....................วิกล จนสิ้น ภินท์พาน(ภินท์=ทำลาย)

๏    เหมือนเมฆ จางหาย...........จากกราย นภา พลันสว่าง
ปัญญา กระจ่าง......................ชีวะ สะพร่าง สุขศานติ์
มุ่งสู่ สุคติ..............................อริยะ สร้างสรรค์ บันดาล
สุขี ธีรธาร..............................ตลอด นิรันดร์ กาลเทอญ ฯ

๓๐ กันยายน ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

ครรลองของคู่รัก : กาพย์ฉบัง๑๖




ครรลองของคู่รัก : กาพย์ฉบัง๑๖

๏    ฟ้าแลบยามเริ่มรุ่งสาง.................เคล้าด้วยเสียงคราง
ฟ้าร้องคำรามตามมา

๏    ไร้เสียงซ้องของปักษา...............(คง)เพราะไร้สุริยา
รังค์รองรุจิราประไพ

๏    เมฆคลุมนภาหมดปรากฏไม่...............ขอบฟ้าคลาไคล
ชั่วอึดใจสายฝนพรำ

๏    ไพรสณฑ์ผลรื้นชื้นฉ่ำ................ประกายสายน้ำ
ต้องแสงรำไรใสสี

๏     ถึงมีน้ำล้นชลธี.................ป่าไม่ใยดี
เหมือนมีพิรุณสุนทร์พิไล

๏    จะแปลกแยกจากจิตใจ.................(ของ)นราหาไม่
ที่ใคร่ครองรักสลักเสลา

๏    มิใช่ได้ใครก็เอา................กามกลั้วมัวเมา
พาเรามีกินมีใช้

๏    หากทว่าหาได้ใส่ใจ...............คอยสนิทชิดใกล้
ให้ความอบอุ่นละมุนหา

๏    (แต่)ต้องการคนที่มีเวลา...............ร่วมหรรษ์นันทนา
ชีวาคู่คิดชิดสหาย

๏    ดูแลยามไข้ไม่สบาย................อยู่เคียงข้างกาย
มิคลายความคิดถึงกัน

๏    ผูกหัวใจสายสัมพันธ์................(ทุก)ชีวิตมุ่งมั่น
เสมอสวรรค์วิมานแมน ฯ

๒๙ กันยายน ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

นักเดินทางแห่งวัฏสงสาร : กลอนคติเตือนใจ



นักเดินทางแห่งวัฏสงสาร : กลอนคติเตือนใจ

๏    เดินทาง จนกระ ทั่งเกิด................กำเนิด บนโลก ใบนี้
สังขาร สานสร้าง ชีวี........................เป็นที่ ยึดทัศน์ อัตตา

๏    เพลิดเพลิน เผชิญ ชีวิต................ประดิษฐ์ ประจัญ ปัญหา
สบทุกข์ สุขะ เวทนา........................คืนวัน ผ่านมา ผ่านไป

๏    พบเจอ ความยาก ลำบาก..............ล้นหลาก ประสบการณ์ ลานให้
เรื่องสนุก เริงร่า สบายใจ...................เรื่องเศร้า ร้าวไหม้ หลายมี

๏    (เรื่อง)บีบคั้น บั่นความ รู้สึก............ระลึก ใดเล่า เท่านี้
(เรื่อง)ผ่อนคลาย ระหาย ฤดี...............กลับมี กำลัง วังชา

๏    หากมอง เหมือนการ ท่องเที่ยว.......ให้เปลี่ยว เดียวดาย นักหนา
ผู้คน พ้นผ่าน ไปมา..........................ชั่วครู่ ชั่วครา อาทร

๏    อาจยล คือการ ผจญภัย.................เร้าใจ ร้ายซุ่ม รุมซ่อน
มิตรน้อย คอยหา อาวรณ์....................ศัตรู สลอน รอบตน

๏    เฉกการ ท่องเที่ยว ทั้งหลาย............สุดท้าย ต้องกราย จากพ้น
ของที่ ระลึก ตรึกดล...........................กับตน ก็เพียง เวรกรรม

๏    เดินทาง มาทั้ง ชีวิต.......................อ้างสิทธิ์ (ใน)อัตตา ระส่ำ
เมื่อจาก พรากที่(อยู่)ประจำ.................เที่ยวตาม อำนาจ วัฏฏา

๏    เสบียง (มี)เพียงบุญ พูนสม..............อุดม/แคลนขาด วาสนา
ขึ้นกับ (การ)ก่อกรรม ทำมา..................ไม่น้อย/มากกว่า ชะตาเอย ฯ

๒๘ กันยายน ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำผิด-ทำถูก : กลอนคติสอนใจ




ทำผิด-ทำถูก : กลอนคติสอนใจ

๏    เช้านี้สุรีย์แสงจ้า นภากระจ่าง.............คงเพราะฝนพร่าง ตลอดทั้งวันวาน
แดดจัดบาดตา กายาสะท้าน..................เริ่มร้อนรนราน ก่อนกาลอันควร

๏    เมฆาหลากก้อน ลอยร่อนเกาะกลุ่ม......บางครั้งกลุ้มรุม บังสูรย์พูนผวน
แดดดับกลับไร้ ให้เหเรรวน.....................เหมือนฝนจลจวน พรวนพลปรนเปรอ

