AI ทำให้การแฮ็กรหัสผ่าน
ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก ในปี 2026 นี้
รูปแบบการโจมตีได้พัฒนาไปไกลกว่าการสุ่มเดาแบบเดิม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
1. ความเร็วและแม่นยำที่เหนือชั้น
- การเดารหัสผ่านในเสี้ยววินาที: AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบการตั้งรหัสผ่านของมนุษย์จากฐานข้อมูลที่หลุดออกมามหาศาล ทำให้การเดารหัสผ่านที่เคยใช้เวลาหลายปีเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือวินาที
- การดักฟังจากเสียงพิมพ์: งานวิจัยระบุว่า AI สามารถจดจำเสียงการกดปุ่มคีย์บอร์ดผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์ (เช่น Zoom) และคาดเดารหัสผ่านได้แม่นยำกว่า 90%
- 2. การโจมตีแบบเจาะจง (Social Engineering)
- Phishing ที่แนบเนียน: AI ถูกใช้สร้างอีเมลหรือข้อความหลอกลวงที่ปรับแต่งให้เข้ากับบุคลิกของเหยื่อ (Hyper-personalized) ทำให้แยกแยะได้ยากกว่าเดิมถึง 3 เท่า
- Deepfakes: การใช้ AI ปลอมเสียงหรือใบหน้าเพื่อหลอกให้พนักงานรีเซ็ตรหัสผ่านหรือเผยข้อมูลสำคัญกลายเป็นภัยคุกคามหลักในปี 2026
- 3. การเรียนรู้และปรับตัวอัตโนมัติ
- มัลแวร์ที่ปรับเปลี่ยนตัวเอง: AI สามารถสร้างมัลแวร์ที่เปลี่ยนรูปแบบรหัสเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของแอนตี้ไวรัสแบบเดิมได้ตลอดเวลา
- Agentic AI: แฮกเกอร์เริ่มใช้ "เอเจนต์ AI" ที่ทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม เพื่อค้นหาช่องโหว่และขโมยข้อมูลรหัสผ่านอย่างต่อเนื่อง
- วิธีป้องกันตัวเองในปี 2026
เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี คุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรักษาความปลอดภัยดังนี้:
- ใช้ Passkeys: เปลี่ยนมาใช้การยืนยันตัวตนแบบไม่ใช้รหัสผ่าน (เช่น สแกนนิ้วหรือใบหน้า) ซึ่งปลอดภัยกว่ารหัสผ่านแบบเดิม
- รหัสผ่านต้องยาวและซับซ้อน: แนะนำให้ใช้รหัสผ่านที่ยาวอย่างน้อย 18 หลัก หากยังต้องใช้รหัสผ่านอยู่
- เปิดใช้งาน MFA: การยืนยันตัวตนหลายชั้น (Multi-factor Authentication) ยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นด่านที่สองหากรหัสผ่านถูกแฮ็ก
- ใช้ Password Manager: เพื่อสร้างและจัดเก็บรหัสผ่านที่สุ่มและซับซ้อนเกินกว่าที่ AI จะคาดเดาได้โดยง่าย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น