ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569

ชั่ว-ดี มิรู้ได้ด้วยใบหน้า: กลอนคติสอนใจ

 








ชั่ว-ดี มิรู้ได้ด้วยใบหน้า: กลอนคติสอนใจ

    อากาศ ร้อนระอุ.....................ลมพายุ พัดกระหน่ำ
ฝุ่นว่อน ตอนหัวค่ำ..................แต่น้ำฝน ไร้หล่นริน

๏    ดอนดง ยังคงแห้ง..................มิเปลี่ยนแปลง ดั่งถวิล
รากไม้ ใต้พื้นดิน.....................สิ้นความชื้น ชุ่มรื้นรมย์

    ฝนไร้ ไม่เพียงแค่...................พงพีแย่ แลขื่นขม 
คนหลาย ในสังคม...................ทุกข์ระทม ซมน้ำตา

    ยังมี คนงี่เง่า..........................ขยันเผา ทำลายป่า
ผลร้าย ไม่นำพา......................ปรารถนา(แค่) ประโยชน์ตน

    ต่างกรรม จำนรรจ์จิต................ย่อมต่างทิศ นิรมิตผล
บาป-บุญ ย่อมหมุนวน...............(ให้)ผจญเหตุ แห่งเวทนา

๏    คนดี (ย่อม)ทำดีง่าย.................เพียรขวนชวาย ไร้กังขา
คนชั่ว มัวเมาตา.......................เห็นจักรา เสมือนอุบล

    คนซื่อ ถือสุจริต.......................จะไม่คิด ทำชั่วฉล    
ต่างไป ไม่ซื่อชน......................ท้นทุจริต เป็นนิตยา

๏    ชั่ว-ดี อยู่ที่ใจ..........................มิ(อาจ)เห็นได้ ด้วยใบหน้า
(ความมี)ศีลไซร้ (ต้อง)ใช้เวลา....คบหาสู่ จึงรู้เอยฯ
(คนมีปัญญาจึงจะรู้ว่าใครดี-ใครชั่ว คนปัญญาทรามจะแยกแยะคนดี-คนชั่ว ไม่ได้)

๑๙ เมษายน ๒๕๖๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒
             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานในเวลา
นั้น ว่าดังนี้:-
             [๓๘๘] 	ความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก ความชั่ว
                          คนชั่วทำง่าย แต่อารยชน ทำความชั่วได้ยาก ฯ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
             [๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้พึงรู้ด้วยฐานะ ๔
ฐานะ ๔ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีล
นั้นพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่มนสิการอยู่หารู้ไม่
คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ และ
ความสะอาดนั้นพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่
มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ กำลังใจพึงรู้ได้ใน
อันตราย และกำลังใจนั้นแล พึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการจึง
จะรู้ ไม่มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ปัญญาพึง
รู้ได้ด้วยการสนทนาและปัญญานั้นแลพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการ
จึงจะรู้ ไม่มนสิการหารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ฯ.......

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น