กลอนธรรมะ กลอนคติชีวิต กลอนคติเตือนใจ กลอนคติสอนใจ กลอนสุภาษิต บทความจรรโลงใจ
ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568
วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568
โลกร้อนเสี่ยงแตะ 2.3 องศา ภายในปี 2040
โลกร้อนเสี่ยงแตะ 2.3 องศา ภายในปี 2040
ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนจากประเด็นเชิงนโยบายไปสู่ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของ S&P Global Horizons ประเมินว่า มีโอกาสถึง 50% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นเกิน 2.3 องศาเซลเซียสภายในปี 2040 หากแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินต่อไปในทิศทางปัจจุบัน
ข้อมูลระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2025 อยู่ที่ระดับสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.4 องศาเซลเซียส ใกล้แตะเพดาน 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมายความตกลงปารีส สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน และภัยธรรมชาติอื่น ๆ มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น พร้อมต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ภัยแล้งรุนแรงในอิหร่านได้สร้างความเสี่ยงต่อการใช้น้ำในกรุงเตหะราน และทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลงเกือบหมด ขณะที่คลื่นความร้อนในยุโรป ซึ่งอุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอีกหลายภูมิภาค กำลังเร่งการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างรวดเร็ว ส่งแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าในประเทศที่การใช้ไฟฟ้าต่อหัวเคยอยู่ในระดับต่ำกว่าสหรัฐมาโดยตลอด
ต้นทุนจากภัยสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงรายได้ที่สูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สิน และประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานที่ลดลง ผลกระทบสะสมเหล่านี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ โดยชุดข้อมูลด้านความเสี่ยงทางกายภาพของ S&P Global Horizons ประเมินว่า ในช่วงทศวรรษ 2030 บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ทั่วโลกอาจต้องเผชิญต้นทุนรวมจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเฉลี่ยราว 885,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้น แต่การประเมินความเสี่ยงและการวางแผนปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศยังคงถูกนำไปใช้ไม่ทั่วถึง ข้อมูลจาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ชี้ว่า อุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองด้านสภาพภูมิอากาศมาอย่างต่อเนื่อง และมีการดำเนินงานที่สัมผัสกับโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง เช่น สาธารณูปโภค ผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้า และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ มีอัตราการประเมินความเสี่ยงและวางแผนการปรับตัวสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น
ในทางกลับกัน ภาคส่วนจำนวนมากของเศรษฐกิจโลกยังคงมองการประเมินและการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเป็นข้อยกเว้นมากกว่ามาตรฐาน ท่ามกลางแนวโน้มที่ความเสี่ยงทางกายภาพจะทวีความรุนแรงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รายงานระบุว่า ในปี 2026 การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้า ความแตกกระจายของตลาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ภูมิรัฐศาสตร์ กลยุทธ์การจัดหาพลังงานที่เปลี่ยนไป กรอบการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังปรับปรุง และความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ จะร่วมกันกำหนดเงื่อนไขใหม่ของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
ภายใต้บริบทดังกล่าว บทบาทที่โดดเด่นของจีนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด ตั้งแต่โซลาร์ ระบบกักเก็บพลังงาน กรีนไฮโดรเจน ไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในการผลักดันการใช้งานและสร้างความเสี่ยงใหม่ พร้อมทั้งมีอิทธิพลต่อทิศทางการแข่งขันด้าน AI และพลังงานระหว่างจีนกับสหรัฐในระยะต่อไป
https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/647688