ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

"ธรรมะที่ท่องจำ"กับ"ธรรมะที่แท้จริง" : กลอนคติธรรม

 







พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


[204] อริยสัจจ์ 4 (ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ)
       1. ทุกข์ (ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์)
       2. ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา)
       3. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ นิพพาน)
       4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ 8 นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา 


"ธรรมะที่ท่องจำ"กับ"ธรรมะที่แท้จริง" :  กลอนคติธรรม

    ท่องจำ ธรรมะ อริยสัจจ์(๔)..................มิเคย ประหวัดจิต คิดสงสัย
วันนี้ ไม่รู้ (กู)เป็นอะไร?.........................เห็นอะไร ชอบกล จนต้องตรอง(มุกขำๆ)

    อริยะ สัจจ์๔ ที่แพร่ขยาย.....................ผ่านหลาย พันปี ที่คนท่อง(จำ)
ทุกคน คิดความ ตามครรลอง..................ไม่ข้อง จิตใจ ทำไมมี(อะไรชอบกล)?

    ๑.ทุกข์ โดยย่อ เพราะ(ยึดมั่น)ขันธ์๕......แต่ทว่า ทุกข์มากมาย ในโลกนี้
ล่วงเลย ขันธ์(๕)ไป ไกลทุกที.................ทุกข์ที่ ไม่มี"กู(ของกู)" (มี)อยู่ทั่วไป
(เช่นทุกข์เพราะห่วงภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรง จนโลกไม่มีวันหวนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว)

    ๒.ตัณหา (คือ)สาเหตุ เจตเป็นทุกข์........(แต่)ข้อ๑. ทุกข์เพราะ ยึดมั่น(ใช่)ไหม?
ตกลง ทุกข์หนอ เพราะอะไร?...................จะแก้ จุดไหน? สงสัยมี

๏    ๓.นิพพาน ผ่านไป ไม่ทักท้วง................สิ้นทุกข์ ทั้งปวง ล่วงสุขี
หยุดเกิด-แก่ เจ็บ-ตาย ได้เป็นดี................ไม่มี (การ)เวียนว่าย ให้ทรมาน
(เนื้อกลอนไม่ตรงตามหลักธรรมที่ยกมา แต่เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปตามนี้)

    ข้อ๔. (มรรค๘)วิถี ทางพ้นทุกข์..............ต้องลุก มามอง จ้องหลักฐาน 
ทำไม (มี)มากมาย ให้รำคาญ?..................ตัดตัณหา อุปาทาน ผิดการธรรม?
(การไม่สร้างความอยาก-ความยึดมั่น จะไม่เป็นวิธีที่ง่าย-ตรงประเด็นกว่าหรือ?
ยิ่งง่ายกว่า คือ การไม่สร้างความทุกข์ขึ้นในใจ จะไม่ทุกข์เลย
ทำไมต้องไปเริ่มที่ สัมมาทิฐิ-การปรับทัศนคติฯลฯ เยิ่นเย้อต่อไปถึง ๘ ข้อ?)

    (คิดว่า)พุทธองค์ คงมี คำอธิบาย.............แต่หาย ไปเพราะ การท่องซ้ำ(ท่องไม่หมด)
หลายร้อย ปีค่อย (เริ่ม)จดถ้อยคำ...............หลักธรรม จึงห้วน ไร้ถ้วนที
(อดีตยาวนานนับพันปี ที่จำ-จดกันมา ไม่รู้ผิดไปเท่าไหร่? ตรงไหนบ้าง? ขัดแย้งกันเองก็เยอะ)

    ศึกษา ปฏิบัติ ไม่คาดคิด........................มนัส เกิดดัดจริต คิด(สงสัย)วันนี้
        (ศึกษา ปฏิบัติธรรมมาหลายสิบปี เพิ่งเกิดดวงตาเห็น"สิ่งชอบกลของ"ธรรม ในวันนี้)
(สรุป)มรรค๘ (คือ)หลักธรรม ดำรงชีวี..........มากกว่า แค่วิธี พ้นทุกข์เอยฯ
(มรรค๘ เป็นวิธีกำจัดกิเลส-อวิชชา-อกุศลฯลฯ เพื่อความสิ้นสุดวัฏสงสาร-การเวียนว่ายตายเกิด
เป็นการดับทุกข์อย่างถอนรากถอนโคน มากกว่าแค่ขจัดตัณหา-อุปาทาน เพื่อดับทุกข์ชั่วครู่ชั่วคราว)

