ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่คิดประสงค์ ผลงานเหล่านี้ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่ ( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ปเกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ
มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย ก็ถามมาได้

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562

วัน(ขอสอน)พระ : กลอนคติเตือนใจ




วัน(ขอสอน)พระ : กลอนคติเตือนใจ

     เห็นข่าวร้อน (อยาก)ขอสอนพระ.......................................ผู้(ดำรง)สมณะ เพศวิสัย*
คิดอ่านทำ กรรมอะไร.............................................ธรรมวินัย ให้ตรึกตรอง

     (เมื่อ)สละเพศ ฆราวาส(แล้ว)...........................................อย่าประมาท วาดผยอง
ควรกระทำ ตามครรลอง..........................................ที่ถูกต้อง หลักคลองธรรม

     (เป็นพระ)ต้องหลีกลี้ วิถีโลก............................................อันชุมโชก กิเลสล้ำ
เหล่าโลกีย์ พฤติกรรม.............................................(เมื่อใดที่)สมณะทำ ระยำเป็น

     เช่นที่พระ สะสมเงิน.......................................................ร่ำรวยเพลิน เมินผิดเห็น
ซื้อตำแหน่ง แข่งวิ่งเต้น...........................................อยากโดดเด่น เป็นใหญ่โต

     **(พระชอบพูดว่า)"ธรรมวินัย ไม่ห้ามพระ...........................ขับรถนะ" อย่ามาโม้
ความรู้ไร้ ใคร่คุยโว.................................................(หลายคนมี)เปรียญธรรมโก้ (แต่)โมหะกอง

     พระไตรปิฎก ไม่ศึกษา....................................................ยังจะมา พูด(จา)จองหอง
อ้างอะไร ไม่สอดคล้อง............................................ความถูกต้อง ธรรมวินัย

     (ชอบอ้าง)ต้องเผยแผ่ พระศาสนา(จึงต้องทำสิ่งที่มิควร).........(แต่)ธรรมวินัยกล้า ละเมิดได้
หน้าที่พระ คืออะไร?...............................................อย่าเฉไฉ หลายมารยา

    มุ่งลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข................................................(เดี๋ยวนี้)พระสนุก กับตัณหา
เท่า(กับ)เหยียบย่ำ (คำสอนของ)พระศาสดา................เลิกด้านหน้า (ขอลาสึก)เป็นพระเทอญฯ

๗ ตุลาคม ๒๕๖๒

*สมณ-, สมณะ /สะมะนะ-/
คำนาม
ผู้สงบกิเลสแล้ว, ผู้ระงับบาป, ภิกษุ.

[248] ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ 10 (ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ)
บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า (เติมลงหน้าข้อความทุกข้อ)
       1. เราถึงความมีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว
(ในนวโกวาท มีต่อว่า “อาการกิริยาใดๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้นๆ”)
From <http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%CD%C0%D4%B3%CB>

**[๑๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ขี่ยานซึ่งเทียมด้วยโคตัวเมีย มีบุรุษเป็นสารถี
เทียมด้วยโคตัวผู้ มีสตรีเป็นสารถีบ้าง. ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือน
ชายหนุ่มหญิงสาวไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคาและแม่น้ำมหี ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไปต้องอาบัติทุกกฏ.
             สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งไปพระนครสาวัตถีในโกศลชนบทเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค แต่
อาพาธเสียกลางทาง และได้หลีกจากทางนั่งอยู่ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ประชาชนพบภิกษุนั้นจึง
เรียนถามว่า พระคุณเจ้าจะไปไหน ขอรับ?
             ภิกษุนั้นตอบว่า อาตมาจะไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค จ้ะ
             ป. นิมนต์มา ไปด้วยกันเถิด ขอรับ
             ภิ. อาตมาไม่อาจ เพราะกำลังอาพาธ จ้ะ
             ป. นิมนต์มาขึ้นยานเถิด ขอรับ
             ภิ. ไม่ได้จ้ะ เพราะพระผู้มีพระภาคทรงห้ามยาน
             ภิกษุนั้นรังเกียจอยู่ดังนั้นจึงไม่ยอมขึ้นยาน ครั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว จึงแจ้ง
เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานแก่ภิกษุผู้อาพาธ.

