ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ : กลอนคติเตือนใจ
๏ ความไม่ รอบคอบ.........................ประกอบ การคิด วินิจฉัย
ตีความ(ธรรมะ) ตามใจ....................ทำให้ หลงทิศ หลงทาง(ได้)
๏ ตั้งใจ จะให้เห็น.............................ประเด็น เจนแจ้ง แสงสว่าง
กลับกลาย ปลายทาง.......................ไกลห่าง สร้างความ มืดมน
๏ อ้างคำ ธรรมะ................................อย่าเปลี่ยน (เนื้อหา)สาระ เพื่อปะผล
ตามนัย ใจตน.................................จะทำ ให้ท้น เวทนา
๏ ประสบ การณ์ชีวิต...........................(ที่มี)น้อยนิด มักเป็น ปัญหา
ก่อเกิด อวิชชา................................หลงว่า (กู)รู้แจ้ง กระจ่าง(ความ)จริง
๏ (คนไม่รู้)สอนคน (ที่)ไม่รู้..................เขาเชื่อ ว่าครู รู้ทุกสิ่ง
(แต่เมื่อ)เจอผู้ รู้จริง..........................(กลับ)ถูกชิง ไหวพริบ ตีบตัน
๏ ธรรมะ มิใช่.....................................สักแต่ ว่าใช้ ได้ทั้งนั้น(ไม่เลือกกาละเทศะ)
(มี)เงื่อนไข ให้(เท่า)ทัน.....................กีดกัน การใช้ ในสัจจา(ใช้ผิดที่ผิดทางจะสร้างปัญหา)
๏ โลกุต ตรธรรม..................................เป็นธรรม คนละ ระดับหนา(กับทางโลก)
(โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)
อย่าคิด พิจารณา...............................สักแต่ เอามา ปฏิบัติ(ในวิถีชีวิตแบบฆราวาส)
๏ พระสอน อะไร..................................(อย่าเชื่อทันที)ศึกษา พระไตรฯ ให้เห็นชัด
ถูก-ผิด จิตถนัด..................................อย่าศรัท ธาง่าย จะพ่าย(แพ้)เอยฯ
(คนจำนวนมาก ชอบอ้างคำสอนในพระไตรปิฎก แต่ตีความผิดเพี้ยนเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง
คนจำนวนมาก ได้ฟังพระที่มีชื่อเสียงสอนอะไรก็เชื่อหมด คิดว่าท่านสอนถูกหมด สาเหตุเพราะตัวเองไม่รู้ว่าพระก็สอนแบบคนไม่รู้)
๖ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นตัณหา สูตรเล็ก ปัญหาธรรมของท้าวสักกะ [๓๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของมิคารมาตา ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้นแล้วด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษม จากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐ กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ‘ธรรม ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น’ ถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่น’ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณา เห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งใน เวทนาทั้งหลายนั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลาย กำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งในเวทนาทั้งหลาย นั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อ ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตนและรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไปจอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่านี้ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติ พรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปจากที่นั้นนั่นเอง........
*ข้อสังเกต
ไม่มีใครถามว่า"คำสอนทั้งสิ้นสรุปให้เป็นประโยคสั้นๆประโยคเดียวได้หรือไม่?"
ไม่มีคำว่า "ตัวกู-ของกู" ไม่มีคำว่า "ว่าง-จิตว่าง"ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น