ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย : กลอนคติสอนใจ
อยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อย : กลอนคติสอนใจ
๏ ลืมตาตื่น ขึ้นจากฝัน...........................ที่พัลวัน จนหวั่นไหว
จากข่าวคราว ที่เข้าใจ.........................จนเข้าไป ในนิทรา
๏ หลับสมปอง(นอนอิ่ม) สมองแล่น...........ขยับแขน ขยับขา(ยืดกล้ามเนื้อ)
มี"ตัวกู(ของกู)" อยู่นี่นา.......................ใครเล่าหนา ว่าไม่มี?
๏ คนอิหร่าน(มีสงคราม) ยังอยู่ได้..............ประเทศไทย ไกลเพียงนี้
เราต้องรู้(จัก) อยู่ได้ซี..........................อย่าโศกี มีกังวล
๏ (ข่าวสาร)ข้อมูลสู่ รู้สังเกต.....................(รู้จัก)ปฏิเสธ ตามเหตุผล
มีสิ่งใด ไม่ชอบกล(ไม่จริง)....................จงเตือนตน อย่าสนใจ
๏ พระมากมาย(อยู่ว่างๆก็) คิดไปเรื่อย.........มิเคยเมื่อย เพ้อฝันใฝ่
พอพูดตาม อำเภอใจ............................จึง(มักจะ)เหลวไหล ไร้สาระ
๏ ถ่ายทอดธรรม ตามความคิด(กู)...............ที่เนรมิต(ขึ้น) ผิดสัจจะ
ใครเชื่อคำ(เหลวไหล) นำชีวะ.................ย่อมประสบ ทุกข์ซบเซา
๏ ประพฤติตาม คำสั่งสอน(พุทธเจ้า)...........ให้ได้ก่อน (ค่อย)มาสอนเขา
ยังมิจฉา(ทิฏฐิ) อย่ามัวเมา......................สั่งสอนเขา เอาตามใจ(ตน)*
๏ โลกุตตระ พระบ่สน(ใจแล้ว)...................ชอบสอนคน(อื่น) กระมลใคร่
(เพื่อ)ลาภสักการ (สุข)สำราญไง..............หมดสมัย ไปนิพพานฯ
๘ เมษายน ๒๕๖๙
*พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู"เลย
อนัตตา ไม่ได้แปลว่า "ไม่มี"ตัวตน แต่แปลว่า "ไม่ใช่"ตัวตน
คือ มีตัวตน แต่ไม่ใช่สิ่งถาวร มีความไม่เที่ยง อยู่แค่ชั่วคราว
ลองถามคนที่พูดว่า "ไม่มีตัวกู-ของกู" ว่า แล้วอะไรที่พูด? อะไรที่เถียงอยู่นี่? ไม่มีตัวกูแล้วเป็นอะไร?
วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569
พุทธศาสนาจะหันไปไหน? : กลอนคติเตือนใจ
พุทธศาสนาจะหันไปไหน? : กลอนคติเตือนใจ
๏ (คนจน)มองเห็น เศรษฐี มีของใช้(แพงๆ).......หลงใหล ในโชค วาสนา(ของเขา)
อยากจะ มีบ้าง อย่างอัจฉรา....................แต่ไร้ เงินตรา ซื้อหาตรอง(อัจฉรา=ชั่วพริบตา)
๏ จึงเลือก หนทาง สร้างหนี้สิน.......................โศภิณ ชีวี มีข้าวของ(หรูหรา)
ทุกข์เพราะ เป็นหนี้ ฤดีนอง.....................คับข้อง ชีวิต อนิจจา
๏ เปรียบเสมือน ฝึกหัด ปฏิบัติธรรม..................น้อมนำ พุทธพจน์ จดจ้องหา
เคล็ดลับ ทางลัด อัจฉรา.........................ขจัดกิเลส ตัณหา ช้าเกินไป(ทำยาก-ทำไม่ได้)
๏ เจาะจง เลือกใช้ (การ)ไม่ยึดมั่น....................สุขสันติ์ ทันที มี(ความ)เลื่อมใส
ไม่ว่า จะกระทำ กรรมอะไร.......................อย่าไป ยึดมั่น บันดาลดล(จะไม่เป็นทุกข์)
๏ (จึงเป็นคน)ยังมี กิเลส และตัณหา.................แต่ไร้ อุปา ทานพานผล
ดำเนิน ชีวี มิกังวล..................................เป็นปุ ถุชน คนธรรมดา(มีความไม่ทุกข์เป็นเป้าหมาย)
๏ ทิ้ง(หลัก)พระ อริยะ อรหันต์(บาป-บุญฯลฯ).....ยืนยัน ว่าคือ พุทธศาสนา(ที่ไม่งมงาย)
ไม่มี(วิญญาณ) เวียนว่าย ไปชาติหน้า.........สนใจ แค่เวลา ปัจจุบัน(ปัจจุบันขณะ สร้างศัพท์ใหม่)
๏ พุทธ(ะ) ศาสนา ที่ทันสมัย..........................นิพพาน ทันใด ถูกใจฉัน(ที่นี่ เดี๋ยวนี้)
ชาติก่อน ชาติหน้า อย่าเชื่อมัน..................เชื่อมั่น (ความคิด)ฉันเอง เก่งกว่าใคร
๏ เหยียดหยาม คำสอน พุทธก่อนเก่า................ถือเอา แต่สิ่ง ที่ทันสมัย(เงินยิ่งมีมากยิ่งดี)
เปลี่ยนแปลง คติธรรม เอาตามใจ...............ลาภ-ยศ-สรรเสริญใคร่ อยากได้เอยฯ
