ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ
ขออภัยถ้าเห็นโฆษณาที่น่ารำคาญ เป็นการดำเนินการของ Blogger เอง
ผมไม่มีต้องการและไม่ได้รับประโยชน์อะไร ผมสร้างเว็ปนี้เพื่อการกุศล ไม่ใช่เพื่อหารายได้

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

กลอน : ความเป็นพระ

       

กลอน : ความเป็นพระ


      ปังปังปัง เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง เสียงประทัด           ดังจากวัด ถนัดถนี่ ถี่ถี่แถว
เด็กหญิงชาย กระจายเล่น เต้นเต้นแนว                   ตาใสแป๋ว เสียงแจ้วแจ้ว แว่วแว่วมา

      ใกล้เวลา วัสสาเคลื่อน มาเตือนขัด             เสียงประทัด ประกาศบอก จะออกพรรษา
ทิวาวัน เริ่มสั้นยล สนธยา                                   พิรุณรา เมฆาเลื่อน ลางเลือนลง

      ใกล้สิ้นแรง แสงตะวัน จรัญสี                         รัศมี ระวีระบาย ละม้ายหลง
เหลือง,แสด,แดง แพลงชมพู พรั่งพรูพงศ์               ค่อยจางตรง โค้งขอบฟ้า ลับตาไป

      รอบวิหาร ลานอุโบสถ โกศเจดีย์                    ไร้รังสี ไม่มีเสียง เพียงหลับใหล
เดินเข้าโบสถ์ โสตสำเนียง เสียงก้องไกร                 ก้มกราบไหว้ ปฏิมา พุทธากร

      พุทธพักตร์พริ้ง ดั่งหญิงสาว พราวเสน่ห์            ไร้กิเลส์ เสอุบาย สาไถยถอน
แทนธรรมะ ที่สะอาด พิลาสพร                            ดับทุกข์ร้อน ถอนกำหนัด ตัดวัฏฏา

      เทียนถูกจุด จนกุดกลม ล้มระนาบ                   ก้านธูปดับ ตราบปักอยู่ คู่กระถาง์
ดอกบัวแห้ง ไร้แรง..หล่น บนบาทา                       อนิจจา ลักษณะ สะดุดใจ

      โอ้...ตัวเรา ก็เท่านี้ ยังมีทุกข์                        ต้องล้มลุก คลุกคะเมน เป็นอสงไขย
ปฏิญาณ พรหมจรรย์..ขอ สืบต่อไป                      ไม่มั่นหมาย ในวิจิตร อิสตรี

      "ความเป็นพระ" ใช่แค่ผ้า หาห่มกาย             แต่ใจอาย ใสสะอาด ด้วยสัจจ์ศีล์
" เป็นพระ"ชี้ ที่หัวใจ ไร้ราคี                              ทรงพุทธี วุฒิธรรม ส่องอำไพ

      เป็น"พุทธะ ฆราวาส" ไม่ขัดติด                   ใช้ชีวิต "คิดอย่างพระ" กุศลาศัย
ปฏิบัติ เพื่อขัดเกลา พราวจิตใจ                           ไม่อาลัย ในกาเม อยู่เอองค์

      ประกอบกรรม ทำสัมมา อาชีวะ                     ศีลสมา...ธิปัญญา ศึกษาสงค์(สงค์=การข้องอยู่)
ไตรปิฎก ปกติ มิวางลง                                    หวังยังคง "ความเป็นพระ" สถาพร ฯ

                                                                              ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓

กลอนสุภาพ : ขอบคุณเพื่อนๆ


      
กลอน :ขอบคุณเพื่อนๆ
ขออุทิศแด่ มิตรภาพ
ที่ไม่มีวันสาบสูญ ไปจากจิตใจของสรรพชีวิต


      ขอบ......คุณที่ มีเมตตา มาใกล้ชิด
คุณ.............ของมิตร พิชิตไข้ คลายเคลื่อนเขลา
เพื่อน..........ร่วมเล่น ร่วมเป็น-ตาย ร่วมใจเรา
เพื่อน..........ปัดเป่า เศร้าโศกทุกข์ คืนสุขใจ

      ขอบ......คุณเพื่อน ที่เตือนให้ ใคร่ครวญคิด
คุณ..............คณิต จนจิตจับ นับไม่ไหว
เพื่อน...........คือสุข ปลุกชีวา ร่าเริงไกร
เพื่อน...........คือใจ ดวงที่สอง จองจำรูญ

      ขอบ......คุณที่ มิถือสา ว่าเราผิด
คุณ..............วิจิตร มิตรภาพ มิสาบสูญ
เพื่อน............เป็นเพื่อน ไม่เบือนหน้า อนุกูล
เพื่อน............ไพบูลย์ อบอุ่นใน หทัยนาน

      ขอบ......คุณเพื่อน ไม่เชือนแช แม้เราพลาด
คุณ..............หลั่งลาด วินาศนอง ต้องพ่ายผลาญ
เพื่อน...........ช่วยเหลือ เอื้ออาดูลย์ ปูนปราการ
เพื่อน...........ป้องต้าน อันตราย ไม่กรายกราว

      ขอบ......คุณเพื่อน ไม่เลือนลืม ปลื้มเปรมปริ่ม
คุณ.............อาบอิ่ม พริ้มพิไล ให้ห้อมหาว
เพื่อน..........ดั่งเดือน ไม่เคลื่อนไคล ไกลเกินดาว
เพื่อน..........ช่างวาว พราวกว่าเพชร พิเศษเอย ฯ

๓๐ กันยายน ๒๕๕๓            

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ความรู้ที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนมีชีวิตต้องศึกษา

                                         


ความรู้ที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนมีชีวิตต้องศึกษา
ขออุทิศให้กับ ผู้อ่อนประสบก่ารณ์ ผู้บาดเจ็บทางจิตใจเพราะความไร้จริยธรรม


