สิ้นสุดสังสารวัฏ=สิ้นทุกข์ถาวร : กลอนคติธรรม
๏ โลกร้อน(ทำให้) นอนไม่หลับ............ไม่เกี่ยวกับ มีตัณหา
เปิดแอร์ แก้ทุกข์ครา.......................ไม่ใช่มา ลดอุปาทาน
(ไม่มีตัณหา-ไม่ยึดมั่น แล้วจะไม่ร้อน-นอนหลับสบาย?)
๏ ทุกข์หนอ เพราะหิวข้าว....................หยุดปวดร้าว (ด้วยการ)กินอาหาร
ความหิว คืออาการ..........................(ที่)สรรพสังขาร ต้องพานผจญ
๏ เจ็บไข้ ไม่สบาย..............................เพราะ(มี)ร่างกาย ให้เหตุผล
เป็นทุกข์ ที่ทุกคน............................หนีไม่พ้น จนวันวาย(พระพุทธเจ้ายังเจ็บป่วย)
๏ การเกิด ทำให้ต้อง...........................มาเกี่ยวข้อง ทุกข์ทั้งหลาย
ทุกคน กระวนกระวาย........................(เพราะชีวิตบน)โลกไม่ได้ ดั่งใจปอง
๏ ดับทุกข์ ที่จิตใจ...............................ไม่ได้ดับ ทุกข์ทั้งผอง
(ที่)มากมาย มีก่ายกอง......................ตามครรลอง สังสารวัฏ
๏ หมดกิเลส และตัณหา........................คือมรรคา สังสาร(วัฏ)ตัด
หยุดมี สังขาร;ทัศน์...........................หยุดอุบัติ ทุกข์ทั้งมวล
๏ เรียกว่า พระนิพพาน..........................สภาวการณ์ สันติล้วน
แน่วแน่ ไร้แปรปรวน...........................หยุดหวนเกิด แก่เจ็บตาย
("นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้" ไม่ใช่คำสอนของพุทธศาสนา คนบางคนคิดขึ้นเอง)
๏ ตราบที่ มี(กิเลส)ตัณหา......................(ความ)หมดทุกขา อย่ามั่นหมาย
ผู้รู้ (ย่อม)บ่ดูดาย...............................หยุดเวียนว่าย ตายเกิดเพียรฯ
๑๒ เมษายน ๒๕๖๙
*การสิ้นสุดสังสารวัฏ(การเวียนว่ายตายเกิด) คือเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา หรือเรียกวา นิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์อย่างสมบูรณ์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ทุติยวรรคที่ ๒
๑. ทุคคตสูตร [๔๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอทั้งหลายเห็น ทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลาย ก็เคยเสวยทุกข์เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯจบสูตรที่ ๑ ๒. สุขิตสูตร [๔๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่ สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ... เธอทั้งหลาย เห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานใน บุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อ จะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร[๔๖๑] พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏบรรพตของหมู่ มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยา และเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธ สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิด ขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไป เป็นสุข ดังนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น