๗ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร [๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปะนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้ สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ [๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อ ใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรม- *ชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้น เมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ [๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษใน โลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะ อัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ [๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อ ความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ [๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อ ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุ ๕ ประการเป็น ไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑ เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ : กลอนคติเตือนใจ
ธรรมะ.....อย่าสักแต่ว่าใช้ : กลอนคติเตือนใจ
๏ ความไม่ รอบคอบ.........................ประกอบ การคิด วินิจฉัย
ตีความ(ธรรมะ) ตามใจ....................ทำให้ หลงทิศ หลงทาง(ได้)
๏ ตั้งใจ จะให้เห็น.............................ประเด็น เจนแจ้ง แสงสว่าง
กลับกลาย ปลายทาง.......................ไกลห่าง สร้างความ มืดมน
๏ อ้างคำ ธรรมะ................................อย่าเปลี่ยน (เนื้อหา)สาระ เพื่อปะผล
ตามนัย ใจตน.................................จะทำ ให้ท้น เวทนา
๏ ประสบ การณ์ชีวิต...........................(ที่มี)น้อยนิด มักเป็น ปัญหา
ก่อเกิด อวิชชา................................หลงว่า (กู)รู้แจ้ง กระจ่าง(ความ)จริง
๏ (คนไม่รู้)สอนคน (ที่)ไม่รู้..................เขาเชื่อ ว่าครู รู้ทุกสิ่ง
(แต่เมื่อ)เจอผู้ รู้จริง..........................(กลับ)ถูกชิง ไหวพริบ ตีบตัน
๏ ธรรมะ มิใช่.....................................สักแต่ ว่าใช้ ได้ทั้งนั้น(ไม่เลือกกาละเทศะ)
(มี)เงื่อนไข ให้(เท่า)ทัน.....................กีดกัน การใช้ ในสัจจา(ใช้ผิดที่ผิดทางจะสร้างปัญหา)
๏ โลกุต ตรธรรม..................................เป็นธรรม คนละ ระดับหนา(กับทางโลก)
(โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)
อย่าคิด พิจารณา...............................สักแต่ เอามา ปฏิบัติ(ในวิถีชีวิตแบบฆราวาส)
๏ พระสอน อะไร..................................(อย่าเชื่อทันที)ศึกษา พระไตรฯ ให้เห็นชัด
ถูก-ผิด จิตถนัด..................................อย่าศรัท ธาง่าย จะพ่าย(แพ้)เอยฯ
(คนจำนวนมาก ชอบอ้างคำสอนในพระไตรปิฎก แต่ตีความผิดเพี้ยนเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง
คนจำนวนมาก ได้ฟังพระที่มีชื่อเสียงสอนอะไรก็เชื่อหมด คิดว่าท่านสอนถูกหมด สาเหตุเพราะตัวเองไม่รู้ว่าพระก็สอนแบบคนไม่รู้)
๖ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นตัณหา สูตรเล็ก ปัญหาธรรมของท้าวสักกะ [๓๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของมิคารมาตา ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้นแล้วด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษม จากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐ กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ‘ธรรม ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น’ ถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่น’ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณา เห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งใน เวทนาทั้งหลายนั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลาย กำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งในเวทนาทั้งหลาย นั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อ ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตนและรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไปจอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่านี้ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติ พรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปจากที่นั้นนั่นเอง........