From <http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=428&Z=467>

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทำบุญยังไงให้ได้บุญ-ไม่ได้บุญ? : กลอนคติสอนใจ



ทำบุญยังไงให้ได้บุญ-ไม่ได้บุญ? : กลอนคติสอนใจ

     ฝนตก ต้องตาม ฤดูกาล................................................ด้วยผลาญ ป่าเผา เอาอะไรคิด?
คนอยาก ได้บุญ หนุนสฤษฏ์....................................ถูก-ผิด ต้องรู้ อย่าดูเบา

     ทาน-ศีล-ภาวนา มรรคาหลัก..........................................ศึกษา ตระหนัก พากเพียรเข้า
ทำถูก ได้บุญ หนุนเนื่องเนา.....................................ทำผิด คิดเอา(เองว่าได้บุญ) ย่อมเมามาย

     ทาน=ให้ สิ่งที่ มีประโยชน์............................................ปราโมทย์ เต็มใจ ใคร่ขวนขวาย
ให้โดย มิแม้น แสนเสียดาย......................................สลาย ความตระหนี่=วิถีธรรม

     ให้(สิ่ง)ของ ให้ทาน (ให้)การช่วยเหลือ............................เอื้อเฟื้อ ความรู้ ชูเลิศล้ำ
(ให้ความ)เมตตา กรุณา ถือว่าทำ...............................บุญกรรม สำคัญ ปันปรีดีฯลฯ

     รักษา ศีลสัตย์ ขจัดบาป................................................ชั่วหยาบ สาบไร้ สุกใสศรี
บ่เบียด เบียนให้ ใครโศกี.........................................เป็นวิ ถีบุญ หนุนอำไพ

    (ควรรู้ว่า)ศีล(ของ)พระ มากมาย ไม่ก่อบุญ........................บัญญติ เพื่อหนุน สมณวิสัย
ชาวบ้าน ติเตียน (พระพุทธเจ้า)ก็ตั้ง(กฎ)ไป.................ตามยุค สมัย พุทธกาล

     ภาวนา=อบรม ขัดเกลาจิต.............................................สุจริต-ซื่อสัตย์-สะอาด-ศานติ์
ตัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน.........................................บรรลุ นิพพาน อันเกรียงไกร

    (ส่วนพวก)โกนผม ห่มผ้า สารพัดสี...................................ประกอบ พิธี(บวช) เยี่ยงคุณไสย
นั่งกิน นอนกิน ศีลบรรลัย..........................................อกุศล ล้นใจ (จะ)ไม่ได้บุญ

     จงรู้ วิธี ปฏิบัติ.............................................................ซื่อสัตย์ พัฒนา ชีวาหนุน
ให้เจริญ ก้าวหน้า เกิดค่าคุณ......................................ได้บุญ สมหวัง ดั่งใจปองฯ

๖ ตุลาคม ๒๕๖๒

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562

คนไทยไปไกลแล้ว : กลอนสะท้อนสังคม




คนไทยไปไกลแล้ว : กลอนสะท้อนสังคม

     พัฒนา การของ คนไทย....................................ไปไกล (ถึงขนาด)ไหว้ดาว พฤหัส
หลังจาก ไหว้มา สารพัด...............................ทั่ววัด-พารา-คุณไสยฯลฯ

     ประเพณี แขก-จีน-ฝรั่งฯลฯ.................................พร้อมพรั่ง ยั่งยืน คู่คนไทย
ขอเหมา เคารพ เลื่อมใส...............................ต้นไม้ ก้อนหิน วิญญาณฯลฯ

     ทุกสิ่ง มีความ ศักดิ์สิทธิ์....................................อุกฤษฏ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์
หากแม้น ว่าได้ กราบกราน............................บันดาล สิริ มงคลฯลฯ

     ช่วยให้ ได้รับ สรรพสิ่ง.......................................โดยมิ ต้องอิง เหตุผล
เป็นที่ พึ่งของ ผู้คน......................................ที่ไม่ พึ่งตน จนปัญญา