จริยธรรม 
เป็นศาสตร์และศิลป์ไม่ถูกกำหนดไว้ในหลักสูตรของระบบการศึกษาสมัยใหม่
จะมีบ้าง ก็เพียงเนื้อหาที่กระจัดกระจายไร้ความสำคัญ

ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันว่า มีเหตุผลอะไร? ที่นักการศึกษาจึงทำเช่นนั้น
จะอ้างว่า เป็นเรื่องศาสนาก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะสามารถแยกหลักจริยธรรมออกจากหลักความเชื่อทางศาสนาได้โดยง่าย

โดยเนื้อหาแล้ว หลักจริยธรรมเป็นกระบวนการศึกษาความรู้ที่เป็นนามธรรม
โดยผ่านทางจิตใจ
เป็นกระบวนการศึกษาที่ต้องวัดผลที่ความยอมรับ การนำไปปฏิบัติจริง
ไม่ใช่การท่องจำ ไม่ใช่การขีดเขียน
ทำให้การประเมินผล การให้คะแนนทำได้ยากยิ่ง

โดยเนื้อแท้แล้ว
หลักจริยธรรม ไม่ใช่ความรู้ด้านวิชาการ
ไม่ใช่ความรู้ด้านอาชีพ
แต่เป็นความรู้ด้านการดำเนินชีวิต

ซึ่งโดยเนื้อแท้อีกเช่นกัน
หลักจริยธรรม เป็นศาสตร์ที่สำคัญและจำเป็นกับคนทุกๆคน
ยิ่งกว่าศาสตร์ใดๆที่มีการกำหนดให้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอน
สำคัญและจำเป็นยิ่งกว่าทักษะใดๆ
ที่มีการส่งเสริมให้มีการประกวดแข่งขันกันอย่างเอาจริงเอาจัง

จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึง ณ ปัจจุบัน
ผู้เขียนพบว่า
นักศึกษาที่สอบเข้าสาขาชั้นยอดในมหาวิทยาลัย
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการชั้นสูง
ตลอดจนนักการอาชีพผู้ประสบกับความสำเร็จในอาชีพของตน
จำนวนมากที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอ
กลับล้มเหลวและสอบตกในด้านหลักจริยธรรม

นักกฎหมาย ไม่รักษาความยุติธรรม
นักการแพทย์ ปฏิบัติต่อผู้ป่วย ประหนึ่งเหยื่อทางการแพทย์
นักปกครอง มองดูประชาชนของตนว่า เป็นดั่งทาสโง่ๆ
ครูอาจารย์ ทำกับลูกศิษย์อย่างเดียวกับที่พ่อค้าทำกับลูกค้าของตน
นักศึกษาไม่รักการเรียน ไปสนใจสิ่งยั่วยุต่างๆที่ล่อหลอกเยาวชนอยู่ทั่วไปหมด
สามี-ภรรยา นอกใจกัน ละเลยหน้าที่ต่อครอบครัวและบุตรหลาน
บุรุษ-สตรี สำส่อนร้อนเร่าในกิจกรรมทางเพศ
ผู้คนในสังคมเสแสร้ง หลอกลวง ฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบกันอย่างโหดร้าย
ผู้คนต่างเห็นแก่ตัว ทำชั่วต่อกันอย่างไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป

ไม่มีเหตุผลกลใดที่จะมาอ้างและอธิบายถึงความเสื่อมทรามทางจริยธรรมของบุคคลเหล่านี้
นอกเสียจากการไม่สนใจใยดี การไม่เห็นประโยชน์ การเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อการหารายได้

ที่สำคัญ หลักจริยธรรมไม่ได้ตอบสนองความต้องการด้านสัญชาติญาณสัตว์ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้คน
มิหนำซ้ำ ยังขัดขวาง-กีดกั้น-ป้องกัน-ชักจูง-สั่งสอน ให้ลด-ละ-เลิกความต้องการทำตามอำเภอใจของคน
ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกทางจิตใจที่ดื้อรั้น-ดื้อด้าน-ดึงดัน-ควบคุมได้ยาก เป็นอย่างยิ่ง

หลายต่อหลายชีวิต รักษาความไร้จริยธรรม และถ่ายทอดสู่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น
ปานประหนึ่งมรดกตกทอด
หลายต่อหลายชีวิตมีทัศนคติที่ดูหมิ่นดูแคลนเหยียดหยาม หลักจริยธรรม
และถ่ายทอดทัศนคตินี้ไปสู่ลูกหลานปานประหนึ่งเป็นสิ่งชั่วช้าสามาญย์

การที่จะทำให้หลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่ถูกมองเห็นว่ามีความสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิต
จึงจำเป็นต้อง รอให้เจ้าของชีวิตได้รับบทเรียนจาการใช้ชีวิตที่ไร้จริยธรรมของตน
จนต้องประสบกับชะตากรรมอันโหดร้าย เจ็บปวด ลำบากเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
แล้วหันไปพึ่งพาเครื่องรางของขลัง ไสยศาสตร์ มนตร์ดำ โหราศาสตร์
จนเมื่อการกระทำเหล่านี้ ไม่บังเกิดผลอันใดที่ให้ความสงบสุขกลับมา
นั่นแหละ จึงหันหน้าเข้าพึ่งศาสนา
ซึ่งเป็นสถาบันที่สร้าง สะสม รักษา ธำรงไว้ซึ่งหลักจริยธรรม ศีลธรรม เอาไว้อย่างเหนียวแน่น
(แม้ว่า นักการศาสนาบางคนกลับไร้จริยธรรมเสียเอง)

คนบางคนโชคดี ที่สามารถเรียนรู้บทเรียนชีวิตได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องถูกทาง
ได้อาศัยหลักจริยธรรมในการดำเนินชีวิต
ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น ลดปัญหาอุปสรรค ละมีความสุขสงบ