๏    ไม่ว่าจะรู้ตัว หรือไม่ก็ตาม...................ความโง่มัก ลาม ก่อนความฉลาดเสมอ
แลยามใดที่ ฤดีเผอเรอ..........................ก็จะพบเจอ ความเซ่อซ่าประจำ

๏    กว่าจะรู้ตัว (ว่า)ก่อกรรมทำผิด.............ก็(หลังจาก)เกิดวิกฤติ ประชิดกรายกล้ำ
แต่หากใส่ใจ ใคร่จด สลดจำ....................สามารถเก็บงำ ทำทดบทเรียน

๏    ถ้าดื้อถือรั้น ปัญญาเต่าตุ่น...................(ทำ)ผิดข้นจนคุ้น พูนถนัดผลัดเพี้ยน
กล้าทำกรรมชั่ว ทั่วริวิเชียร.......................มิอาจแปลงเปลี่ยน ปรับปรุงจรุงตน

๏    ถ้าเป็นคนดี มีปัญญาฉลาด...................ระวังพลั้งพลาด มิขาดกุศล
สติสัมปชัญญะ รักษากมล........................พยายามพร่ำพ้น มลทินจินดา

๏    ชีวะจะงาม พร้อมความสำเร็จ................แก้หนต้นเหตุ เผด็จสรรพ์ปัญหา
ละผิด-ทำถูก ปลุกปั้นจรรยา......................ศีลธรรมนำพา วัฒนาสถาพร

๏    ทำถูกให้เจน จนเป็นนิสัย......................ฤดีพิไล ยิ่งใหญ่ไกรสร
สุจริตสิทธา สุนทราอาทร..........................เสริมสุขสโมสร ไถ่ถอนทุกข์เทอญ ฯ

๒๗ กันยายน ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

บริหารเงิน : โคลงสี่สุภาพ



บริหารเงิน : โคลงสี่สุภาพ

๑. ฝนตกค่ำจรดเช้า...................จุใจ
หลังจากห่างเหินไกล................เกือบแล้ง
สุริยนอยู่หนใด ?......................ไป่สบ
พบเมฆาแผ่แกล้ง.....................กลบฟ้าพลาผยอง ฯ

๒. มองเห็นเพียงแสงเรื้อง............รำไร(เรื้อง=เรือง)
จนเพลาผ่านไคล.......................สายคล้อย
เหมือนฝนมิใส่ใจ.......................ธุรกิจ
ปิดโอกาสเหลือน้อย...................พ่อค้าแม่ขาย ฯ

๓. อย่างไรยังเปิดร้าน...................ปกติ
พากเพียรพยายามมิ....................เกียจคร้าน
ฝนตกก็ช่างสิ.............................เสมือนเอ่ย
ขืนอยู่เฉยทรัพย์ม้าน....................กิน-ใช้เช่นเดิม ฯ(ม้าน=เหี่ยวแห้ง)

๔. ตราบยังเริ่มเปิดร้าน.................ย่อมมี
โอกาสขายของดี.........................แม้น้อย
หาควรปล่อยชีวี...........................สูญเปล่า
เอาแต่เล่นเป็นร้อย......................ไร้วุฒิภาวะ ฯ

๕. คนสมัยใหม่ต้องพึ่ง...................เงินตรา
แลกเปลี่ยนสิ่งของอา-...................หารเกื้อ
นอกจากเพียงเพื่อหา.....................จับจ่าย
ขวนขวายเก็บออมเอื้อ....................เผื่อไว้อนาคต ฯ

๖. เงินหมดหากเจ็บไข้....................ขึ้นมา
เอาอะไรเป็นค่ายา.........................ค่ายื้อ?
ชีวิตวิกฤติถา................................เคราะห์ถ่วง
อาจจำล่วงเงินรื้อ...........................ออกใช้ไขขัดสน ฯ

๗. จงเตือนตนอย่าคร้าน...................ทำกิน
อย่าจับจ่ายจนชิน...........................ก่อหนี้
เงินเหลือก่อนชีวิน..........................วายดับ
ดีกว่าเงินลับลี้................................แต่ครั้งยังชนม์ ฯ

๘. รายจ่ายอย่าให้ล้น.......................รายรับ
อย่าก่อภาระสรรพ...........................เกินกล้า
ความสันโดษคือทรัพย์.....................อันยิ่ง(สันโดษ=ยินดีเท่าที่มีเท่าที่ได้)
เห็นสิ่งของสินค้า............................อย่าซื้อเกินจำเป็น ฯ

๒๖ กันยายน ๒๕๕๗

*สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธน    ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง (พุทธพจน์)

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ความจำ-ความรู้-ความดี : กลอนหก



ความจำ-ความรู้-ความดี : กลอนหก

๏    สามารถ จดจำ คัมภีร์.......................ศาสนา ศีลธรรม คำสอน
สวดมนตร์ บ่นท่อง คล่องคอน................พูดสอน=แค่มี " ความจำ "