     ไม่เชื่อ ก็ห้าม ลบหลู่..........................................คำขู่ ยอดนิยม ; ก้มหน้า
ปิดปาก ปิดหู ปิดตา......................................ใครอย่า กล้าดี ติติง

     เมื่อใด ที่ความ ศรัทธา.......................................มีอำ นาจกว่า ทุกสิ่ง
โดยเฉพาะ อยู่เหนือ ความจริง.........................ย่อมมิต่าง ดั่งอิง นิยาย

    ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี มิคะนึง.......................................ก็พึง พบเรื่อง เลวร้าย
ชีวิต สับสน วุ่นวาย........................................อันตราย ไม่ต่าง ปิดตา

     เดินเข้า ป่าดง พงพลัด.......................................ภัยพิบัติ รออยู่ เบื้องหน้า
ก็ยัง ไม่รู้ มุมา-.............................................นะท้า ทาย-เสี่ยง เยี่ยงเอยฯ

๕ ตุลาคม ๒๕๖๒

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

สุขใจดั่งได้ขึ้นสวรรค์ : กาพย์ฉบัง๑๖





สุขใจดั่งได้ขึ้นสวรรค์ : กาพย์ฉบัง๑๖

    ความสุขน้อยๆในวันนี้.......................ได้ช่วยชีวี
ลูกนกกระติ๊ดขี้หมู

    ที่พ่อแม่สร้างรังอยู่......................บนสายไฟคู่
เลี้ยงดูลูกน้อยกลอยใจ

    (ลูกนก)ขนยังขึ้นไม่เท่าไร.....................เจ้าของบ้านไซร้(เพื่อนบ้าน)
คิดร้ายเก็บรังโยนทิ้ง

    ริมหนทาง(รังนก)วางแน่นิ่ง.....................(ลูก)นกไม่ไหวติง
อิงอ้างสัญชาตญาณ

    ปล่อยไว้คงไม่เป็นการ......................ด้วยความสงสาร
ฉันจึงเก็บ(รัง)ย้ายที่ใหม่

    เลียนแบบค้างบนสายไฟ......................มิห่างเท่าไร(จากที่เดิม)
หวังให้พ่อแม่(นก)แล-ยิน

    กลับมาเลี้ยงลูกผูกจินต์.....................รักษาถวิล
มิสิ้นสัมพันธ์(เลือดเนื้อ)เชื้อไข

    เวลาหนึ่งวันผ่านไป.....................รู้สึกสบายใจ
ได้ยินเสียงโต้ตอบกัน(ระหว่างลูกนกกับพ่อแม่)

    สุขใจดั่งได้ขึ้นสวรรค์.....................วิถีชีวัน
ที่จรรโลงงามตามกุศล

    เหนือกว่ายากดีมีจน......................ก็คือดวงกระมล
ของคนที่แตกต่างกัน

    ก่อกรรมตามจิตคิดสรรค์.......................แลรับผลกรรม์
ของใครของมันแผกผันเอยฯ

๔ ตุลาคม ๒๕๖๒

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เวลาผ่านไว อายุขัยสั้น : กลอนคติเตือนใจ




เวลาผ่านไว อายุขัยสั้น : กลอนคติเตือนใจ

    ฤดูกาล ผ่านไว..........................ใกล้สุด พรรษา
พิรุณ สุนทรา........................พลันมา ห่างหาย
มวลอา กาศเย็น....................มาเป็น ความสบาย
กลับคือ ข่าวร้าย....................ให้ข้าว ชาวนา(ที่ยังต้องการน้ำหล่อเลี้ยง)

    เมื่อ(คน)รัก จากไป....................โลก(ก็)ไม่ ใสสด
หมองมาน รันทด...................อกสลด อ่อนล้า
แม้ชี วิตยัง...........................ดั่งไร้ ชีวา
หมดเถกิง เริงร่า....................ปานว่า ปราศใจ

    เวลา ผ่านไว.............................อายุ ขัยสั้น
สุข-ทุกข์ สารพัน...................พบพาน ผันไป
ชะตา ชีวิต...........................ญาติมิตร พิสมัย
ต้องพราก จากไกล................ในไม่ ช้าวัน