คนบางคนโชดดีที่ถือกำเนิดในครอบครัวที่ยึดหลักจริยธรรมในการดำเนินชีวิต
ทำให้ได้รับการถ่ายทอดจริยธรรม ได้รับการขัดเกลาจิตใจตั้งแต่วัยเยาว์
ชีวิตของคนเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนคนที่มีบุญวาสนา
เพราะเป็นคนที่มีชีวิตที่ราบรื่น มีปัญหาอุปสรรคน้อย และมีความสงบสุข

ผู้เขียน เป็นคนหนึ่งซึ่งถือกำเนิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เห็นความสำคัญของหลักจริยธรรม ชีวิตในวัยเยาว์จึงดำเนินไปตามอำเภอใจ
จนเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น การทำตามอำเภอใจในชีวิตทำให้ต้องประสบกับปัญหา อุปสรรคนานัปการ
ความเจ็บปวด ความเสียใจ จากการกระทำที่ผิดพลาด-ล้มเหลว จนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่
ได้นำพาผู้เขียน ให้หวนกลับไปสนใจศึกษาพุทธศาสนา หลักปรัชญาและจิตวิทยาอย่างจริงจัง

ได้แยกแยะหลักจริยธรรมที่เป็นสัจจะสากล ออกจากหลักความเชื่อทางศาสนาพุทธ
และได้นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง หนักแน่น

ทำให้ชีวิตที่เคยเปรียบเสมือนผ้าสกปรกกลับผุดผ่อง ราวกับจะส่องประกายระยิบระยับ
สามารถรับรู้ได้ด้วยจิตใจที่ผ่องใสเอิบอิ่ม เปี่ยมด้วยความสงบสุข
จนผู้ที่พบประสบหน้าต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่า ผิวพรรณ-ใบหน้า ผุดผ่องนวลใส
ผิดไปจากอดีต

ผู้เขียนขอจบบทความนี้
ด้วยการขอชวนเชิญให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้ลองเจียดเวลาศึกษาหลักจริยธรรม และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันดูบ้าง

แล้วท่านจะพบว่า
ชีวิตเดียวกัน คนเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม
กลับกลายเป็นเสมือนหนึ่งได้เกิดใหม่ เป็นคนใหม่ ที่สดใส ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม ฯ

๒๙ กันยายน ๒๕๕๓

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

กลอน : (นาง)ในดวงใจ

                                     


กลอน : ในดวงใจ

      อนงค์นาง ผู้ย่างกราย เนาในจิต                   คู่ชีวิต คู่ชิดใคร่ คู่ใดเหมือน
เป็นที่รัก เป็นหลักคิด เป็นมิตรเรือน                     เป็นอย่างเพื่อน เดือน-ดวงใจ นัยนานันท์

      หากมิได้ เธอใกล้ชิด พิสมัย                       ฉันคงไข้ วายชีวา สิ้นอาสัญ
โลกคงเถื่อน เหมือนนรก ตกโลกันตร์                   แม่มิ่งขวัญ กัลยา ข้าฯภักดี

      เธอคือ ดอกโกมล กลางชลใส                     สะอาดอาย ไร้มลทิน สิ้นหมองศรี
นวลละออง ผ่องสุภา ชลธี                                จนเหลือที่ วลีเอย เผยอำไพ

      เธอคือ เทพธิดา อัปสร                              อรชร อ่อนหวานยิ่ง เหนือหญิงไหน
บริสุทธิ์ ดุจนางฟ้า สุราลัย                                 มาแนบใน ให้ฉันชื่น รื่นอุรา

      เธอคือ หยาดน้ำค้าง กลางห้วงหาว             พร่างสะพราว ราวเพชรรัตน์ เพ็ญอัตถา
ชโลมดิน ติณชาติ ดาษดา                                 ให้มีค่า สถาพร ตอนอรุณ

      เธอคือ เมฆาขาว พราวสะอาด                      ยุรยาตร เพื่อพาดบัง พรางแสงสุรย์
จรจรก หกระเหิน เดินอาดุร                                ได้พึ่งบุญ การุณย์รับ ประทับใจ

      เธอคือ สายพิรุณ พร่างพูนพฤกษ์                   สร้างสำนึก สมอุรา สัมมาใส
จนดื่มด่ำ ฉ่ำชุ่มชื่น รื่นฤทัย                                 เสมอไอ อำมฤต ฤทธิ์อนันท์

      เธอคือ ศีลธรรม คุณความดี                       คือผู้ที่ สถิตใน หทัยฉัน
คือแม่พระ ธรณี วิลาวัณย์                                  ชุบชีวัน ปั้นปริ่ม อิ่มเอมเอย ฯ

                                                                 ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำไม? สาวสวย-รวย-เก่ง....จึงล้มเหลวในชีวิตรัก

            
                         


ทำไม?
สาวสวย-รวย-เก่ง....จึงล้มเหลวในชีวิตรัก


บทความนี้ เป็นเพียงทัศนะส่วนตัว มิได้ทำการวิจัยตามหลักวิชาการ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

อิสตรีเพศหลายต่อหลายคน
เกิดมาพร้อมด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามตั้งแต่เยาว์วัย

เป็นที่เอ็นดู-รักใคร่จากผู้พบเห็น
อยากจะอุ้ม อยากจะหอมแก้ม อยากจะเอาอกเอาใจเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเด็ก
เด็กเหล่านี้ บางคนนอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามแล้ว
ยังเป็นผู้ประกอบด้วยพันธุกรรมทางสมองที่ดีเลิศ
บางคนก็ได้ถือกำเนิดในครอบครัวที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอีกด้วย

เด็กที่สวย-รวย-เก่งเหล่านี้
ต่างประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่เด็ก
ทั้งด้านความรักใคร่เอาอกเอาใจจากคนรอบกาย
ทั้งด้านการเรียน การแข่งขันต่างๆ
เธอทั้งหลายเหล่านี้ ได้รับแต่ความรัก ความสนใจ เป็นจุดเด่น เป็นจุดสนใจจาก
คุณครู เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมโรงเรียน ตลอดจนเพื่อนต่างโรงเรียน