๏    (สำนึก)รู้คุณ บุญทาน ศานติ..............สมาธิ-ศีล-ภา วนาพร้ำ(พร้ำ=พร้อม)
(สำนึก)รู้โทษ โฉดหยาบ บาปกรรมฯลฯ....ช่ำชอง ต้อง" ความ รู้ " จริง

๏    แต่ " ความ ดี " สิ แตกต่าง.................ต้องสร้าง ต้องย้ำ ทำยิ่ง
กาย-วา จา-ใจ ใฝ่อิง.............................ละทิ้ง สิ่งชั่ว มัวเมา

๏    ถือศีล ชินส่ำ ธรรมสัตย์......................ปฏิบัติ ประจำ ค่ำเช้า
ตั้งอก ตั้งใจ ใฝ่เกลา..............................ค่อยเข้า (ลักษณะ)" คนดี " มีดาล

๏    ทัพพี มิรู้ รสแกง...............................คือ" ความ จำ " แจง แข็งขาน
จำได้ (แต่)ทำไม่ ได้การ.........................(เป็น)ได้แค่ อันธพาล จัญไร

๏    " จำได้-เข้าใจ-ใคร่รู้ ".........................ทางสู่ ปฏิบัติ วัตรใส
ก่อกรรม" ทำดี "นิรามัย...........................ฝึกใจ จนมั่น จรรยา

๏    " ความดี " จึงจะ บังเกิด......................ประเสริฐ สมมาตร ปรารถนา
จึงเป็น " คนดี " ปรีชา.............................ควรค่า มาเกิด เป็นคน

๏    " ความจำ-ความรู้-ความดี "..................ใครมี สิ(บรร)ลุ กุศล
เลิศล้ำ จำเริญ เพลินดล...........................สิริล้น พ้นทุกข์ สุขเอย ฯ

๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

อยากได้ลูกชายหรือลูกสาว ? : บทความ



อยากได้ลูกชายหรือลูกสาว ? : บทความ

๏ ผมไม่ได้มีความรู้ด้านสังคมวิทยาอะไรมากมาย
    ที่พอรู้บ้างก็เป็นเพียงประสบการณ์ที่ได้เห็นได้ฟังได้อ่านมาเท่านั้น
    เมื่อเช้าตอนไปจ่ายตลาด ระหว่างรอซื้อกับข้าวก็ได้ยินแม่บ้าน 2 คนคุยกัน
    คนที่แก่กว่าพูดด้วยใบหน้าที่เปี่ยมความสุขว่า ลูกสาวของเธอเพิ่งคลอด ได้ลูกสาวคนที่สอง
    คู่สนทนาก็แสดงความยินดีพร้อมพูดว่า ลูกสาวตัวเองยังไม่ได้ลูกสาวเลย
    คนที่แก่กว่าก็พูดให้กำลังใจและอวยพรขอให้ได้หลานสาวไวๆ
    ทำให้ผมคิดว่า อะไรทำให้คนไทยอยากได้ลูกสาวและดีใจที่ได้ลูกสาวขนาดนั้น ?
    ดูเหมือนลูกชายจะไม่เป็นที่ต้องการเอาเสียเลย(ล้อเล่น)

๏ ผมเป็นคนอีสาน อาศัยอยู่ภาคอีสาน
    ที่เห็นจนเจนตาเจนใจคือ เด็กผู้หญิงจะอ่อนหวาน น่ารัก ว่านอนสอนง่าย ช่วยงานบ้านได้
    ส่วนเด็กผู้ชายจะดื้อ-ซน ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน มักไม่เอาถ่าน สูบบุหรี่ กินเหล้าและเสียคนเป็นจำนวนมาก
    การเลี้ยงลูกชาย มักมีค่าใช้จ่ายมากกว่าลูกสาว ทั้งค่าอาหาร ค่าการศึกษา 
    และค่าใช้จ่ายจิปาถะโดยเฉพาะค่าเสียหายที่เจ้าลูกตัวแสบไปก่อเรื่องไว้ ฯลฯ
    พอแต่งงาน ฝ่ายชายต้องเสียเงินทองค่าสินสอด แถมต้องเป็นฝ่ายย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง เป็นกำลังช่วยงานครอบครัวฝ่ายหญิง
    ส่วนลูกสาวโดยเฉพาะคนสุดท้อง จะถูกคาดหวังให้อยู่ดูแลพ่อแม่จนแก่จนเฒ่า คอยผลิตสมาชิกให้แก่ครอบครัว
    เรียกว่า พอคนไทยมีลูกสาว ก็เริ่มฝันเห็นกำไรอันงดงามในอนาคตกันเลยทีเดียว
    คนไทยจึงถือว่าการมีลูกสาวหลายคนเป็นความโชคดี
    กลับกัน พอมีลูกชายก็จินตนาการเห็นแต่เรื่องขาดทุน มีแต่เสียกับเสีย(ใส่ไฟเล็กน้อย)
    แต่ผมก็เคยได้ยินคนแก่พูดว่า มีลูกสาวเหมือนมีไหปลาร้าตั้งอยู่หน้าบ้าน
    (ปลาร้ามีกลิ่นแรง รสชาติอร่อยสำหรับคนอีสานส่วนใหญ่)
    (ความหมายคือ ใครมีลูกสาวจะเป็นที่กล่าวขานข้ามหมู่บ้าน ข้ามตำบล ข้ามอำเภอกันขนาดนั้น และจะดึงดูดผู้ชายให้มาหาถึงบ้าน)
    ก็มีหลายครั้งเหมือนที่ได้ยินว่า มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน
    (คงหมายถึงความประพฤติที่เสื่อมเสีย โดยเฉพาะปัจจุบันเด็กผู้หญิงกลับชอบเป็นฝ่ายเที่ยวไปหาผู้ชาย)