    เห็นฤทธิ์ อนิจจัง........................อย่ารั้ง รอให้
คนรัก จากไกล......................ค่อยไป ใฝ่ฝัน
รีบเอา ใจใส่..........................ในกัน และกัน
เมื่อรัก พรากพลัน...................มิครั่น สั่นคลอน

    ความเห็น แก่ตัว.........................เมามัว ชั่วช้า
ทำลาย ศรัทธา......................อุรา หลอกหลอน
เมื่อมิ จริงใจ..........................ย่อมไม่ อาทร
สับปลับ ซับซ้อน....................ยอกย้อน กระมล

     สงบ ฤดี...................................ไม่มี ความรัก
ดีกว่า อกหัก..........................หนักใจ ไหลล้น
ธรรมชาติ บาทบท...................มิกำ หนดดล
ให้คน ทุกคน.........................(ต้อง)ดิ้นรน รักเลยฯ

๒ ตุลาคม ๒๕๖๒

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

มนุษย์หน้ากาก : กลอนPM 2.5



มนุษย์หน้ากาก : กลอนPM 2.5

     ยังไม่ ทันพ้น ฝนฤดู.........................................พรั่งพรู PM 2.5
รัฐบาล ประกาศ ออกมา...............................ประชา จงพร้อมรับ สถานการณ์

     จะต้อง รับมือ แบบไหน?....................................การใส่ หน้ากาก วิบากศานติ์
นี่หรือ ปัญญา รัฐบาล?.................................บริหาร บ้านเมือง เปลืองเวลา

     เหมือนคน ไม่มี ความรู้.....................................ต่อสู้(ปัญหา) แบบผักชี โรยหน้า
พ่นน้ำ-ใส่หน้ากาก จักพา..............................ประชา ชนไทย ไร้ทุกข์มี?

     พลังงาน สะอาด ปราศเกื้อหนุน...........................เอื้อให้ นายทุน วิถี
ป่าสงวน แจกให้ ใครไม่มี..............................ที่(ดิน)กสิกรรม ทำกิน ชินชา(แจกที่ สปก.)

     แต่ไม่ ใส่ใจ ส่งเสริม.........................................เพิ่มความ ชุ่มชื้น พื้นที่ป่า(พื้นที่ป่าถูกบุกรุก-ลดลงอย่างรวดเร็ว)
(ใคร)บุกรุก-เผาทำลาย ไพรพนา.....................บ่ลงโทษ ให้สา สมใจ

     มนุษย์ หน้ากาก คือหลักฐาน..............................รัฐบาล นั้นไม่ เอาไหน
หมดความ สำคัญ คิดการณ์ไกล......................แก้ไข(ปัญหา) เฉพาะหน้า ถนัดครัน

    สิ่งแวด ล้อมล้น มลพิษ......................................วิกฤติ เพิ่ม-ไว สลายฝัน
ทำลาย คุณภาพ ชีวัน...................................สุขสันติ์ บั่นทอน ว่อนโรคภัย

     ทุกคน ต้องร่วม รักษา........................................คุ้มครอง โลกา สะอาดไว้
อย่าปล่อย ทุกลม หายใจ..............................ลดอา ยุขัย คนไทยเลยฯ

๑ ตุลาคม ๒๕๖๒

*(ไม่ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า เท่ากับ สนับสนุนรถใช้น้ำมันซึ่งก่อปัญหามลพิษทางอากาศ)

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562

จะแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา? : กาพย์ยานี๑๑










จะแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา? : กาพย์ยานี๑๑

     คนขาย ไม่ถูกฆ่า.........................................คนเสพยาฯ ไม่ถูกขัง
นึกแก้ ปัญหาดั่ง.........................................พวกช่างฝัน แสนอันตราย

     ปัญหา นักโทษล้น-......................................คุกแน่นจน (แต่)ทนไม่ขยาย(ไม่สร้างคุกเพิ่ม)
ทางออก บอกง่ายดาย..................................ลดโทษ-ไม่ ต้องขังคน

     เหมือน(เอาคน)บ้า มาบริหาร.........................อ้างหลักการ ลาญเหตุผล
ป่วย-ชั่ว มั่ว-มืดมน.......................................มิแยกยล=ฉลฉ้อชิง