รุ่นพี่ รุ่นน้อง ต่างมีของขวัญ จดหมายรัก เฝ้าคอยปรนนิบัติรับใช้ ให้บริการ
จนกลายเป็นความเคยชินของสตรีเพศเหล่านี้ที่จะต้องมีคนรัก
เคยชินที่จะต้องเป็นจุดเด่น จุดสนใจ
โดยไม่ต้องเอาใจใส่ใครๆ
หรือแสร้งทำเป็นสนใจ เพื่อโปรยเสน่ห์ เพื่อให้คนทั้งหลายมาลุ่มหลงเธอมากยิ่งขึ้น

แต่ความเคยชินนี้เอง
ได้สร้างนิสัยที่เรียกว่า "รักแต่ตัวเอง"(คนละอย่างกับความเห็นแก่ตัว)

ความสวย-รวย-เก่ง นี้
ติดตามตัวเธอไปจนเติบโตเป็นสาวสวยที่ชายหนุ่มทั้งหลายต่างฝันที่จะได้เป็นผู้พิชิตหัวใจของเธอ
แต่เธอกลับมองไม่เห็นความสำคัญของชายเหล่านั้น
มากไปกว่าเครื่องประดับชีวิตที่สมบูรณ์แบบของตัวเอง

ทำให้ชายทั้งหลายที่ทุ่มททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแข่งขันกัน
ต้องพบกับสิ่งที่เรียกว่า "อกหัก"
ต่างคนต่างถอนตัวออกไปทีละคน สองคน
แต่สาวสวยรวยเสน่ห์กลับฉลาดที่จะโปรยเสน่ห์
เพื่อเรียกความสนใจจากชายคนใหม่มาแทนที่มิขาดสาย
โดยที่เธอยังคงมีความสุขกับการได้เป็นดวงจันทร์ท่ามกลางดวงดาว
เป็นไข่แดงท่ามกลางไข่ขาว

แต่เมื่อกาลเวลาได้ล่วงเลยไป
ชายหนุ่มที่ทนรอเธอไม่ไหว ได้เลือกหญิงสาวคนอื่นไปร่วมชีวิต
กาลเวลายั ริบเอาความสาว พร้อมความสวยไปด้วย
เธอจึงเป็นเพียงสาวทรงเสน่ห์ผู้เหว่ว้าในที่สุด

บางนางที่ได้ตัดสินใจร่วมหอลงโรงกับเศรษฐี ผู้มีอันจะกิน
แต่ความเคยชินที่จะต้องถูกเอาอกเอาใจ ถูกพะเน้าพะนอ
ก็ได้สร้างความเอือมระอาให้แก่คู่ชีวิต

จนในที่สุด
สตรีเหล่านี้หลายคนต้องประสบกับการหย่าร้าง

แม้จะได้แต่งงานอีก แต่เมื่อมิได้ละทิ้งนิสัย "รักแต่ตัวเอง"
จึงนำไปสู่การหย่าร้างอีกครั้ง

นี่จึงเป็นบทสรุปสั้นๆว่า
เหตุใด
สตรีผู้มีความสมบูรณ์พร้อม  จึงขาดความสมบูรณ์ในชีวิตรักฯ

๒๗ กันยายน ๒๕๕๓

โคลงสี่สุภาพ:ธรรมรักษา

                          


โคลงสี่สุภาพ:ธรรมรักษา

๑. วลาหกปรกฟ้า                    อรุณสมัย
เรื่อยเรื่อยเนือยเนือยไคล           ครอบคลุ้ม
เมฆกล่ำกรุ่นผลุนใด                 กลายดึก
ฟ้าร่ำคร่ำครวญอุ้ม                    ชุ่มน้ำฉ่ำฉางฯ

๒. รินหลั่งดั่งร่ำไห้                    ฟายฝน
สะอึกสะอื้นรน                         อาบหล้า
หญ้าชุ่มพุ่มพฤกษ์สณฑ์             เอิบอิ่ม
นาทุ่งพุ่งเติบกล้า                      แก่ใกล้ออกรวงฯ

๓. อ่าละอองฟ่องฟุ้ง                  อัมพร
พระพายพึ่งรึงตะลอน                 ทั่วบ้าน
ระร่อนระรองรอน                       กายกิ่ว
หนาวเหนี่ยวเรี่ยวแรงกร้าน            ห่มผ้าผืนพันฯ

๔. แจ่มเจื้อยสำเนียงแจ้ว             ปักษา
ไป่เปลี่ยวเอี่ยวเอกา                   คู่คล้อง
ร่ำเรียกเพรียกพนา                     ตื่น..ตื่น..
คล้ำคล่าวคลุมป่าข้อง                 ซึมเศร้าราวไฉนฯ

๕. กายสั่นระรานด้วย                  ลมหนาว
ใจส่ำราคะคาว                           ครอบค้ำ
กามแกร่งแรงน้าวราว                   ร่านเร่า
กระเสือกกระสนซ้ำ                     เสพส้องสู่สมฯ

๖. สัมพุทธะ..ธรรมะซ้อง              สรรเสริญ
ปกเกศวิเศษเกิน                        กล่าวก้อง
ระทมฤทัยเถิน                          ถ่อยเถื่อน
พระธรรมกำจัดข้อง                     ดับร้อนผ่อนหนาวฯ

๗. ฝ่าฝนคำรนคร้าม                    อสุนีบาต
ระส่ำระดาสาด                           มาดม้วย
หากหทัยมิไหวหวาด                   ทุคติ
บาปอกุศลทรามท้วย                   ไถ่รื้อถือถอนฯ

                                             ๒๗ กันยายน ๒๕๕๓

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

บุคลคลทั้งหลาย ล้วนตกอยู่ในกระแสที่มองไม่เห็น

  
                 