๏ ต่างจากคนจีน
    ที่อยากได้ลูกชาย ไม่อยากได้ลูกสาว
    ใครยังไม่ได้ลูกชาย จะพยายามมีลูกไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ลูกชาย(มีขีดจำกัดอยู่)
    ใครได้ลูกชายแล้วก็อยากได้อีกหลายๆคน
    เพราะคนจีนให้ความสำคัญกับการสืบทอดวงศ์สกุลโดยลูกชาย
    เด็กผู้ชายชาวจีนจะถูกคาดหวังจากพ่อแม่ญาติพี่น้องทุกด้าน ทั้งความสำเร็จ ความร่ำรวย เกียรติยศ ชื่อเสียง
    ลูกชายจะเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ยามแก่ชรา และเป็นผู้ทำพลีกรรมให้แก่พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว
    ลูกชายคนโตมักจะได้รับการสืบทอดกิจการต่อจากพ่อ แต่คนจีนมักจะสร้างกิจการให้แก่ลูกชายทุกคน
    พอแต่งงาน แม้ฝ่ายชายจะต้องเสียค่าสินสอด และฝ่ายหญิงจะต้องมาอยู่บ้านฝ่ายชาย
    แต่โดยประเพณีนิยม พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะมอบค่าสินสอดที่ได้จากฝ่ายชายให้ลูกสาวและเพิ่มเงินทองสมบัติแถมมาให้อีก นัยว่า เป็นเครื่องบรรณาการครอบครัวฝ่ายชาย ให้เมตตา รักและเอ็นดูลูกสาวตนเองด้วย และแสดงถึงความมีฐานะของฝ่ายหญิง
    ในกรณีที่คู่สมรสไปสร้างครอบครัวใหม่ การยกเงินสินสอดและแถมทรัพย์สินแก่ลูกสาว เท่ากับเป็นการให้ทุนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
    ทำให้คนจีนพอมีลูกชาย-หลานชาย ก็ดีอกดีใจฉลองกันเป็นการใหญ่ ยิ่งกว่าถูกรางวัล
    ผมเคยได้ฟังคำพูดจากปากผู้เฒ่าชาวจีนว่า ลูกสาวที่แต่งงานไป " เป็นของคนอื่น " คำๆนี้ สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง
    กรณีที่คนไทยแต่งงานกับคนจีน
    ถ้าผู้ชายไทยแต่งกับผู้หญิงจีน เท่าที่ผมเคยเห็นมักจะราบรื่นดี
    แต่ถ้าผู้ชายจีนแต่งกับผู้หญิงไทย เห็นมีหลายกรณีที่เกิดความขัดแย้งขัดเคืองใจ ในหมู่ญาติที่ต่างยึดธรรมเนียมปฏิบัติของฝ่ายตนซึ่งแตกต่างจากอีกฝ่าย
    คือ พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเก็บค่าสินสอดไว้เอง  ฝ่ายชายก็มองว่านี่เป็นการขายลูกสาว(คนจีนไม่มีความคิดว่าค่าสินสอดคือค่าเลี้ยงดูลูกสาวอย่างที่คนไทยชอบอ้างกัน) แถมจะเอาลูกชายของเขาไปด้วย เป็นการเอาเปรียบกันชัดๆ
๏ ส่วนคนอินเดีย
    การมีลูกชายคือ เปรียบปานเทพทรงประทานของมีค่าจากสวรรค์มาให้
    เพราะคนอินเดีย ให้ความสำคัญกับการสืบทอดวงศ์สกุลเหนือสิ่งอื่นใด
    ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ ล้วนหามาได้โดยผู้ชาย เป็นของผู้ชาย
    ส่วนผู้หญิง เป็นได้แค่คนช่วยดูแลงานบ้านงานเรือน เลี้ยงเด็ก
    พอแต่งงาน ฝ่ายหญิงก็ต้องเสียเงินทองค่าสินสอดให้ฝ่ายชาย และย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย ช่วยงานบ้านงานเรือน เป็นแรงงานรับใช้ครอบครัวฝ่ายชายด้วย
    มีข่าวน่าเศร้าในประเทศอินเดียให้เห็นเรื่อยๆ เรื่องที่พ่อแม่และสามี ทำร้ายลูกสะใภ้จนพิการ/เสียชีวิต เพราะไม่ได้ค่าสินสอดตามที่ต้องการ
    ผมไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับคนอินเดียแต่งงานกับคนไทย
    แต่คิดว่าถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นกรณีที่ผู้ชายอินเดียแต่งกับผู้หญิงไทย เพราะต่างฝ่ายต่างจะเอาสินสอดจากอีกฝ่าย