*ข้อสังเกต
ไม่มีใครถามว่า"คำสอนทั้งสิ้นสรุปให้เป็นประโยคสั้นๆประโยคเดียวได้หรือไม่?"
ไม่มีคำว่า "ตัวกู-ของกู" ไม่มีคำว่า "ว่าง-จิตว่าง"ฯลฯ
วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
ขอบเขตของพุทธศาสนา : กลอนคติธรรม
ขอบเขตของพุทธศาสนา : กลอนคติธรรม
๏ พุทธธรรม์ นั้นไม่มี............................กลวิธี เลี้ยงลูกหลาน
(การเอาลูกหลานมาบวชเณรภาคฤดูร้อน ฝากพระเลี้ยงให้ อาจทำลายลูกหลาน)
แลมิได้ ให้หลักการ...........................รักภรรยา หรือสามี(รวมถึงวิธีเลือกคู่)
๏ ปราศมรรคา การ(ทำมา)หากิน.............สร้างทรัพย์สิน ชีวินศรี
เงินบริหาร งานบัญชีฯลฯ.....................ไร้ใยดี โลกียธรรม
๏ แม้แต่หลัก มนุษยสัมพันธ์...................สิ่งสำคัญ ชีวันค้ำ
ก็ไม่มี การชี้นำ.............................ต้องกระทำ กรรมอย่างไร?
(บอกแค่ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก)
๏ ความตระหนัก รักษ์โลกนี้....................พุทธะมี ซะที่ไหน?
สรุปย่อ พอเข้าใจ..........................โลกียวิสัย ไม่นำพา
(ไม่เอาเรื่องทางโลกมาคิด มาพูดคุย มาสอน มาปฏิบัติ)
๏ พุทธสั่งสอน แต่ศีลธรรม......................วิถีกรรม แก้ปัญหา
ความทุกข์ใจ ในชีวา.......................ด้วยสัมมา คติตรอง
๏ ชี้บาทบท กฎแห่งกรรม........................ที่ชักนำ ตามสนอง
ทัศนคติ ชีวีมอง.............................อย่างถูกต้อง ครรลองตน
๏ ขจัดกิเลส และตัณหา..........................ความชั่วช้า อกุศล
ให้หลุดล่วง ดวงกระมล....................สัมฤทธิ์ผล ดลชีวินฯลฯ
๏ (พึง)รู้ขอบเขต พุทธศาสนา...................แล้วจงอย่า ใฝ่ถวิล
หวังโลกธรรม ตามเจตจินต์...............แสนโสภิณ จากพุทธเลยฯ
(เช่น บวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองเป็นเส้นทางหากิน เจริญก้าวหน้าในสังคม)
๒ เมษายน ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สีสปาปรรณวรรคที่ ๔ สีสปาสูตร เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น [๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบ ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มี ประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. [๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็น พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
พุทธศาสนาหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติธรรม
พุทธศาสนาหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : กลอนคติธรรม
๏ พุทธศาสนา มิประจักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์.................รัตนตรัย ไร้อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์
การบ่นท่อง สวดมนต์ มิดลบันดาล...................ให้พบพาน ความสำเร้จ สมเจตจินต์
๏ พระพุทธเจ้า มิได้เป็น เช่น"พระเจ้า".................มิเคยสอน ให้เขลา เฝ้าถวิล