บุคคลทั้งหลาย ล้วนตกอยู่ในกระแสที่มองไม่เห็น

สัตว์ทั้งหลาย..ผู้มีชีวิตอยู่
ผู้ประกอบกิจกรรม ตามภาระและโอกาส
ย่อมเป็นผู้ตกอยู่ในกระแสที่มองไม่เห็น

อันได้แก่
กระแสแห่งสัญชาติญาณ
กระแสสังคม
และกระแสแห่งวิบากกรรม

ซึ่งจะพัดพาจิตไปสู่วังวนแห่งสังสารวัฏฏ์ คือ
ความสุข /ทุกข์ ,สมหวัง/ ผิดหวัง ,ได้ /เสีย ,มี /ไม่มี ฯลฯ
อยู่ตลอดเวลาไม่มีวันสุดสิ้น

หลักศีลธรรมทั้งหลาย
อันประกอบด้วยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
เปรียบดั่งหนึ่งเสมือนเสาเรือน ที่ถูกฝังรากฐานไว้ลึก แข็งแรง และมั่นคง
สามารถตั้งตรงอยู่ได้
ในยามที่เกิดกระแสน้ำป่าไหลหลาก
ในยามที่เกิดอุทกภัย

บุคคลผู้แม้ยังมิได้บรรลุธรรมวิเศษใดๆ
ผู้กำลังถูกกระแสน้ำพัดพาไปอยู่
เป็นผู้ได้อาศัยซึ่งเสาเรือน
เพื่อพยุงร่างกายของตน
รักษาชีวิตของตนไว้
ในยามที่เกิดกระแสน้ำป่าและอุทกภัย
ย่อมได้รับความปลอดภัยฉันใด

บุคคล
ผู้กำลังถูกกระแสแห่งสัญชาติญาณ
กำลังถูกกระแสสังคม
กำลังถูกกระแสแห่งวิบากกรรม
พัดพาไปสู่ความทุกข์ ความยากลำบาก และความเดือดร้อนอยู่

หากเป็นผู้ได้รับการอบรมศีลธรรมอันดีงาม
เป็นผู้ได้ยึดมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพรพุทธเจ้า
ในการดำเนินชีวิตและประกอบกิจกรรมทั้งหลาย

ย่อมสามารถดำรง ทรงตนอยู่รอดปลอดภัยได้
โดยไม่หลุดไหล เลื่อนลอยไปตามกระแส
ไม่ถูกพัดพาไปสู่ความทุกข์ ความยากลำบาก และความเดือดร้อน
ย่อมเป็นผู้ซึ่งประสบกับความปลอดภัย มีสวัสดิภาพ
และเจริญก้าวหน้า

ขณะที่บุคคลอื่นๆ
ผู้ไม่มีหลักศีลธรรมใดๆในการยึดเหนี่ยวจิตใจ
ย่อมถูกกระแสแห่งสัญชาติญาณ
กระแสสังคม
และกระแสแห่งวิบากกรรม
พัดพาไปสู่ความทุกข์ เป็นต้น

อย่างยากที่จะได้หวนคืน ฯ

๒๖ กันยายน ๒๕๕๓

กลอน : อัมพุทพรั่ง(อัมพุท =เมฆ)

                               


กลอน : อัมพุทพรั่ง(อัมพุท =เมฆ)

      ยามรัชนี ราตรีนี้ มีเดือนฉาย                   แม้เคลื่อนคลาย กรายขึ้นค่ำ งามฉงน
แสงเดือนใส เย็นใจนิ่ง ยิ่งกว่ามนตร์               ส่องสกล ยลเป็นนวล รัญจวนใจ

      ยามทิพา สุริยาเยื่ยม เปี่ยมความขลัง        แสงสูรย์พรั่ง สร้างแสงทอง ส่องไสว
สิ่งเศร้าหมอง ส่องสาดเห็น เป็นประไพ            แสงสูรย์ไกล ไม่สูญแสง เป็นแสงสุญ

      อัมพุทพรั่ง สล้างพราย พระพายพล่าน      วัสสาซ่าน สะท้านถ้อง ละอองหมุน(อัมพุท =เมฆ)
ขจรไอ ขจายห้อง มองละมุน                        เวทย์วรุณ การุณเกื้อ เชื้อชีวัน

      พุทธธรรม งามสุทธ์สิทธิ์ วิจิตรใจ             สถิตใน ฤทัยแน่ว แผ้วผ่องผัน
ล้างมลทิน เสริมอินทรีย์ วิลาวัณย์                   สร้างสุขสันติ์ สำราญรื่น ชมชื่นเอย ฯ

                                                           ๒๖ กันยายน ๒๕๕๓  

คำถาม ของ หัวใจ.....ทำไม ?

                     

คำถาม ของ หัวใจ.....ทำไม ?

ทำไม......?
เราเติบโตได้
อยู่ในร่างกาย
แข็งแรง..แจ่มใส
ด้วยตัวเราใน...................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
ไม่ให้หัวใจ
อยู่ว่างสบาย
ปลอดโปร่งโล่งใจ
อย่างที่เคยไง...................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
บัดนี้เปลี่ยนไป
สับสนอะไร?
จึงต้องมีใคร
เข้ามาอยู่ใน.....................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
ต้อนรับผู้ใด?
ผู้ไม่เข้าใจ
ผู้ไม่รู้ใจ
มาอยู่ร่วมใน......................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
เหตุ-ผลอะไร?
ประโยชน์อันใด?
จึงต้องข้องใคร
มาครอบครองใจ.................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
เมื่อเขาย่างกราย
อยู่ในหัวใจ
จึงต้องดีใจ
ไม่เคยเสื่อมคลาย...............................หัวใจดวงนี้