     เสพ-ขาย(ยาเสพย์ติด) หาใช่ป่วย....................(ความ)คิดเฮงซวย=ช่วยชั่วสิ่ง
บิดเบือน ความเป็นจริง..................................ปัญหายิ่ง ยาก-ลุกลาม

     (ต้อง)ปลูกฝัง ความรักดี................................กรรมอัปรีย์ ต้องหักห้าม
(ต้นเหตุคือ)สังคม อุดมทราม..........................คนไม่คร้าม ทำชั่วชิน(บทลงโทษเบา คนชั่วยิ่งกล้าทำชั่ว)

     พระยัง ระยำให้............................................เป็นข่าวได้ ไม่รู้สิ้น
มวลชน บนแผ่นดิน.......................................ขาดศีลสัตย์ ชาติภินท์พัง

    คนป่วย ควรรักษา........................................(แต่)พวกชั่วช้า ต้องคุมขัง
ห้ามไป เมื่อไม่ฟัง.........................................ยังทำชั่ว อย่ามัวรอ

     ลงโทษ ที่โฉดชั่ว.........................................เมื่อไม่กลัว มัวเมาฉ้อ
(ใครที่)ชั่วร้าย มากมายพอ.............................ก็กำจัด ตัดสิน(ประหาร)เทอญฯ(จะเก็บไว้ทำไม? คนล้นโลกแล้ว)

๒๙ กันยายน ๒๕๖๒

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562

อุปสรรคของการพัฒนา : กลอนคติเตือนใจ



อุปสรรคของการพัฒนา : กลอนคติเตือนใจ

     (ด้วย)คุณพระ สยาม เทวาธิราช...............................สามารถ ดลให้ ไทยสุขี(คนไม่ต้องทำอะไร)
ป้องกัน ปัญหา ปัดราคีฯลฯ..................................ยังมี คนเชื่อ เมื่อปัจจุบัน

     อุปสรรค ของการ พัฒนา........................................คือปราศ ปัญญา คิดสร้างสรรค์
ยิ่งมอง ไม่เห็น ปัญหานั้น....................................บันดาล ปัญหา ตลอดไป

     (จิต)ทรยศ คดคุด ทุจริต........................................เกียจคร้าน งานกิจ เป็นนิสัย
อุปสรรค หนักหนา จาระไน..................................เท่าไร ก็ไม่ เกิด(การ)เปลี่ยนแปลง

     ความไม่ จริงจัง ขวาง(ความสามารถ)คิดอ่าน...............ชำนาญ มารยา-เกเร-เสแสร้ง
ผักชี โรยหน้าฯลฯ ล้วนแสดง................................เหตุแห่ง อุปสรรค ขวากพัฒนา

     ความรู้ ไม่สู่หา (แต่)อุตสาห์คิด.................................ถูก-ผิด พินิจข้าม หยามคุณค่า
ทำตาม อำเภอใจ ไม่นำพา...................................สัมมา ปฏิบัติ อีกปัจจัยฯลฯ

     กุศล (คือ)ต้นทาง การสร้างสรรค์...............................ครอบคลุม กิจกรรม์ บันดาลให้
(การ)พัฒนา ประสิทธิ์ ประสบชัย...........................ปัญหา ใดๆ คลี่คลายพลัน

    กฎระเบียบ ตราไว้ ไร้สาระ........................................(เป็น)ภาระ อุปสรรค นักสร้างสรรค์
ปฏิเสธ การเปลี่ยนแปลง-มิแบ่งปัน.........................ความรู้ สู่กัน ขวางปัญญา

     อวดอ้าง อำนาจ ทำบาตรใหญ่..................................(ย่อม)บิดเบือน เงื่อนไข ให้ก้าวหน้า
ความคิด(ใหม่) ปิดกั้น (ดีแต่)จำนรรจา....................เชื่อว่า (ทำให้)พัฒนาได้ ฝันไปเทอญฯ

๒๘ กันยายน ๒๕๖๒

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562

การดำเนินชีวาอย่าอ่อนไหว : กลอนคติชีวิต





การดำเนินชีวาอย่าอ่อนไหว : กลอนคติชีวิต

     แม้(ยัง)มิใช่ เวลา ของหน้าหนาว.............................(แต่เมื่อ)อากาศหนาว มาเยือน (อย่าง)ไม่คาดฝัน
ก็มิใช่ เวลา มาเกี่ยงมัน........................................ปัจจุบัน พานผอง ต้องเผชิญ