๒๙ เมษายน ๒๕๖๙

เนื้อนาบุญที่สูญสาบ : กลอนคติเตือนใจ

 






ข่าวดังไปทั่วโลก พระศรีลังกาขนกัญชาจากไทย
มูลค่ายาเสพติด กว่า 1.1 พันล้านรูปีศรีลังกา (ประมาณ 130–140 ล้านบาท)

เนื้อนาบุญที่สูญสาบ: กลอนคติเตือนใจ

    ยุคสมัย ใช้มือถือ.................................พระก็คือ คนปกติ(ปุถุชน,ผู้บริโภคกาม)
ปราศจากศีล สมาธิ...............................ปัญญามิ เอาใส่ใจ(สิกขา๓)

    (ส่วนมาก)บวชเข้ามา เพื่อหาทรัพย์.........สุขสมกับ โลกีย์วิสัย
อาชีพพระ สะดวกกระไร.........................คนกราบไหว้ (สารพัด)ปัจจัยพลี

    ผ้าเหลืองอ้าง สร้างอภิสิทธิ์(V.I.P.).........เพื่อทุจริต ผิดวิถี(ธรรมวินัย)
ทำอะไร ตามใจมี..................................ไม่รู้ดี รู้ชั่วดาล

    คอยพูดกลอก(หู) หลอกลวงให้..............คนหลงใหล ในปาฏิหาริย์
มนต์คาถา นมัสการ................................เกจิอาจารย์ วัตถุมงคล

๏    สอนให้ติด คิดงมงาย(ไสยศาสตร์)..........มิขวนขวาย ในเหตุผล
เชื่อฤทธิ์เดช แลเวทมนต์........................พระคือคน พ้นธรรมดา(ผู้วิเศษ)

    ยุคอินเธอร์เน็ต (จง)มีเหตุผล.................รู้สืบค้น พุทธสาสนา(พระไตรปิฎก)
ไม่ใช่พอ (พระ)ก่อกรรมา(ผิดๆ).................ยังศรัทธา สาธุการ

    อะไรถูก อะไรผิด.................................รู้จักคิด พินิจขาน
อย่าทำตน ยลดักดาน.............................ทั้ง(ทั้งที่)ทำงาน (ได้รับการ)ศึกษาดี

    เนื้อนาบุญ ที่สูญสาบ............................เพราะคนบาป ดับแสงศรี
พึงทำตน กุศลมี.....................................เป็นผู้ที่ (เป็น)เนื้อนาบุญ(เอง)ฯ

๒๙ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
๙. ปฐมปุคคลสูตร๑-
ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก สูตรที่ ๑
[๕๙] ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๘ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม ของโลก บุคคล ๘ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระโสดาบัน ๒. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ๓. พระสกทาคามี ๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ๕. พระอนาคามี ๖. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ๗. พระอรหันต์ ๘. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๘ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก บุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก และบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวกนี้ เป็นสงฆ์ผู้ปฏิบัติตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล บุญย่อมมีผลยิ่ง แก่มนุษย์ผู้มุ่งบุญบูชากระทำอยู่ ทานที่บุคคลให้ในสงฆ์นี้ย่อมมีผลมาก.