๏ หลายๆประเทศในเอเชีย จะไม่นิยมส่งเสริมให้ลูกสาวได้ศึกษาเล่าเรียน หรือลงทุนกับลูกสาว
    เพราะแต่งงานไปก็ต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย เป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน เป็นแรงงานให้ครอบครัวฝ่ายชาย
๏ คนฝรั่งตะวันตก
    ลูกๆพอโตขึ้นต้องออกจากบ้านพ่อแม่ ไปสร้างหลักปักฐาน สร้างฐานะของตัวเอง
    ผู้ชาย-ผู้หญิงไม่ค่อยมีการแตกต่างด้านอาชีพ หน้าที่ กิจกรรมกันมากนัก
    เรื่องการแต่งงานไม่มีประเพณีนิยมอะไรสำคัญมากไปกว่า ฝ่ายชายให้แหวนเพชรแก่ฝ่ายหญิง
 และทำพิธีแต่งงานกันในโบสถ์
     ทำให้คนฝรั่งตะวันตก ไม่ค่อยยึดติดเรื่องการมีลูกชายหรือลูกสาว
     ถึงจะพอมีความโน้มเอียงที่คุณแม่ๆอยากมีลูกสาว และคุณพ่ออยากได้ลูกชายอยู่บ้างก็ตาม
  
๏ ว่ากันตามความเป็นจริง
     ความแตกต่างของการมีลูกชาย-ลูกสาว เกิดจากวัฒนธรรมประเพณีที่คนสร้างขึ้น มากกว่าเหตุผลทางกายภาพ
     ค่านิยมเช่นนี้เปลี่ยนแปลงได้ เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วตามการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนนอกสังคมเกษตร และในหมู่ชนที่ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น
     ความยึดติดกับการอยากมีลูกชาย-ลูกสาว จะไม่ยั่งยืนอยู่คู่กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ตลอดกาลนานอย่างแน่นอนฯ

๒๔ กันยายน ๒๕๕๗

ทุกข์ถ้วนหน้า : กลอนสิ่งแวดล้อม



ทุกข์ถ้วนหน้า : กลอนสิ่งแวดล้อม 
(ฉันทลักษณ์ที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง)

๏    ....................................................แสงอรุณ รุ่งสาง ดั่งผ้าไหม
คลี่อ่อนนุ่ม คลุมฟ้า นภาลัย.....................สีสดใส ใคร่ตื่น มาชื่นชม

๏    .....................................................สกุณา ร่าเริง บันเทิงสม
เพรียกเพลงร้อง พร้องร่าย ไพรระงม..........รัญจวนจิต ชิดจม รมย์ฤดี

๏    .....................................................กระเล็นหลง ส่งเสียง เรียงถี่ๆ
กิ่งก้านไต่ ตาส่อง ป้องไพรี......................พร้อมท่าที ปรี่ขยับ อย่างฉับไว

๏    .....................................................ลมพัดดิน กลิ่นหญ้า หอมมาให้
บริสุทธิ์ ผุดผาด สะอาดไอ.......................จึงจำนง จงใน ไพรพนา

๏    .....................................................(หวัง)ให้อยู่ยง คงยาม ความเป็นป่า
คู่ปฐพิน ดินแดน แผ่นนภา........................เพื่อโลกหล้า สมดุล สุนทรทาน

๏    ......................................................อย่ามัวหวัง ตั้งจิต พิษฐาน
(จง)ประกอบด้วย ความดี+วิชาการ.............สู้ต่อต้าน กระแส แส่ทำลาย

๏    .......................................................(ความ)อยากมั่งมี ยีย่ำ ทำฉิบหาย
เศรษฐกิจ คิดนำ ธรรมชาติกลาย.................ดุจจะสาย เกินแก้ แล้โลกา

๏    .......................................................เห็นแก่ตน จนเร้น เห็นปัญหา
เห็นแก่ได้ โลภมาก หลากนานา..................(จึง)ไม่เห็นค่า อนาคต หมดสิ้นครัน

๏    ........................................................ภัยธรรมชาติ บัดนี้ ทวีผัน
ภัยมนุษย์ สุดร้าย ไม่เกรงทัณฑ์...................ทำให้วัน และคืน ขาดรื่นรมย์

๏    ........................................................ปัญหาซุก รุกซ้ำ ระยำถม
มีชีวิต (แต่)จิต(หวั่น)ไหว ใจกรอมกรม..........ทั่วสังคม สมควร ทุกข์ถ้วนเอย ฯ

๒๓ กันยายน ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

อกุศลหนทางเสื่อม : กลอนเจ็ด



อกุศลหนทางเสื่อม : กลอนเจ็ด

๏    อากาศ อบอ้าว ราวจะเรียก................พร้องเพรียก พายุ พัดสู่สัณฑ์
ฟ้าโปร่ง โล่งเปล่า เร่าร้อนปัน.................แสงจัด สาดจ้าน ครั่นกายี

๏    หน้าฝน แท้ๆ แต่ขาดฝน....................ร้อนรน จนคลาด ปราศสุขี
ความชื้น คงเชือน เหมือนไม่มี.................หรือนี่ (คือ)สัญญาณ (หน้า)ฝนผ่านใย ?