     สัมผัสเห็น เย็นแห้ง เปลี่ยนแปลงให้..........................ปรับวิถี ชีวาไว ไม่ขัดเขิน
เมื่อแสงสูรย์ แปรทิศ ; กิจดำเนิน...........................การปรับเปลี่ยน มิอาจเมิน เผลอเพลินใจ

    (ใครจะ)ชอบ-ไม่ชอบ ก็ช่าง ; ทางชีวิต.......................ถูกลิขิต พิสดาร ห้ามหวั่นไหว
สอดคล้องสรรพ สถานการณ์ ดั้นด้นไป....................มีวินัย ไม่ประมาท เป็นวัตรมี

     อย่าใส่ใจ ในสุข จนทุกข์เกิด....................................มิประเสริฐ เลิศล้ำ ซ้ำบัดสี
ความรู้สึก บ่ยินร้าย ไม่ยินดี...................................ฝึกไว้บ้าง สร้างวิถี ที่เยือกเย็น(ไม่สุขไม่ทุกข์=อุเบกขา)

     ธรรมชาติ ชีวัน (ล้วนหนีไม่พ้น)มีปัญหา......................มากหรือน้อย คล้อยชะตา กรรมเก่าเข็น
จงรู้จัก เข้าใจ ในประเด็น......................................รู้งดเว้น เป็นทุกข์ ซุกมนา

     อนาคต ข้างหน้า อย่ากังวล.....................................ตั้งกระมล สนใจ ในปัญหา
ที่กำลัง เผชิญ จะดีกว่า........................................เท่ากับปลด ลดภาระ ละลงพลัน

    การดำเนิน ชีวา อย่าอ่อนไหว...................................(แต่)คิดสนุก เข้าไว้ (มัก)ให้คับขัน
เกิดอะไร ขึ้นมา อย่ายึดมั่น...................................รู้ลดทอน ผ่อนผัน ความฝันตน

     ตราบยังมี ชีวิต คิดเยี่ยงปราชญ์................................คือโอกาส ก่อกรรม ทำกุศล
แม้ยังไม่ ให้สนอง พ้องบัดดล...............................แต่มิพ้น ผลผอง ต้องได้เอยฯ

๒๗ กันยายน ๒๕๖๒

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562

หิริ โอตตัปปะ คือเครื่องมือง่าย-เที่ยงตรงในการวัดคนดี-ชั่ว : กลอนคติธรรม




หิริ โอตตัปปะ คือเครื่องมือง่าย-เที่ยงตรงในการวัดคนดี-ชั่ว : กลอนคติธรรม

     การประพฤติ สุจริต.......................................เกิดจาก ความคิด ที่ซื่อตรง
จิตใจ มิไหลหลง..................................ประสงค์ ผลประโยชน์ โรจน์-เร็ว หา
จึงก่อ ความรำคาญ...............................แก่ชน สามานย์ ผู้ด้านชา
ทุจริต ติดอุรา......................................ไม่ศรัทธา กฎแห่งกรรม

    ถนัด วิธี ลวงหลอก.......................................กลิ้งกลอก ยอกย้อน ซ่อนสัจจา
โกหก พกลม โฉมหน้า...........................เชื่อว่า จะได้ ผลหลาย-ล้ำ
เข้าใจ(ว่า) ในโลก วิถี............................ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี-ศีลธรรม
(เป็นเพียง)ประดิษฐ์ ประดอย ถ้อยคำ........ของคน โง่งำ งมงาย

     คนฉลาด กล้าทำชั่ว......................................ไม่กลัว กฎแห่ง กรรมทัก
ใครโดนหลอก บอก"โง่นัก".....................แค่รู้จัก หลบเลี่ยง กฎหมาย
ทำตาม ใจได้ ไม่ต้องห่วง.......................ความชั่ว ทั้งปวง อย่าละอาย
โลกนี้ ไม่มี ดี-ร้าย.................................ขวนขวาย สาวได้ สาวเอา