*ข้อสังเกต : ไม่ได้เจาะจงว่า ต้องเป็นพระภิกษุ ฆราวาสก็เป็นได้.(ผู้เขียน)

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

นี่คือวิกฤตพลังงานร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์! Suthichai Live

 

คนดี ไม่ต้องมีศาสนา🥹



















คนดี ไม่ต้องมีศาสนา: กลอนคติสอนใจ

    พระปล่อย หมาให้ ไล่กัดแมว............เห็นแล้ว เศร้าใจ ในศาสนา(พุทธแบบไทยๆ)
มีมือ มีเท้า ยังเข้ามา.........................(บวช)อาศัย บังหน้า เพื่อหากิน

    ข่าวพระ อลัชชี มี(แทบ)ทุกวัน...........(เห็น)แจกซอง คล่องกัน ไม่ผันผิน  
สอนชาว บ้านให้ (ประพฤติ)ไร้ราคิน......แต่พระ ชาชิน อทินนาทาน
               (อทินนาทาน คือ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้-ลักทรัพย์)

    ความมี เมตตา กรุณาฯลฯ..................เป็นเรื่อง ธรรมดา ใช่ปาฏิหาริย์
คำสอน ฝังใจ จากในบ้าน...................อบรม ลูกหลาน สานสืบตาม

    "มโนธรรม สำนึก" ตรองตรึกตรา.........ทำดี โดยมิมา ตั้งคำถาม
มีอยู่ คู่ใจ ใช่อาราม...........................ไม่คร้าม คลาดผล ดลตอบแทน 

๏    คนดี แม้ขาด ศาสนา........................(แต่)ไม่ปราศ เมตตา หาหวงแหน(ตระหนี่) 
ล้นหลาม น้ำใจ ไร้ขาดแคลน...............ไม่หวัง วางแผน ล่อลวงใคร

    คนชั่ว ชอบอ้าง ศาสนา.....................แสวงหา ผลประโยชน์ อุโฆษใฝ่
บิดเบือน ธรรมะ ตามหทัย....................เพื่อใช้ ไปหลอก ปอกลอกคน(อื่น)

    อย่าอวด อ้างตน คน(มี)ศาสนา...........หากไม่ ประสา(ไร้ศีลธรรม) มนาฉล
(แมว)หมายัง ฝึกได้ ไม่ให้ซน...............เป็นคน ฝึกไม่ได้ อายหมาแมวฯ

๒๔ เมษายน ๒๕๖๙

ชงปรับค่าไฟ 'ขั้นบันได' ใช้น้อยจ่ายหน่วยละ 3 บาท | Highlights กรุงเทพธุรกิจ

 

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569

ทำไม ‘ทรัมป์’ ต้องเร่งจบศึกอิหร่าน ? | Highlights DEEP Talk

 

ชั่ว-ดี มิรู้ได้ด้วยใบหน้า: กลอนคติสอนใจ

 









ชั่ว-ดี มิรู้ได้ด้วยใบหน้า: กลอนคติสอนใจ

    อากาศ ร้อนระอุ.....................ลมพายุ พัดกระหน่ำ
ฝุ่นว่อน ตอนหัวค่ำ..................แต่น้ำฝน ไร้หล่นริน

๏    ดอนดง ยังคงแห้ง..................มิเปลี่ยนแปลง ดั่งถวิล
รากไม้ ใต้พื้นดิน.....................สิ้นความชื้น ชุ่มรื้นรมย์

    ฝนไร้ ไม่เพียงแค่...................พงพีแย่ แลขื่นขม 
คนหลาย ในสังคม...................ทุกข์ระทม ซมน้ำตา

    ยังมี คนงี่เง่า..........................ขยันเผา ทำลายป่า
ผลร้าย ไม่นำพา......................ปรารถนา(แค่) ประโยชน์ตน

    ต่างกรรม จำนรรจ์จิต................ย่อมต่างทิศ นิรมิตผล
บาป-บุญ ย่อมหมุนวน...............(ให้)ผจญเหตุ แห่งเวทนา

๏    คนดี (ย่อม)ทำดีง่าย.................เพียรขวนชวาย ไร้กังขา
คนชั่ว มัวเมาตา.......................เห็นจักรา เสมือนอุบล

    คนซื่อ ถือสุจริต.......................จะไม่คิด ทำชั่วฉล    
ต่างไป ไม่ซื่อชน......................ท้นทุจริต เป็นนิตยา