๏    ไม่มี เมฆา มาบังแดด........................สูรย์แผด ส่องเผา ผ่าวไฉน
ไม่มี กุศล กำโบลใจ..............................ก็ไร้ สุขสันติ์ ลาญร่มเย็น(กำโบล=ลูบไล้)

๏    ชนมัก จักทำ ตามใจอยาก..................การจะ กระดาก (ส่วน)มากไม่เห็น
(ความ)เกรงอก เกรงใจ กลายดั่งเป็น.........สาปเร้น สูญไร้ กับสายลม

๏    ความโลภ โอบรัด อัตตาหลั่ง...............สรรค์สั่ง พลังซ่าน กระสันสม
ความเหี้ยม โหดร้าย ใจจ่อมจม.................เบียดเบียน เพียรบ่ม อารมณ์(มืด)ดำ

๏    ความไม่ เชื่อบุญ-สุนทาน-บาปฯลฯ........ดั่งส้อง ต้องสาป ตรับทรวงต่ำ
ความไม่ เชื่อหมด กฎเวรกรรม...................ย่อมทำ สาไถย (อย่าง)ไม่เกรงกลัว

๏    ถึงมี ปริญญา ความสามารถ..................เมื่อปราศ ศีลธรรม ประจำทั่ว
ไม่สร่าง ต่างซึ่ง สัตว์หนึ่งตัว......................เมามัว ชั่วเดช กิเลสดอง

๏    ถึงมี สินทรัพย์ คับสมบัติ.......................อำนาจ รัฐกุม รุ่มผยอง
(ถ้า)วิถี ชีวิต ผิดครรลอง...........................ก็ต้อง ตกต่ำ ระกำเอย ฯ

๒๒ กันยายน ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

สวรรค์ในอก นรกในใจ : กาพย์สุรางคนางค์๓๒



สวรรค์ในอก นรกในใจ : กาพย์สุรางคนางค์๓๒

๏    " สวรรค์ ในอก.....................นรก ในใจ "
(เป็น)อุปมา อุปไมย..................มิใช่ สัจจะ
ถ้อยเทียบ เปรียบเปรย...............เอ่ยคำ ธรรมะ
ถึงส ภาวะ...............................อุระ ประจญ

๏    คนโง่ มักง่าย.......................กล่าวร้าย ป้ายสี
" สวรรค์ ไม่มี............................ที่พูน บุญผล
นรก ก็ไร้..................................ใดรอ ทรชน
ภพอื่น ดื่นพ้น............................ยลเห็น เร้นจริง

๏    วิญญาณ ว่างเปล่า..................เราตาย ไคลสุญ
(เป็น)สุขฤา คือบุญ.....................(เป็น)ทุกข์ทูน=บาปยิ่ง
กฎแห่ง เวรกรรม........................ศีลธรรม ความจริง
(คือ)จินตนาการ อันยิ่ง................กลิ้งกลอก หลอกลวง "

๏    (อธิบาย)เป็นเรื่อง ธรรมดา........ชะตา ชีวิต
นรา ลิขิต..................................พิสดาร พานห้วง
ประสบ พบการณ์........................แผกสาน พล่านทรวง
เวรกรรม ตามดวง........................ปวงสัตว์ อัชฌา

๏    สัมผัส ที่หก...........................ยากยก พิสูจน์
(ทำ)ได้เพียง เรียงพูด..................หลักพุทธ ศาสนา
มิใช่ ลวงหลอก...........................กลิ้งกลอก มารยา
มิใช่ ใฝ่หา.................................เงินตรา บารมี

๏    เป็นเพียง ผู้ชี้..........................วิถี สว่าง
ให้เห็น หนทาง............................ล้างทุกข์ (เป็น)สุขี
ด้วยจิต เมตตา.............................กรุณา ปราณี
แผ่ทั่ว โลกนี้................................จิรกาล นานเอย ฯ

๒๑ กันยายน ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

บาปบุญดุลยภาพ : กาพย์ยานี๑๑



บาปบุญดุลยภาพ : กาพย์ยานี๑๑

๏    สอดแทง แสงสุดท้าย...................ตะวันย้าย ปลายปัจฉิม
เรืองทอง รองทาบพิมพ์.....................ริมขอบฟ้า นภาฟอง(ฟอง=คะนอง)

๏    จำรัส จัดเรียงรงค์.........................อย่างบรรจง ยรรยงจ้อง(ยรรยง=งามสง่า)
หลากสี ระวีส่อง...............................ฉลองกัษณ์ รัตติกาล(กัษณ์=กษณะ=ขณะ)

๏    รักชม รมย์ธรรมชาติ......................งามประสาท สะอาดศานติ์(ประสาท=ยินดีให้)
ศรัทธา แด่สาธารณ์...........................วิจิตรปาน ทุกวารไป

๏    เชื้อชาติ ศาสนา...........................โลกสร้างมา ฤาหาไม่ ?
ชนชั้น วรรณะใช้...............................ประโยชน์ใด ไปล่สากล ?(ไปล่=ผาย)

๏    ใดผู้ ที่ดูงาม.................................ด้วยพูดหยาม พล่ามเหยียดผล ?
ใครมี ความพิมล................................โดยยกตน เหนือคนตรา ?