ทำไม.....?
จึงได้วางใจ
ให้ใครต่อใคร
เข้ามา..กล้ำกราย
เหยียบย่ำทำลาย.................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
ไม่เคยเข้าใจ
ที่ช้ำชอกใจ
เพราะเราง่ายไป
จึงต้องตรอมใน....................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
เมื่อเขาจากไป
อย่างไร้เยื่อใย
น้ำตาท่วมใน
ดั่งแตกสลาย.......................................หัวใจดวงนี้

ทำไม.....?
ไม่ตระเตรียมใจ
ปกป้องหัวใจ
มิให้มีใคร
ไม่น่าเชื่อใจ........................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
ก็เรานี่ไง
ผู้ที่เข้าใจ
เอาอกเอาใจ
เจ้าของ..จริงใจ...................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
จะทำอย่างไร?
เริ่มใหม่ตรงไหน?
ยิ่งเร็วเท่าไร
ทุกข์โศกสิ้นไป....................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
กังวลอะไร?
เข้มแข็งเข้าไว้
โลกกว้างทางไกล
ชีวิตเลือกได้.......................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
หยุดบ้างได้ไหม?
ทบทวนทำไป
รัก หรือ เหลวไหล?
สุข หรือ ทุกข์ใน..................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
ดิ้นรนไปใย
รักแคบแทบวาย
ไม่สะดวกสบาย
ทุลักทุเลจะตาย...................................หัวใจดวงนี้

ทำไม.....?
ถ้ามีอื่นใด
บริสุทธิ์สดใส
คุณค่ายิ่งใหญ่
ทุกข์โศกโรคไร้....................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
หนทางกว้างใหญ่
พุทธิพิสัย
สะอาด..สบาย
ปราศธุลีใน..........................................หัวใจดวงนี้

ทำไม......?
คำถามมากมาย
ชีวิตวุ่นวาย
เกิดแก่เจ็บตาย
สังสารดันไป........................................หัวใจดวงนี้ ฯ

๒๖ กันยายน ๒๕๕๓

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

กลอน : คาถา มหาเสน่ห์ มัดใจผู้ชายดีๆ

                                                                         
       
ขอเรียนว่า .............
ตั้งแต่เริ่มขีดเขียน ไม่เคยคิดแต่งเรื่องนี้เลย
แต่เนื่องจากเห็นสตรีจำนวนมากๆ
เพื่อดึงดูดผู้ชาย...พากันสะสมกิริยาและพฤติกรรมอันน่าสมเพชเวทนา

ด้วยความรู้สึกสงสาร.....
จึงขอถ่ายทอด "คาถา มหาเสน่ห์ "
ให้ไปศึกษา-ฝึกหัด เพื่อมัดใจผู้ชายดีๆ เถิด...

กลอน : คาถา..มหาเสน่ห์ มัดใจผู้ชายดีๆ

        คาถานี้ มิได้ยาก อยากจะบอก     อย่าได้ออก นอกลู่ทาง เยี่ยงอย่างหญิง
สูตรสำเร็จ เสร็จสมบูรณ์ จำรูญจริง             ใช้อ้างอิง ทั่วทิศา สาธุกัน

        เป็นสตรี มีขอบเขต เพศมนุษย์          ต่างบุรุษ จุดกำเนิด งามเฉิดฉันท์
แต่รูปกาย ไม่งามเพรา เท่าพฤติกรรม์            ที่เสกสรร ผันชีวิต ผิดแผกไป

        เป็นสตรี มีแบบอย่าง ต่างบุรุษ           จนเป็นยุทธ ปฏิบัติ อัชฌาสัย
มีหน้าที่ มีบทบาท ธรรมชาติให้                  หามีใคร ใคร่ข่มเหง เคร่ง-กดขี่

        เป็นสตรี มีหน้าที่ ให้กำเนิด               แสนประเสริฐ เกิดชีวิต พิสิฐศรี
พรสวรรค์ บัลลังก์ทอง ครองปฐพี                 แต่ต้องมี จริยา เจริญใจ

        เป็นสตรี มีจรรยา แลสติ                   รู้วาที กิริยา หน้าแจ่มใส
รู้ผิด /ชอบ กรอบชั่ว / ดี มีอะไร                  อย่าสาไถย ไร้ราคา นินทามี

        เป็นสตรี ต้องรักนวล สงวนตัว            อยากได้ผัว จนตัวสั่น ร่านบัดสี
มีหลายผัว มั่วหลายชู้ คู่กาลี                      ชายชั่วมี มักนิยม สมสู่-จร

        เป็นสตรี หน้าที่แม่ แลสูงส่ง             ลูกดำรง ยงเติบใหญ่ ได้แม่สอน
แม่คือพระ คือโลกา สถาพร                      คืออัปสร อาวรณ์อาลัย จวบวายปราณ

         เป็นสตรี อย่านิยม อารมณ์ร้าย          เอาแต่ใจ คลายเหตุผล จนโจษขาน
เที่ยวกลางคืน รื่นสุรา อนาจาร                    เสพพนัน ซ่านเสพติด ผิดระบิล

         เป็นสตรี มีเสน่ห์ เท่..อมตะ             คือทักษะ ปรุงอาหาร สำราญลิ้น
งานการเรือน เหมือนเสาบ้าน ฐานชีวิน          อย่ามองหมิ่น สิ้นมนตรา มัดสามี

         เป็นสตรี มีวิจา..รณญาณ                อย่าคบพาล สันดานชั่ว มัวหมองศรี
คบคนชั่ว มั่วสับสน ล้นราคี                        แยกคนดี มีจรรยา สมาคม

         เป็นสตรี กิริยา มารยาท                 เสงี่ยมสะอาด หัดกรีดกราย ให้งามสม
ท่วงเรียบร้อย ถ้อยไพเราะ เสนาะคม            ชวนนิยม ชมชอบชิด มิตรไมตรี

         เป็นสตรี ตระหนี่นัก จักใจแคบ          ทำตัวแสบ แอบนินทา ว่าใส่สี
แส่สู่รู้ ดู-ฟัง เฟื่อง เรื่องโลกีย์                     ยุยงมี วิวาทะ อาฆาตการ

