กลอนธรรมะ กลอนคติชีวิต กลอนคติเตือนใจ กลอนคติสอนใจ กลอนสุภาษิต บทความจรรโลงใจ
ผลงานของชายคนหนึ่งซึ่งนอกจากตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้ว ต้องเรียนรู้ศึกษาหาความรู้เอง ทั้งหลักธรรมและการประพันธ์ ชอบคิด-วิเคราะห์-สรุปบทเรียนใหม่เป็นประจำ แล้วบันทึกไว้เป็นบทกวีเพราะมิเช่นนั้นจะลืมบทเรียนเก่า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง จึงโพสต์สู่สื่อสาธารณะ
ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน
สมัคร Blogger.com ตั้งแต่ยังเป็นเว็ปอิสระ ต้องสร้างรหัสผ่าน แต่ตอนนั้นเพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์จึงทำผิดพลาดตอนสร้างรหัส ทำให้บล็อก avijjabhikkhu เข้าไม่ได้ ต้องสร้างบล็อกใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การคบเพื่อน : โคลงสี่สุภาพ
การคบเพื่อน : โคลงสี่สุภาพ
๑. อัศดงคราหมู่เอี้ยง........................คืนรัง
ทักทายกันเสียงดัง......................เจื้อยแจ้ว
ช่วยกันระแวดระวัง.......................ภัยเภท
สมเจตนาร่วมแล้ว........................สิ้นทุกข์สุขศานติ์ฯ
๒. มานฤดีดุจแอ่งน้ำ.........................ชลธร
อ่อนไหวหวั่นสั่นคลอน..................ง่ายแท้
ปัจจัยภายนอกรอน.......................ระส่ำ
(ปัจจัย)ภายในตามเสริมแล้............กวนซ้ำตะกอนทรวง ฯ
๓. ปวงสังคมชั่วช้า............................สามานย์
มักมากมีพลพาล..........................พรั่งพร้อม
เสมือนร่วมอุดมการณ์....................กักขละ
ทุจริตเป็นนิจน้อม.........................ทอดทิ้งมโนธรรมฯ
๔. บ่สำคัญ(หลักการ)คบค้า.................สมาคม
ถือเอาความนิยม(ชมชอบ)..............นำหน้า
(หลัก)ชั่ว-ดี มิปรารมภ์...................ปฏิบัติ
ความสัตย์ซื่อด้อยค่า.....................(ขอ)แค่ได้คบหาฯ
๕. จึงปรากฏคนช้ำ.............................ชอกฤทัย
ถูกคนที่เชื่อใจ.............................เหยียบย้ำ
เมื่อเพื่อนเป็นพิษภัย.....................พิบัติ
ย่อมกำจัดสุขห้ำ-.........................หั่นให้หทัยสลาย ฯ
๖. หากหมายซึ่งสุขไซร้.......................พึงตรอง
การคบมิตรหมายปอง....................เพื่อนแท้
จงสั่งใจกลั่นกรอง.........................คุณสมบัติ
เป่าปัดคนทรามแล้........................อย่าให้เคียงกาย ฯ
๗. มากมายคำสอนผู้...........................มีปัญญา
คนฉลาดย่อมนำมา........................เรียนรู้
ประสบการณ์ของประดา..................คน(ประสบความ)สำเร็จ
ดั่งเพชรเจียรไน;สู้..........................น้อมรับศึกษา ฯ
๘. หยุดคบคนชั่วช้า............................สามานย์
คบแค่คนดีดาล..............................เลิศล้ำ
สุคติตลอดกาล..............................คู่โลก
ทุกข์โศกบ่เกินกล้ำ.........................คนได้เพื่อนดีฯ
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ขัคควิสาณสูตรที่ ๓
[๒๙๖]....................ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหาย
ผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปรกติ
อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงำอันตราย
ทั้งปวง เป็นผู้มีใจชื่นชม มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้น
หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยว
ไปร่วมกันได้ มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้
พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว ดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้นอัน
พระองค์ทรงชนะแล้วเสด็จไปแต่ผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะ
ละโขลงเที่ยวอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ฉะนั้น เราย่อมสรรเสริญ
สหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น พึงคบสหายผู้ประเสริฐ
สุด ผู้เสมอกัน กุลบุตรไม่ได้สหายผู้ประเสริฐสุดและผู้
เสมอกันเหล่านี้แล้ว พึงเป็นผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ
เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น .....ฯวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
คติโลก-คติธรรม : กลอนธรรมะ
คติโลก-คติธรรม : กลอนธรรมะ
๏ คติโลก คติธรรม คือความต่าง.......................ทุกๆอย่าง วางไว้ ในเหตุ-ผล
คำทั้งหลาย ในบรรดา ประสาคน..................อาจสับสน ปนอักขระ ภาษาธรรม
๏ วิถีโลก วิถีธรรม มีความห่าง(ไกล)..................คนละหน คนละทาง ก้าวย่างล้ำ
แม้อยู่ร่วม โลกา;ประกอบกรรม....................ต่างเป้าหมาย ปลายจำ นำจิตใจ
๏ จึงมักเกิด ปัญหา ภาษาพูด...........................เพื่อดึงดูด ฤาดี พ้องนิสัย(จริต)
เข้าหูซ้าย ออกหูขวา ปรากฎไป...................ซาบซึ้งไซร้ ได้ยาก ลำบากเป็น
๏ พุทธบัญญัติ วินัย ไปปฏิบัติ...........................ต้องยืนหยัด "อาราธนา" ธรรมะเห็น
(พระ)จึงแสดง ธรรมได้ ให้ฟังเด่น................อย่าทำเล่น ทำลิง ยิ่งหย่อนยาน
๏ คำว่า"โลก" ความหมาย ไกลกว่า"หล้า"...........อาจหมายว่า "สังคม" คารมขาน
(หรือ)"ทัศนคติ,ค่านิยม,อุดมการณ์ฯลฯ"........ฟังผ่านๆ คร้านคิด ปิดปัญญา
๏ นิมนต์พระ แสดงธรรม ตามหลักสูตร(การเรียน)...พระจะพูด เรื่องอะไร ไม่ถือสา
ขอให้ฟัง แล้วตลก ขำโปกฮา......................จ่ายราคา ค่ากัณฑ์เทศน์ เสร้จพิธี
๏ พระ(มากมาย)มิได้ ทำตาม ธรรมวินัย................ทำตามใจ บริโภค โลกวิถี
บรรพชา หวังมาอยู่ ดีกินดี...........................บ่ได้มี ศรัทธา (แสวง)หานิพพาน
๏ จึงเห็นการ บวชพระ (ตาม)คติโลก..................เสมือนโรค ติดต่อ ก่อสัณฐาน
ทำร้ายธรรม (มะ)วินัย ให้อันตรธาน................ตามสันดาน อันทุจริต เป็นนิจเอยฯ
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