๏    ยิ่งยก ยิ่งตกต่ำ..............................ยิ่งเหลื่อมล้ำ ย้ำปัญหา
จิตใย ใจมารยา..................................อวิชชา อนาถชวน

๏    เกิดใน โลกใบนี้..............................ทุกฤดี ชีวะล้วน
ร่วมภพ ร่วมรบกวน...............................เวรกรรมก่อ ต่อแก่กัน

๏    เวียนกาย วายกลับเกิด......................ทราม/ประเสริฐ กำเนิดสรรค์
บาปทูน บุญเกื้อทัน...............................เสมอหน้า ศรัทธาเทอญ ฯ

๒๐ กันยายน ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

คำแม่สอน : โคลงสี่สุภาพ




คำแม่สอน : โคลงสี่สุภาพ

๑. กลิ่นควันจากถ่านไม้..................โชยมา
แม่อยู่หุงปรุงอา-..........................หารเช้า
เตือนว่าเป็นเวลา..........................ควรตื่น
คืนสติสัมปชัญญะเร้า.....................เริ่มต้นใหม่วัน ฯ

๒. แข็งขันกวาดบ้านช่อง.................เรือนชาน
แบ่งเบาภาระงาน..........................เล็กน้อย
ตามกำลังแก่กาล..........................วัยเด็ก
สรรค์เสกคุณค่าร้อย.......................ปลูกเค้าเป็นคน ฯ

๓. จึงจรจลอาบน้ำ..........................แต่งตัว
เวลาไหลไม่มัว..............................ชักช้า
ทานอาหารในครัว..........................รสแม่
ที่ดูแลไป่ล้า..................................แต่เช้าตลอดชนม์ ฯ

๔. ไปโรงเรียนหนรู้..........................วิชา
นอกจากในตำรา............................แต่ห้อง
โลกรอบตัวต่างตรา.........................สรรพศาสตร์
คนฉลาดสำเหนียกส้อง....................เสาะสู้แสวงหา ฯ

๕. พัฒนาความคิดให้.......................เกริกไกล
พัฒนาอุปนิสัย................................อ่อนน้อม
พัฒนาขัดเกลาใจ............................สุจริต
พัฒนาชีวิตพร้อม.............................แกร่งกล้าอนามัย ฯ

๖. ใส่ใจสิ่งแวดล้อม..........................รอบตน
หลีกเลี่ยงเหล่าทรชน........................ชั่วร้าย
เลือกคบหาแต่คน.............................สุจริต
มิตร/ศัตรูดูคล้าย..............................ควรรู้คัดกรอง ฯ

๗. ผองอาชญาอย่าล้ำ.......................ล่วงลอง
อบายมุข=ทุกข์จำจอง.......................ทั่วแท้
ราคีริแส่ครอง...................................ทรามเสื่อม
ค่านิยมฉลหลากแล้...........................อย่าได้ใยดี ฯ

๘. ความมีศีลธรรมเอื้อ........................อำนวย
มั่งมีศรีสุขรวย...................................ราบรื้น
วิถีชีวีสวย........................................สะอาด
ปราศเภทภัยไคลครื้น.........................เหล่านี้แม่สอน ฯ

๑๙ กันยายน ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

กินน้อย-ใช้น้อย : กลอนแปด



กินน้อย-ใช้น้อย : กลอนแปด

๏    วาสนา (เมล็ด) หญ้าน้อย ลอยมาตก............ไกลผืนดิน ถิ่นดก วิโยคศรัย(ศรัย=อาศัย)
รอยแยกบน ถนนจอง ต้องจำใจ.......................ผลิยอดใบ ไตรเอิบ ค่อยเติบโต

๏    ทุกคืนวัน กันดาร อาหาร-น้ำ........................โดนเหยียบย่ำ ซ้ำซาก แสนอักโข
ความอดทน คือพลัง คลังเดโช.........................ไม่เลโล โอ้เอ้ เกเรรน

๏    มีน้ำน้อย ใช้น้อย ค่อยเติบใหญ่.....................มิต้องไป แข่งขัน กระสันสน
มีต้นน้อย ใบน้อย ร่อยกังวล..............................ออกดอกผล ดลให้ ได้เห็นงาม

๏    ชีวิตคน ลางคน เริ่มต้นจาก...........................ครอบครัวหลาก ยากจน ดิ้นรนหลาม
แต่ไม่หยุด อุตส่าห์ พยายาม.............................อยู่ด้วยความ อดทน แม้จนใจ

๏    เมื่อมีน้อย ใช้น้อย คอยประหยัด.....................มิอึดอัด ขัดเคือง คิดเรื่องใหญ่
 เมื่อใช้น้อย มีน้อย ด้อยอันใด............................เป็นสุขง่าย ไม่ยาก ลำบากเยือน

๏    กิน-ใช้น้อย พลอยช่วย ด้วยโลกา...................ประหยัดรับ ทรัพยา หายากเหมือน
อนาคต สดใส ไม่ลางเลือน...............................ดูวันเคลื่อน เดือนคล้อย พร้อยเพริศเพียง