         เป็นสตรี อย่าริเป็น เช่นบุรุษ            เพื่อพิสูจน์ สร้างจุดเด่น เห็นห้าวหาญ
หกคะเมน เจนเรื่องโง่ โชว์สาธารณ์              ตลกขบขัน ทานทอนค่า กุลสตรี

         เป็นสตรี มีสติ พิจารณ์จ่าย              เงินทองใช้ ง่ายสมเหตุ ทรงเดชศรี
อย่าฟุ่มเฟือย แต่งเปลือยร่าง หมางฤดี          คุณสามี ยินดีนัก รักษาเงิน

         เป็นสตรี มิได้ยาก หากรู้คิด              ใช้ชีวิต อย่าประมาท อย่าขลาดเขิน
หาความรู้ คู่มารยา พาเจริญ                        คนสรรเสริญ ซ่อนฉลาด สวาทแรง

         เป็นสตรี สร้างนิสัย แต่วัยเยาว์          โตเป็นสาว ขัดเกลายาก มักหน่ายแหนง
ยิ่งแก่เฒ่า เขายิ่งเห็น เหม็นเบื่อแฮง(แรง)      ต้องเปลี่ยวแห้ง แล้งญาติมิตร วิกฤติเอยฯ

                                                      ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

รัก กับ หลง ต่างกันตรงไหน?

                           


รัก กับ หลง ต่างตรงไหน?

ความรัก ...
ต้องเกิดขึ้นอย่างมีสติ มีปัญญา ความรู้ตัวดี ควบคุมจิตใจตัวเองได้
มีความสามารถยับยั้งชั่งใจ ควบคุมกิริยาอาการได้
มิได้ทำตามอำเภอใจ


รู้ตัวว่า กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง-ชอบธรรม-ไม่ผิดศีลธรรมอันดีงาม
รู้ว่า..ที่เรารักนั้น  
เพราะ สิ่ง / คนที่เรารัก มีคุณงามความดี มีความประเสริฐ
มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม เป็นที่ประจักษ์
ไม่ทำร้ายเรา ไม่ทำร้ายใคร
อีกทั้งยังประกอบด้วยความปรารถนาดี 
โอบอ้อมอารี-เอื้อเฟื้อต่อสรรพสิ่ง

ผู้มีความรัก....
ย่อมรู้สึก-ตรึกตรอง-รับรู้ได้ถึง...ความสวยงามเกินคำบรรยาย ของความรักนี้
อิ่มเอิบเติบเต็มหัวใจ........มิได้คลายแคลง

รู้ดีว่า รักนี้...........มีเหตุและผลเป็นเช่นไร

รู้ดีว่าความรักนี้......
มิได้เป็นประโยชน์เพื่อตัวเอง ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว 
หรือเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างโดยขาดสติยั้งคิด
แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์-สร้างสรรค์-นำไปสู่ความสุขความเจริญ ของทั้งสองฝ่าย

แม้บางครั้ง......
การเสียสละนั้น จะเกิดประโยชน์แก่สิ่ง / คนที่เรารักเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
แต่ก็ไม่ใช่เป็นการกระทำไปโดยขาดสติ 
หากแต่กระทำไป....ด้วยอุดมการณ์ที่เข้าใจ
ถึงนิยามของความรัก...อย่างถ่องแท้ ถี่ถ้วน

ส่วนความหลง........กลับตรงกันข้าม

ไม่รู้ว่าอาการที่รู้สึก-ที่เป็นอยู่นั้น คือ หลง
สติ-ปัญญาล้วนมืดมน จนไม่รู้ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี
ได้แต่ทำตามความปรารถนาของอารมณ์
ทำตามอำเภอใจ อย่างไร้เหตุ-ผล

สิ่ง / คน ที่ตนหลงอยู่....จะเลวอย่างไร ก็ไม่รู้ไม่ชี้ ..
จะชั่วแค่ไหน......ก็ให้การสนับสนุน
จะถูกหลอกลวงกี่ครั้ง.....ก็ยังเชื่อใจ
ทำร้ายเราอย่างไร.....ก็ไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้ง
ทำตัวเหมือนหมาติดเจ้าของ อย่างจงรักภักดี
ไม่มีสติ-ปัญญาที่จะรู้คิดถึง..ความถูกต้องตามครรลองคลองธรรม

ที่หลงผิดคิดว่ารัก... ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับตัวเองเลย 
หาความเจริญทางวัตถุ ทางจิตใจ ทางปัญญาก็ไม่ได้
ที่รู้สึกว่ามีความสุข...
ก็เป็นเพราะหลงผิด
 คิดเคริบเคริ้ม......
ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

ที่สำคัญ
ความรักนั้น ยืนยาว ..... 
แม้อาจจะจืดจาง.....เมื่อเหินห่าง-จากกันไป
แม้อาจเกือบเลือนหาย.....ไปตามกาลเวลา
แต่ยามใดที่ได้หวนรำลึกนึกถึง.....ก็ยังตราตรึงจิต-คิดซึ้งใจ 
ในความดีงาม.....
ในคุณค่าของความรักนั้น....
ปรารถนาจะกลับไปรักอีก .......
อยากอยู่เคียงคู่กัน .......
ตราบชั่วฟ้าดินสลาย...........

