ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

ขอบเขตของพุทธศาสนา : กลอนคติธรรม

 
















ขอบเขตของพุทธศาสนา กลอนคติธรรม

๏    พุทธธรรม์ นั้นไม่มี............................กลวิธี เลี้ยงลูกหลาน
(การเอาลูกหลานมาบวชเณรภาคฤดูร้อน ฝากพระเลี้ยงให้ อาจทำลายลูกหลาน) 
แลมิได้ ให้หลักการ...........................รักภรรยา หรือสามี(รวมถึงวิธีเลือกคู่)

๏    ปราศมรรคา การ(ทำมา)หากิน.............สร้างทรัพย์สิน ชีวินศรี
เงินบริหาร งานบัญชีฯลฯ.....................ไร้ใยดี โลกียธรรม

๏    แม้แต่หลัก มนุษยสัมพันธ์...................สิ่งสำคัญ ชีวันค้ำ
ก็ไม่มี การชี้นำ.............................ต้องกระทำ กรรมอย่างไร?
(บอกแค่ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก)

    ความตระหนัก รักษ์โลกนี้....................พุทธะมี ซะที่ไหน?      
สรุปย่อ พอเข้าใจ..........................โลกียวิสัย ไม่นำพา
         (ไม่เอาเรื่องทางโลกมาคิด มาพูดคุย มาสอน มาปฏิบัติ)

๏    พุทธสั่งสอน แต่ศีลธรรม......................วิถีกรรม แก้ปัญหา
ความทุกข์ใจ ในชีวา.......................ด้วยสัมมา คติตรอง

๏    ชี้บาทบท กฎแห่งกรรม........................ที่ชักนำ ตามสนอง
ทัศนคติ ชีวีมอง.............................อย่างถูกต้อง ครรลองตน

๏    ขจัดกิเลส และตัณหา..........................ความชั่วช้า อกุศล
ให้หลุดล่วง ดวงกระมล....................สัมฤทธิ์ผล ดลชีวินฯลฯ

๏    (พึง)รู้ขอบเขต พุทธศาสนา...................แล้วจงอย่า ใฝ่ถวิล
หวังโลกธรรม ตามเจตจินต์...............แสนโสภิณ จากพุทธเลยฯ
(เช่น บวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองเป็นเส้นทางหากิน เจริญก้าวหน้าในสังคม)

๒ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สีสปาปรรณวรรคที่ ๔
สีสปาสูตร
เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น
[๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบ ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มี ประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. [๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็น พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น