๏    ชั่ว-ดี อยู่ที่ใจ..........................มิ(อาจ)เห็นได้ ด้วยใบหน้า
(ความมี)ศีลไซร้ (ต้อง)ใช้เวลา....คบหาสู่ จึงรู้เอยฯ
(คนมีปัญญาจึงจะรู้ว่าใครดี-ใครชั่ว คนปัญญาทรามจะแยกแยะคนดี-คนชั่ว ไม่ได้)

๑๙ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒
             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานในเวลา
นั้น ว่าดังนี้:-
             [๓๘๘] 	ความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก ความชั่ว
                          คนชั่วทำง่าย แต่อารยชน ทำความชั่วได้ยาก ฯ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
             [๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้พึงรู้ด้วยฐานะ ๔
ฐานะ ๔ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีล
นั้นพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่มนสิการอยู่หารู้ไม่
คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ และ
ความสะอาดนั้นพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่
มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ กำลังใจพึงรู้ได้ใน
อันตราย และกำลังใจนั้นแล พึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการจึง
จะรู้ ไม่มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ปัญญาพึง
รู้ได้ด้วยการสนทนาและปัญญานั้นแลพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการ
จึงจะรู้ ไม่มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ฯ.......

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569

อย่ามัวคิดแต่เรื่อง"ทุกข์-ดับทุกข์" : กลอนคติธรรม

 


อย่ามัวคิดแต่เรื่อง"ทุกข์-ดับทุกข์" : กลอนคติธรรม

    สงกรานต์ ผ่านไป ในความสุข...............ความสนุก สนาน แสนหรรษา
เป็นเทศกาล อันเลื่องชื่อ แลลือชา..........ทั่วโลกา ชื่นชม นิยม(ร่วม)คะนอง

๏    ชีวิตไซร้ ไม่ได้มี แค่ความทุกข์..............ความสนุก สนาน สราญสนอง
อย่ามองแค่ แง่ลบ คิดขบตรอง...............ผิดครรลอง คลองธรรม ชีพดำรง
(จริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่ เวลาส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้มีความทุกข์)

๏    พุทธศาสนา หาได้แล แค่ความทุกข์.......(และ)ความดับทุกข์ คลุกคลี อย่ารี่หลง
(บางคนชอบอ้างว่า พระพุทธเจ้าตรัสแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์)
หลักธรรม อีกหลามหลาย ให้จำนง..........จงประพฤติ ปฏิบัติ เลือกทัศนา

    ครรลองพุทธ ดุจของใช้ ในชีวิต.............ที่อุดม สมจิต ประสิทธิ์หา
(มีหลากหลายให้เลือกใช้ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย ไม่ใช่ใช้ธรรมะข้อเดียวกับทุกเรื่อง)
เท่าทันยุค ทันสมัย ในโลกา...................เป็นศาสนา แห่งสัจ ชัชวาล

    มี(ตั้งแต่)ธรรมะ ระดับ เยาวชน...............ตลอดจน (ขั้น)ลึกล้ำ กรรมฐาน
สอนตั้งแต่ เริ่มต้น จนนิพพาน.................ถ่ายทอดสู่ สาธารณ์ บันดาลใจ
(เช่น มงคลสูตร จะเริ่มจากธรรมะของชาวบ้านไล่ไปจนถึงของพระอริยบุคคล)

๏    ครอบคลุมทุก กิจกรรม นำชีวิต...............ทำ-พูด-คิด พิจารณา อย่าเหลวไหล
ตั้งแต่เกิด จนแก่ เผยแพร่ไกร.................ชาตินี้ และ(ชาติ)ต่อไป ให้แนวทาง

    เพื่อความสุข ที่สงบ พบพานสู่................ทรงความรู้ สุจริต ชีวิตย่าง
ประพฤติชอบ ประพฤติดี (จิตใจ)มิบอบบาง...อุตสาหะ ละวาง ทางอธรรม

