ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567

ตามกระแส-ทวนกระแส : กลอนคติสอนใจ

 


ตามกระแส-ทวนกระแส : กลอนคติสอนใจ


๏    การทำมา หากิน ต้องดิ้นรน.............................ตั้งกมล ทนทำ ตามกระแส

จับตา สถานการณ์ ผันผวนแปร........................แน่วแน่ แก้ล่วง ทันท่วงที


๏    จับกระแส แฟชั่น อย่างมั่นเหมาะ.....................สืบเสาะ เจาะใจ อย่าหน่ายหนี

(จึง)จะร่ำรวย เงินทอง คล่องขายดี...................เป็นอยู่ สุขี ชีวันแล

 

๏    แต่เรื่อง ทำดี มีศีลสัตย์...................................(จง)ยืนหยัด อย่าเรรวน ทวนกระแส

ใครจะชั่ว ก็ช่าง ยับยั้งแด................................แน่วแน่ จิตใจ ใฝ่หลักธรรม


๏    ค้าขาย ให้ทำ ตาม(ใจ)คนซื้อ..........................(เพราะ)เขาคือ คนชุบ อุปถัมภ์

(แต่)การกระทำ ต้องคำนึง ถึงกฎ(แห่ง)กรรม......ที่ครอบงำ โลกา ชีวาไกร


๏    ค้าขาย อย่าได้ผุด ทุจริต.................................สิ่งผิด ศีลธรรม อย่าตามไพล่

ฉาบฉวย รวยร่ำ ไปทำไม?...............................ถ้าต้อง ตามไป ชดใช้กรรม


๏    ความสุข จากกรรม กระทำเข็ญ........................ก่อเวร เป็นบาป ให้หลาบ(จำ)ล้ำ

แม้ใคร ชักชวน มิควรทำ.................................เรื่องผิด ศีลธรรม อย่าจำนน


๏    (ทำ)สิ่งที่ ดีทวย ร่ำรวยได้...............................ทำให้ ได้ดี มั่งมีผล

ความมี ศีลธรรม ทำให้คน.................................เอ่อล้น ท้นสุขี นิรามัย

 

๏    (การ)เกิดแก่ เจ็บตาย ไป่สิ้นสุด.......................ประดุจ คงคา ชลาไหล

ก่อเวร ก่อกรรม (ต้อง)ตามชดใช้......................ขอให้ ใคร่คิด พินิจเทอญฯ


๒๕ มกราคม ๒๕๖๗


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

กรรมสูตรที่ ๑
[๑๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่ง กรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ก็วิบากนั้นแล อันสัตว์ผู้ทำพึงได้เสวยในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมเวทนียะ) ในอัตภาพถัดไป (อุปปัชชเวทนียะ) หรือในอัตภาพต่อๆ ไป (อปราปรเวทนียะ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวการทำที่สุดทุกข์ แห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ในข้อนั้น ความวิบัติอันเป็นโทษแห่ง การงานทางกาย ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นอกุศล ย่อมมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์ เป็นวิบาก ความวิบัติอันเป็นโทษแห่งการงานทางวาจา ๔ อย่าง มีความตั้งใจ เป็นอกุศล ย่อมมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ความวิบัติอันเป็นโทษแห่ง การงานทางใจ ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นอกุศล ย่อมมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์ เป็นวิบาก ฯ
...........
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรมที่
สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ก็วิบากนั้นแล ย่อมเกิดในปัจจุบัน ในอัตภาพถัดไป
หรือในอัตภาพต่อๆ ไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวการทำที่
สุดทุกข์แห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น
สมบัติแห่งการงานทางกาย ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล ย่อมมีสุขเป็นกำไร
มีสุขเป็นวิบาก สมบัติแห่งการงานทางวาจา ๔ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล ย่อม
มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก สมบัติแห่งการงานทางใจ ๓ อย่าง มีความตั้งใจ
เป็นกุศล ย่อมมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ฯ
.....ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น