กราบอ้อนวอน ขอพรเพื่อ เอื้อชีวิน....................ล้นทรัพย์สิน ยศ-สรร เสริญ-สุขมี
๏ เพียรศึกษา พระไตรปิฎก เป็นปกติ....................อย่าดำริ ตริตรองคิด (ให้)ผิดวิถี
เอาคำสอน แหล่งอื่น รื่นฤดี.............................มาแทนที่ พุทธธรรม นำศรัทธา
(เช่นไสยศาสตร์)
๏ ชอบตีความ ธรรมตามใจ ไม่สำเหนียก................แล้วก็เรียก "พุทธแท้" แน่นักหนา
ใครสอนแผก แตกต่าง อย่างอาตมา..................เป็นมิจฉา ทิฏฐิ เพ่งติเตียน
๏ เทศนา เหมือนชาชิน ขายสินค้า........................แลกเงินตรา พาณิชย์ ทางผิดเพี้ยน
ชอบโอ้อวด ปริญญา มหาเปรียญ......................คอยพากเพียร แสวงหา โลกธรรม
(เหมือนฆราวาส โดยอาศัยผ้าเหลืองหากิน)
๏ บวชเพื่อความ สุขสบาย ในชาตินี้......................หาได้มี อริยมรรค เป็นหลักค้ำ
ศรัทธาไร้ ในกฎ บทบาทกรรม...........................จึงริยำ ทำอะไร ตามใจตน(ไม่กลัวบาป)
๏ "นิพพาน"เป็น เช่นป้าย ชี้ปลายทาง...................(แต่)บ่กรายย่าง ปฏิบัติ ประหวัดผล
แค่ตั้ง(ป้าย)ไว้ ใช้บอก หลอกผู้คน......................(ว่า)ฉันอยู่บน เส้นทาง กลางมรรคา
๏ คนก็ยัง คือคน จนโลกแตก...............................จะมิแผก แปลกไป แม้ภายหน้า
ยังคงมี ความคิด อวิชชา...................................สร้างกิเลส ตัณหา เชิดหน้าปองฯ
๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙
ในสายตาของนักวิชาการตะวันตก พระพุทธเจ้าเป็นนักปราชญ์ นักจิตวิทยา นักศาสนาคนหนึ่ง
ไม่ใช่ผู้วิเศษ อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่คิด.
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569
เหตุแห่งทุกข์และทางดับทุกข์ มีมากกว่าหนึ่ง : กลอนธรรมะ
เหตุแห่งทุกข์และทางดับทุกข์ ในโลกนี้มีมากกว่าหนึ่ง : กลอนธรรมะ
๏ ผลการเรียน ย่ำแย่ พ่อแม่ด่า......................เหตุทุกข์นั้น เพราะตัณหา ก็หาไม่
(โทษ)ความยึดมั่น ถือมั่น ยิ่งบรรลัย.............ต้องตั้งใจ เล่าเรียน เพียรวิทยา(จึงพ้นทุกข์)
๏ ยามเจ็บไข้ ไม่สบาย ไร้ความสุข.................เกิดเป็นทุกข์ มิใช่เพราะ ก่อตัณหา
หรือว่ามี อุปาทาน มาน อวิชา......................ไปหาหมอ ขอรักษา ผาสุกมี
๏ อ่านข่าวคราว สงคราม แสนกำสรด..............(ข่าว)น้ำมันหมด ไม่มีเติม เสริมโศกศรี
เลิกอ่านข่าว เศร้าคลาย หายทันที.................(เพราะ)ไม่ใช่มี ตัณหา อุปาทาน
๏ คนเผาป่า (ก่อ)มลพิษ ชีวิตเสื่อม.................รู้สึกเอือม ระอา มหาศาล
ความโฉดชั่ว หัวใจคน ดลบันดาล..................มลายลาญ ศานติสุข ทุกข์ระทม
๏ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง สร้าง(เรื่อง)ยุ่งยาก.......ต้องลำบาก ช่วยเหลือ เบื่อสะสม
ปลีกตัวบอก ออกห่าง ไม่สังคม(ด้วย).............มิได้บ่ม เพาะตัณหา อุปาทาน(ซะหน่อย)
๏ มีปัญหา ลูกค้าหาย กำไรหด......................มัวแต่จด จ้องจิตใจ(ดับทุกข์) ไร้แก่นสาร
ปัจจัย๔ มิเพียงพอ สร้าง(ความ)ทรมาน...........ลุ่มหลงการ ปฏิบัติ ธรรมปราศดี(วิธีแก้ปัญหา?)