๏    ทุกข์ภายใน มีใจตน เป็นต้นเหตุ..............ปฏิเสธ สร้าง(ทุกข์)ขึ้น รมย์รื่นล้ำ
(ทุกข์ใจมากมาย เกิดจากสร้างขึ้นเอง เช่น ผิดหวังฯลฯ ถ้าใจไม่สร้างทุกข์ ก็ไม่มีความทุกข์)
ทุกข์ภายนอก บอกลา อย่าระกำ...............เลิกกระทำ (ตัด)สัมพันธ์ฯลฯ บันดาลดล
(ทุกข์จากปัจจัยภายนอก ใจไม่ได้สร้างขึ้นเอง เช่น ถูกรังแกฯลฯ ต้องทำให้พ้นไป จึงจะพ้นทุกข์)

๏    เอาเวลา ชีวิต ไปคิดใคร่........................(การ)สร้างสรรค์ให้ ได้ดี มีมรรคผล
                                                            (อย่าคิดเรื่องงมงาย ไร้สาระ)
(เกิด)ความเจริญ งอกงาม นำพาตน...........เลิกเวียนวน (คิด)แต่พ้นทุกข์ (จน)สิ้นสุขเอยฯ

๑๗ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
มงคลสูตรในขุททกปาฐะ
[๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไป เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า [๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากัน คิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควร บูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ วินัยที่ ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การบำรุง มารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่ อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะ ทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การ กระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล จิตของผู้ใดอัน โลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้า- โศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยใน ข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็น อุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ

"ซูเปอร์เอลนีโญ" ซ้ำเติมวิกฤตสงคราม โลกจ่อเสียหายมหาศาล | TNN

 

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569

สิ้นสุดสังสารวัฏ=สิ้นทุกข์ถาวร : กลอนคติธรรม


สิ้นสุดสังสารวัฏ=สิ้นทุกข์ถาวร : กลอนคติธรรม

    โลกร้อน(ทำให้) นอนไม่หลับ............ไม่เกี่ยวกับ มีตัณหา
เปิดแอร์ แก้ทุกข์ครา.......................ไม่ใช่มา ลดอุปาทาน
                    (ไม่มีตัณหา-ไม่ยึดมั่น แล้วจะไม่ร้อน-นอนหลับสบาย?)

๏    ทุกข์หนอ เพราะหิวข้าว....................หยุดปวดร้าว (ด้วยการ)กินอาหาร
ความหิว คืออาการ..........................(ที่)สรรพสังขาร ต้องพานผจญ

๏    เจ็บไข้ ไม่สบาย..............................เพราะ(มี)ร่างกาย ให้เหตุผล
เป็นทุกข์ ที่ทุกคน............................หนีไม่พ้น จนวันวาย(พระพุทธเจ้ายังเจ็บป่วย)

    การเกิด ทำให้ต้อง...........................มาเกี่ยวข้อง ทุกข์ทั้งหลาย
ทุกคน กระวนกระวาย........................(เพราะชีวิตบน)โลกไม่ได้ ดั่งใจปอง

    ดับทุกข์ ที่จิตใจ...............................ไม่ได้ดับ ทุกข์ทั้งผอง
(ที่)มากมาย มีก่ายกอง......................ตามครรลอง สังสารวัฏ

๏    หมดกิเลส และตัณหา........................คือมรรคา สังสาร(วัฏ)ตัด
หยุดมี สังขาร;ทัศน์...........................หยุดอุบัติ ทุกข์ทั้งมวล

    เรียกว่า พระนิพพาน..........................สภาวการณ์ สันติล้วน
แน่วแน่ ไร้แปรปรวน...........................หยุดหวนเกิด แก่เจ็บตาย
("นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้" ไม่ใช่คำสอนของพุทธศาสนา คนบางคนคิดขึ้นเอง)

๏    ตราบที่ มี(กิเลส)ตัณหา......................(ความ)หมดทุกขา อย่ามั่นหมาย
ผู้รู้ (ย่อม)บ่ดูดาย...............................หยุดเวียนว่าย ตายเกิดเพียรฯ

๑๒ เมษายน ๒๕๖๙

*การสิ้นสุดสังสารวัฏ(การเวียนว่ายตายเกิด) คือเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา หรือเรียกวา นิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์อย่างสมบูรณ์