    คนซื่อสัตย์ รับไม่ได้.......................................คนคดไซร้ ไม่ถือสา
คือธรรมชาติ ของโลกา...........................ที่มี (ทั้งคนมี)ปัญญา และโง่เขลา
คนโกหก เชื่อถือ ไม่ได้...........................ไว้ใจ หรือจะไม่ หลอกเรา?
ทำร้าย ให้โศกเศร้า................................ใช้เรา เป็นแค่ เครื่องมือ

    สัญญา ของคน สามานย์..................................แค่การ สร้างภาพ ประทับจิต
คนโฉดชั่ว ทั่วความคิด............................มิใช่มิตร อย่าหลง นับถือ
ควรคบ แค่คน จริงใจ..............................สุจริต จิตใจ ใสซื่อ
หิริ โอตตัปปะ จะคือ...............................เครื่องมือ(ง่ายๆ-เที่ยงตรง) วัดคน หนทางฯ

๒๔ กันยายน ๒๕๖๒

*ธรรมคุ้มครองโลก 2 (ธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เดือดร้อนและสับสนวุ่นวาย )
       1. หิริ (ความละอาย, ละอายใจต่อการทำความชั่ว)
       2. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป, เกรงกลัวต่อความชั่ว)
From <http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=23>

*ผู้มีหิริ-โอตตัปปะ ย่อมไม่มีเจตนาทำชั่ว
ส่วนผู้ไม่มีหิริ-โอตตัปปะ พร้อมจะทำชั่วได้ตลอดเวลา
ดังนั้น หิริ-โอตตัปปะ จึงเป็นหลักตัดสินคนดี-คนชั่ว ได้ง่ายและเที่ยงตรงที่สุด

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562

นิพพาน สูงส่งแสนประเสริฐ : กลอนจรรโลงใจ



นิพพาน สูงส่งแสนประเสริฐ : กลอนจรรโลงใจ

     นภาช่างสูงส่งและสดใส
ทำให้ใครๆต่างปรารถนา
อยากไปอาศัยในฟากฟ้า
คงจะเป็นสุขทุกเวลานิรามัย

      และเพราะว่า...นภกว้าง
หนทางห่างเหินเกินคำว่า...แสนไกล
(คน)จึงได้แค่แลและฝันใฝ่
ตั้งแต่วัยเยาว์จนเฒ่าชรา

     แต่ความสวยงามเป็นอำมฤต
เสน่ห์อันวิจิตรของฟากฟ้า
เปรียบเสมือนเวทมนต์มายา
ดึงดูดใจนราให้มาลุ่มหลง

      แม้จะรู้ว่าไม่สามารถ
หากแต่ความปรารถนาจะยังคง
สร้างจินตนาการอันสูงส่ง
ยืนยงคงมั่นคู่กาลเวลา

     ก็เหมือนกับ....นิพพาน
นักปราชญ์โบราณวาดฝันหา
แปลกแยกกันไปต่างๆนานา
ตามหลักศาสนาที่นับถือ

      สำหรับพุทธธรรม
นิพพานเหนือคำที่ร่ำลือ
ตัดขาดวัฏสงสารสัมพันธ์ยื้อ
คือสถานะสงบ-สิ้นภพ-ขันธ์ฯลฯ

     ยังให้ชนผู้สนใจ(แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ)
ต่างตั้งความหวังไกล...ใฝ่ฝัน(วาดภาพสารพัด)
อยากบรรลุนิพพานพลัน
แม้ในสักวันข้างหน้าก็ยังดี

      (เหตุผล)เพราะเบื่อหน่ายในชีวิต
เพราะคิดว่า(นิพพาน)สูงส่ง-ประเสริฐกว่าโลกนี้
เพราะจินตนาการว่า(เป็นสถานที่)ยอดเยี่ยมมีฯลฯ
และ(คนอีกมากมาย)ที่ไม่รู้...อยากตามผู้คนเขาไป

     อยากบรรลุนิพพาน
ทะเยอทะยานต้องการได้
อยากมี อยากเป็น อยาก...อยาก...อยาก...มากมาย
จิตใจไหลหลง...งงงัน