ส่วนความหลงนั้น มักจะกินเวลาสั้นๆ 
และ เมื่อหมดหลงแล้ว
จะรู้...เบื่อ...เซ็ง....
หวนคิดถึงยามใด.....ก็ไม่ประทับใจอะไร  
แถมบางที
อาจมารู้ทีหลังว่า.......เราโง่ไปแล้ว
ก็กลับผูกโกรธ-ชิงชัง-เครียดแค้น

คนโง่ ....
ผู้ไม่ผ่านการอบรมจิตใจ ไม่มีศีลธรรม
ไม่ศึกษาหาความรู้ทางปรัชญา-จิตวิทยา-จริยธรรม(ไม่จำเป็นต้องจากสถาบันการศึกษา)
จะไม่รู้หรอกว่า ...ตนกำลังรัก / กำลังหลง
จึงยินดีที่ได้หลง

คนทีมีสติปัญญา.....
ผ่านการอบรมจิตใจ 
มีการศึกษาอบรมทางปรัชญา-จิตวิทยา-จริยธรรม(ไม่จำเป็นต้องจากสถาบันการศึกษา)
เป็นผู้ประกอบด้วยศีลธรรมอันดีงาม
จึงจะรู้ตัวดีว่า.......... กำลังทำอะไร?

จะไม่ยอมหลง

แต่ปลงใจที่จะรัก........
แม้จะเป็น...............รักข้างเดียว.......


ก็มีความเอิบอิ่มใจ......ที่ได้รัก.......ฯ

๒๔ กันยายน ๒๕๕๓

กลอน : ใบไม้ - ชีวิต

                             

กลอน : ใบไม้ - ชีวิต 

      ใบไม้แห้ง สีแดง-เหลือง เปลื้องละลิ่ว   ลมพัดพลิ้ว ปลิวเคว้งคว้าง ลงกลางหน
แข็ง-แห้ง-เหี่ยว ดูเปลี่ยวเหงา เศร้ากมล      ผละกิ่งพ้น ผจญกรรม ตามลำพัง

      หลุดจากขั้ว ทั่ว..ไม่เห็น เป็นชีวะ         แค่สวะ ไร้ค่าคุณ จำรูญหลัง
ยามยังเขียว เกี่ยวเกาะกิ่ง เป็นจริงจัง          งามสะพรั่ง อย่างชีวิต พิจารณา

      ใบไม้แล่ง ล่วงแห้งหล่น พ้นจากขั้ว      เปรียบเหมือนตัว(คน) ไร้หัวใจ ในสังสาร์
เหลือเพียงธาตุ คลาดชีวิน ขาดวิญญาน์       สู่ปฐมา สุธาคติ คลี่ขจาย

      แต่กำเนิด เกิดเป็นคน อลหม่าน             รูปสังขาร สรรไม่ได้ ดั่งใจหมาย
คิดใช้การ มานต้องยั้ง ระวังกาย                 มากเกินกลาย จักไข้เหน็บ เจ็บ-พิการ

      อันโรคา พยาธิ มิเตือนกล่าว               เจ็บป่วยเข้า ร้าวระบบ ซมโศกสาน
ยิ่งเติบใหญ่ ยิ่งแก่กาย ไปตามกาล              ดวงชีพ ราน จะบรรลัย ไม่รู้ลาง

      ต้องทำมา หาเลี้ยงกาย ใช้เลี้ยงชีพ       หัวเดียวลีบ ถีบปากกัด ข้องขัดขวาง
ดูแลรักษ์ พิทักษ์กาย ไม่วายวาง                 มลทินล้าง สางขัดสี ทุกวี่วาร

      ตัวคนเดียว เปลี่ยวกายใจ ไหวว้างจิต     หาคู่คิด ชิดคู่เคียง เมียงสมาน
กายก็ทราม กามก็ไส ให้กันดาร                 ได้แต่งงาน การย์กลับกลบ ตลบตัน

      สร้างชีวิต คิดสวรรค์ สรรค์สถล              ดิ้นระรน จนหัวคว่ำ คะมำขัน
แต่ชีวิต กลับผิดไพล่ ไกลพัลวัน                  เกินกงการ ครั่นคร้ามจิต คิดอับจน

      อันกายนี้ ตริครวญใคร่ ใช่ของเรา          แค่ชั่วคราว เข้าอาศัย ใช้เสือกสน
โลกให้ยืม จนลืม..เห็น เป็นตัวตน                 ตายก็พ้น วนหาให้ กายใหม่มี

      สังสารวัฏฏ์ พัดวิญญาน์ พาละล่อง         ทะยานท่อง ครรลองกรรม งาม / บัดสี
วิบากกรรม นำไปส่ง ตรงคตี                       สวมอินทรีย์ ใช้หนี้กรรม ชำระเวรฯ

                                                            ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

กลอนรัก : สิ่งที่อยากทำให้เธอ

                            

กลอนรัก(กาพย์ยานี ๑๑) : สิ่งที่อยากทำให้เธอ
 (กลอนเรื่องนี้ ไม่อิงหลักศาสนาใดๆ)

      อยากเด็ด ดวงดารา         มาเรียงร้อย ทำถ้อยหวาน
ดึงฟ้า รติกาล                      ห่มจอมขวัญ ให้ฝันดี

      คัดเส้นไหม ทั่วหล้า         ทอภูษา เพื่อมารศรี
สอยสายรุ้ง คุ้งรี                    สรรค์หวีสาง ผมนางนวล

      ปลิดเกสร ก่อนรุ่งสาง       พรมโฉมสะอาง พร่างหอมหวน
รวมอัญมณี ดีล้วน                  ประดับนวล ควรดารา

      เดือนเพ็ญ เด่นจำรัส         กุมหัตถ์นาง เที่ยวทั้งฟ้า
ชมอุทธยาน ทั่วหล้า               เชยบุษบา สาระพาน

      หากแต่ โลกใบนี้             ทุกชีวี ท่องสังสาร
ขาดแคลน แสนกันดาร            อลม่าน ด้วยอกุศล

      ใช่ฉิมพลี มีแต่สุข            เภททุกข์ โรคภัย หลายล้น
ชวนน้อง เราสองคน                สร้างกุศล หนทางไกร

      ตั้งจิต อธิษฐาน               ให้พานภพ สงบใส
ไร้ทุกข์โศก โรคภัย                ไร้เจ็บไข้ แก่-ตาย เทอญฯ

                                        ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