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ทุติยวรรคที่ ๒
๑. ทุคคตสูตร
[๔๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอทั้งหลายเห็น ทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลาย ก็เคยเสวยทุกข์เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. สุขิตสูตร
[๔๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่ สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ... เธอทั้งหลาย เห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานใน บุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อ จะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
                                                                  ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
          [๔๖๑] พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้
จบลงแล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
                    ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏบรรพตของหมู่
                    มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยา
                    และเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธ สังขารทั้งหลาย
                    ไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิด
                    ขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไป
                    เป็นสุข ดังนี้ ฯ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569

การรับ-การให้ ที่ไม่บริสุทธิ์: กลอนคติธรรม





การรับ-การให้ ที่ไม่บริสุทธิ์: กลอนคติธรรม

    สงกรานต์ กับงานวัด.....................พุทธบริษัท ขาดไม่ได้
สาดน้ำ ก็ทำไป.............................แต่ยังไง (ก็)ต้องทำบุญ

๏    พระ(หลอก)ล่อ ชวนบริจาค............เงินมากๆ ถ้าอยากหนุน
(ความ)พร้อมเพรียง เสบียงตุน.........ให้ชาติหน้า ประสบชัย

๏    บริจาคร้อย จะได้ล้าน....................สุขสำราญ สร้างสรรค์ให้
ทำ(บุญ)ล้าน บันดาลไป.................จุติใน สวรรค์วิมานฯลฯ(ได้ยินประจำ)

    อยากได้ กำไรมากๆ......................จึงบริจาค อย่างอาจหาญ
ทั้งพระ ทั้งชาวบ้าน........................สมัครสมาน งานบุญไทย
                                               (ที่ไม่ถูกหลักศาสนาพุทธ)

    (แต่)ส่วนใหญ่ ไม่เคยคิด.................(ด้วย)สภาวะจิต มิจฉาไซร้
ผลดี ที่จะได้.................................อาจจะไม่ เหมือนใจปอง

๏    ความโลภ ความหลอกลวง...............คือตัวถ่วง ผลคืนสนอง
อกุศล ล้นเนืองนอง(จิตใจ)...............ทำให้ต้อง ขัดข้องตน

    จาคะ=สละให้(ไม่ใช่หากำไร)...........(การ)ทำบุญไซร้ ไม่(ควร)หวังผล*     
เมตตา=หวังว่าคน-.........................อื่นพ้นทุกข์ เป็นสุขมี
                                                (ไม่ใช่เพื่อตัวเองได้ดีมีความสุข)

๏    เป็นพระ อย่าโลภมาก......................ลดความอยาก(ตัณหา) คือศักดิ์ศรี(ของพระ)
มุสา เท็จพาที.................................(เท่ากับ)ไม่มีศีล ปลิ้นปล้อนเอยฯ

๑๑ เมษายน ๒๕๖๙

*ธรรมชาติมีกฎแห่งกรรม ควบคุมดูแลทุกชีวิตทุกกิจกรรมอยู่แล้ว
ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ไม่ใช่จะได้น้อยกว่า-มากกว่าที่ทำ
เพราะฉะนั้น ทำบุญทำทานไม่ต้องหวังผล หวังไปก็ไม่ได้ตามใจตัวเองหรอก.
ให้ด้วยความโลภ หวังผลคืน=จิตเป็นอกุศล สิ่งที่ให้จะได้รับ แต่จิตใจเสื่อมถอย ชีวิตเสื่อมทราม
ให้ด้วยใจเสียสละ ไม่หวังผลคืน=จิตเป็นกุศล สิ่งที่ให้ก็ได้รับ จิตใจเจริญก้าวหน้า ชีวิตรุ่งเรือง
เห็นตามอย่างนี้จะแยกแยะได้ว่า การให้สิ่งเดียวกัน แต่จะได้รับผลไม่เท่ากัน เพราะความแตกต่างทางใจ.

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
๘. ทักขิณสูตร
ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา
[๗๘] ภิกษุทั้งหลาย ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา๑- (ของทำบุญ) ๔ ประการนี้ ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก(ผู้ให้) แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก(ผู้รับ) ๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรม เลวทราม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้แล ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่าง นี้แล ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้แล ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการนี้แล