๏ ศึกษาธรรม+มองความจริง(ด้วย) หาสิ่งสัจ....อย่ายืนหยัด มุ่ง(แต่)ศรัทธา บ้าวิถี
(อย่าคิดเองเออเอง เพ้อฝัน หลุดโลก งมงายฯลฯ)
เสริมทักษะ ความสามารถ (วิสัย)ทัศนะดี..........จึงจะมี ชีวีมุ่ง ความรุ่งเรือง
๏ คนเข้าใจ ในสัจจา ทุกขาคู่(ชีวิต)................เพราะเกิด-อยู่ อาศัย ในโลกเยื้อง
(ตราบใดที่ยังเกิดบนโลกแบบนี้ ในภพภูมิแบบนี้ ไม่มีทางไม่ทุกข์)
จึงใฝ่ฝัน สวรรค์วิมาน สานประเทือง................ไม่ใช่เรื่อง ของความเขลา โง่เมามาย
(รวมทั้งนิพพานฯลฯ)
๏ หาหนทาง ทำอย่างไร จะไม่เกิด(อีก)?..........ผู้ประเสริฐ เปิดปัญญา มรรคา(ขวน)ขวาย
วังวนแห่ง วัฏสงสาร แสนอันตราย...................จนเบื่อหน่าย ตาย-เกิดเข็ญ เว้นว่างเอยฯ
๒๘ มีนาคม ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
๔. ภวสูตร ว่าด้วยภพ [๑๖๔] ภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ ประการนี้ ภพ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร)
๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร)
๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร)
ภพ ๓ ประการนี้ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละภพทั้ง ๓ ประการนี้ ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569
110 .... ราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ "ระดับอันตราย" Code "RED"
110 .... ราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ "ระดับอันตราย"
Code "RED"
จากความกังวลใจที่ได้มีการถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน เมื่อวานนี้
สิ่งที่จะตามมาอีก ในช่วงสองของการโจมตีอิหร่าน
ตลอดจนการตอบโต้ของอิหร่าน
ที่จะไปกันใหญ่
ที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง
ท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซ คลังน้ำมัน
และต่อไปอาจจะไปถึง "โรงงานสกัดน้ำจืดจากน้ำทะเล"
ที่ต่างเป็นเป้านิ่ง
ทำให้ถึงจุดที่ต้องบอกว่า
ราคาน้ำมันโลกได้เข้าสู่ระดับ Code "RED"
ที่จะส่งผลอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก
หากไม่ลดลงโดยเร็ว
สูงเพิ่มไปกว่านี้
จะเข้าสู่ช่วงที่ทุกคนเคยเห็นในช่วงต้นสงครามยูเครน-รัสเซีย
ที่เคยแตะ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาเรล
และคงอยู่ระดับสูงกว่า 100 เป็นเวลา 4 เดือน
ระหว่างมีนาคม - กรกฏาคม ของปี 2565
นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ถ้าทุกคนยังจำกันได้
เงินเฟ้อพุ่งสูงทุกประเทศ
ค่าครองชีพเพิ่มอย่างก้าวกระโดด
การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ
การตกลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ
การจบรอบของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เคยไปได้ดีก่อนหน้า
Bitcoin ตกจาก 70,000 ดอลล่าร์เหลือ 17,000
สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง
สำหรับไทยรอบนั้น (ในช่วงเริ่มสงครามยูเครน-รัสเซีย)
เราก็ได้รับผลกระทบอย่างยิ่งเช่นกัน
ราคาน้ำมันในประเทศ
การเข้าพยุงราคาน้ำมัน จนมีภาระหลายแสนล้าน
สำหรับรอบนี้ ที่ราคา 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรล
แม้ว่าย่อเล็กน้อยเช้านี้
แต่มีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป
ความเสียหายที่อาจเกิดต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลางเพิ่มเติม
หมายความว่าเราจะต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบ
จากสัปดาห์ที่แล้วที่คิดว่า
ยังมีเวลา
ยังรับมือได้
ตอนนี้ ต้องบอกว่า
โจทย์ยากขึ้นอีกระดับ
การพยุงราคาอาจจะทำได้ไม่นาน
น้ำมันและพลังงานอาจจะขาดแคลนในระยะยาว
ถ้าสงครามขยายวงกว้าง
โครงสร้างการผลิตและขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย
คงต้องเตรียมแผน 2 ครับ
เร่งหาและ Confirm น้ำมันก่อนประเทศอื่นๆ
คิดเรื่องพลังงานทดแทนอื่นๆ
ส่งเสริม Solar และ EV อย่างจริงจัง
นำทางเลือกเดิมกลับมา เช่น ถ่านหิน
เปิดทางออกใหม่ๆ ที่เคยปิดมาก่อน เช่น พลังงานจากรัสเซีย
ถึงเวลาที่ต้องบอกว่า Move Move Move
"เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม" ครับ !!!
https://www.facebook.com/drkobsakpootrakool/?locale=th_TH
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