๏    มีมากมาย ใช้น้อย คอยตระหนัก.....................อนุรักษ์ โลกรุ่ม อย่าสุ่มเสี่ยง
ทำลายสิ่ง แวดล้อม พร้อมลำเลียง......................เห็นแต่เพียง ตนได้ ในปัจจุบัน

๏    โลกใกล้กาล บรรลัย รู้ไว้เถิด.........................หยุดก่อเกิด ตัณหา อย่ากระสัน
มีโลกดื่น อื่นใด ให้อยู่กัน ?................................เพียงโลกเรา เท่านั้น พึงพรั่นเอย ฯ

๑๘ กันยายน ๒๕๕๗  

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

จะรักจะใคร่ : กาพย์สุรางคนางค์๒๘




จะรักจะใคร่ : กาพย์สุรางคนางค์๒๘

๏    ..................................อาหาร การกิน
มักหา ถวิล........................รสลิ้น สนอง
โภชนา ค่าคุณ...................คิดครุ่น เรื่องรอง
วิตก บกพร่อง....................ของคน มากมาย(วิตก=ความคิด)

๏    ..................................วิถี ชีวิต
สนุก ขลุกคิด.....................กิจชวน ขวนขวาย
มักเสาะ ก่อกรรม์.................เสี่ยงสรร อันตราย
สร้างความ เสียหาย.............ถึงตาย ให้ตน

๏    ...................................แม้แต่ เรื่องรัก
สนุก สุขมัก........................ฝักใฝ่ หมายผล
ขาดความ รอบคอบ..............ลอบรีบ ร้อนรน
จึงพบ ประสบคน.................ทุกข์ท้น (เป็นปกติ)ธรรมดา

๏    ...................................จะรัก จะใคร่
จงอย่า อยู่ใต้......................แรงสัตว์ ปรารถนา
กำเนิด เป็นคน.....................ล้นลาน ปัญญา
ควบคุม อุรา........................รักษา คุณธรรม

๏    ....................................ทำตาม ใจอยาก
นำความ ลำบาก....................ทุกข์ยาก กระหน่ำ
ชั่วสาป บาปเซ่น....................ก่อเวร เป็นกรรม
ชีวิต ตกต่ำ............................ติดตรำ ดวงแด

๏    ......................................ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี
สำนึก ตรึกมี..........................พามิ พ่ายแพ้
สิ่งล่อ ลวงใจ.........................โลกหลาย ให้แล
(หาก)หลงใหล ได้แต่..............ท้อแท้ ทรมาน ฯ

๑๗ กันยายน ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ำตาลหนึ่งเม็ด : กลอนเจ็ด



น้ำตาลหนึ่งเม็ด : กลอนเจ็ด

๏    คนปรุง อาหาร น้ำตาลตัก.............พูนช้อน (รีบ)ร้อนนัก มักร่วงหล่น
เล็กน้อย ร่อยนับ สำหรับคน...............มิพอที่ มีผล (จึง)บ่สนใจ

๏    น้ำตาล หนึ่งเม็ด ที่เล็ดลอด...........มดน้อย ค่อยดอด คาบเก็บไว้
หวนกลับ รังรี่ แสนดีใจ.....................ที่ได้ อาหาร เพื่อพันธุ์พงศ์

๏    คนรวย ล้นเหลือ เมื่อจ่ายจับ..........ไม่นับ พาที (เหมือน)เรื่องขี้ผง
(เงิน)ละลาย หายวับ กลับดำรง...........มั่นคง ฐานะ พสุนอง(พสุ=สมบัติ)

๏    กินทิ้ง กินขว้าง คล้ายล้างผลาญ......สนุก สนาน ศานติ์สนอง
กระทำ ตามใจ มิไตร่ตรอง..................ข้าวของ เครื่องใช้ ไร้จำเป็น

๏    โฉบเฉี่ยว เที่ยวทาง ต่างประเทศ......แค่เศษ เงินหาญ สำราญเห็น
โรงแรม ห้าดาว ราวกับเป็น..................ของเล่น ของส่ำ คนร่ำรวย

๏    ที่ดิน ถวิลหา ซื้อมาเก็บ..................เพชรทอง ส้องเสพ ปานเทพท่วย(ท่วย=หมู่,เหล่า)
สัตว์เลี้ยง เพียงพร่ำ เพลินอำนวย..........เครื่องช่วย ประดับ ปรับบารมี

๏    ในขณะ ที่คน ล้นโลกหลาก..............อดอยาก บากยัน ผ่านวันนี้
อนาคต หมดไร้ เหมือนไม่มี..................ขาดที่ อาศัย ใช้ทำกิน

๏    ว่างเปล่า ข้าวหุง เครื่องนุ่งห่ม...........ทุกข์ตรม ทุกตื่น วันคืนสิ้น
ที่ยืน ยังไร้ ใช้ชีวิน..............................ที่ดิน อย่าหวัง ดั่งฝันไป

๏    ร่วมโลก ร่วมคน รวย-จนคู่................(แต่)ต่างคน ต่างสู่ อยู่อาศัย
ต่างมี ชีวิต และจิตใจ...........................(แต่)ตัวใคร ตัวมัน นิรันดร ฯ

๑๖ กันยายน ๒๕๕๗