      นิพพานอันวิเศษ
คนมีกิเลส-สาไถย ร่วมใฝ่ฝัน
มายาคติ-จินตนาการฯลฯแตกต่างกัน
ยึดมั่นแนวทางของตน....อลเวงฯ

๒๕ กันยายน ๒๕๖๒

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562

ธรรมะมีไว้ประพฤติ ไม่ใช่ไว้พูด-ท่อง : กลอนคติเตือนใจ




ธรรมะมีไว้ประพฤติ ไม่ใช่ไว้พูด-ท่อง : กลอนคติเตือนใจ

     ใกล้ฟ้าสาง กลางค่ำ ความหนาวครอบ.........................บรรยากาศ กายรอบ เงียบสงัด
แว่วเสียงฝน หล่นริน ยินลมพัด................................ไพรพนัส อัศจรรย์ กล่อมฝันนอน

      หลับสนิท จิตวิมล จนรุ่งเช้า.......................................ธรรมประเดิม เริ่มเร้า เข้าสั่งสอน
ผ้าห่มอุ่น สุนทรา อย่าอาวรณ์..................................ทำงานออม เงินก่อน แก่ชรา

    หยาดพิรุณ โรยริน ไร้สิ้นสุด........................................แรงเร่ากับ สลับหยุด ชวนปุจฉา
สุริยน อยู่หนใด ในนภา..........................................มวลเมฆา หนาแน่น เป็นแผ่นเดียว

    เย็นสบาย อายชื้น รื่นรมย์ปรก.....................................ลมผวนผัน พัดผกพา ชั่วประเดี๋ยว
เมฆค่อยๆ คลี่คลาย โดยง่ายเทียว............................ชายตาเหลียว มองฟ้า สว่างวัน

     ธรรมะมี ไว้ให้ ได้ประพฤติ.........................................เป็นหลักยึด พฤติกรรม กุศลสรรค์
แลลดละ อกุศล หนทางอัน.....................................สู่มรรคผล พ้นทุกข์ทัณฑ์ มุ่งมั่นทำ

     (ธรรมะ)ไม่ได้มี ไว้ให้ ใครท่องบ่น...............................ประพรมน้ำ มนต์พิธี บัดสีถลำ
เสมอเหมือน ไสยศาสตร์ อุบาทว์กรรม.......................อย่างที่ชน คนระยำ ชอบดำเนิน

    และไม่ได้ มีไว้ ให้พูดอวด..........................................ใช้ประกวด ปาฐกถา น่าสรรเสริญ
หวังลาภ-ยศ-สักการะ ความเจริญ.............................(โดย)ไม่เก้อเขิน (ที่)ไม่เคยหัด ปฏิบัติตาม

    พูดจนคล่อง ท่องจน คนไม่รู้.......................................หลงเข้าใจ ว่า(เป็น)วิญญู ผู้อร่าม(อร่าม=งาม)
แต่เมื่อใด ขยายคดี พจีความ...................................กลับเลอะเทอะ เปรอะกาม ทรามโลกีย์

    ปริยัติ->ปฏิบัติ->ปฏิเวธ............................................ปฏิเสธ ไม่ได้ ในวิถี
ปฏิบัติ (โดย)ปราศศึกษา ธรรมะให้ดี.........................เหมือนไม่มี แผ่นที่ดู เข้าสู่พง

    แสงสว่าง กระจ่างใส ในใจผู้.......................................แสวงหา ความรู้ คู่ประสงค์
พร้อมประพฤติ ปฏิบัติ อย่างหยัดยง...........................จึงไม่หลง ทางหลัก มรรคผลเอยฯ

๒๓ กันยายน ๒๕๖๒

*สัทธรรม ธรรมที่ดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของคนดี,ธรรมของสัตบุรุษ
สัทธรรม ๓ อย่าง คือ
           ๑. ปริยัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งที่พึงเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์
           ๒. ปฏิบัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งพึงปฏิบัติ ได้แก่ไตรสิกขา
           ๓. ปฏิเวธสัทธรรม สัทธรรมคือผลที่พึงบรรลุ ได้แก่ มรรคผล และนิพพาน
From <http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%B7%B8%C3%C3%C1>