ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ
ขออภัยถ้าเห็นโฆษณาที่น่ารำคาญ เป็นการดำเนินการของ Blogger เอง
ผมไม่มีต้องการและไม่ได้รับประโยชน์อะไร ผมสร้างเว็ปนี้เพื่อการกุศล ไม่ใช่เพื่อหารายได้

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ชายสามโบสถ์หญิงสามผัว : กาพย์ยานี ๑๑



ชายสามโบสถ์หญิงสามผัว : กาพย์ยานี ๑๑

    ปราชญ์สอน ย้อนโบราณ.............ก่อนแต่งงาน (ให้)เบิ่งตาสอง(ข้างให้กว้าง)
(หา)ดี/ชั่ว ทั่วคู่จอง........................ค่อยจักครอง เป็นคู่จำ

    แต่งกัน(แล้ว)ขันแข็งจิต..............(ตา)หนึ่งข้างปิด พินิจล้ำ
(ข้อ)บกพร่อง คู่ครองพรำ................จำนนนำ มองข้ามไป

    (การ)จับผิด เรื่องนิดน้อย.............จะเพิ่มพร้อย เป็นเรื่องใหญ่
ความรัก จักพิลัย............................เยื่อใยขาด ปราศพิพัฒน์(พิลัย=การสลาย)

    (โบราณ)ว่าไว้ ชายสามโบสถ์.......ลักษณะโฉด โทษสมบัติ
(สะท้อนถึง)จิตใจ ไม่แน่ชัด..............มั่นคงขาด อนาถครอง

    สามผัว หญิงชั่วช้า......................อย่าสู่หา มาร่วมห้อง
ชายใด ไปเกี่ยวดอง........................จักข้องขัด พิบัติภัย

    หญิงชาย สมัยนี้.........................ดูไม่ดี ริสาไถย
คบกัน กระสันไว.............................พร้อมพลีกาย ใคร่อยู่กิน

    ไม่แต่ง มิต่างแต่ง.......................ตลบตะแลง เสแสร้งลิ้น
มารยา จนชาชิน.............................หลากราคิน ล้นจินดา

    หลายรัก ไร้ภักดี.........................ลักลอบมี สิเน่หา
คบชู้ สู่กามา..................................ประหนึ่งว่า (เป็น)ค่านิยม

    เลิกเก่า เร่ารักใหม่.......................นับไม่ไหว เพียงไรสม
หลายสิบ พริบตาชม........................อย่าปรารมภ์ พรมรักเอย ฯ

๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปัดกวาดใจให้สะอาด : กาพย์ฉบัง๑๖



ปัดกวาดใจให้สะอาด : กาพย์ฉบัง๑๖

    ความมีสัมมาทิฏฐิ.................ศีลธรรมดำริ
(คือ)ศุภโภคโชคดีหาที่ไหน

    สามารถขัดเกลาจิตใจ................ความคิดนิสัย
ไคลทุจริตสัมฤทธิ์ผล

    เอาชนะกิเลสเฉทพ้น...............พรากจากใจตน
เก่งกว่าชนะคนพลแสน

    ความพยาบาทอาฆาตแค้น.................สุขไสไร้แร้น
มาดแม้นดวงใจโดนไฟเผา

    ละโมบโลภมากอยากเอา................มาเป็นของเรา
ได้เท่าไรไม่เคยพอ

    คือความอดอยากมากหนอ..................ปานเปรตเจตรอ
คอยขอส่วนบุญสุนทาน

    อวิชชาประหัตประหาร.................จรจากดักดาน
จึงเกิดปัญญาวราศัย(วร+อาศัย)

    เว้นการเบียดเบียนเตียนไตร...............ประจักษ์จิตใจ
สุกไสวไคลความเป็นสัตว์

    แผ้วถางความโฉดคดชัฏ...............ซื่อตรงทรงสัตย์
รู้สึก(ถึงความ)สะอาดพิพัฒน์แพร้ว

    ชีวิตพิศเพราวาวแวว................อุระกล้าแกล้ว
คลาดแคล้วทุกข์โศกนรกเอย ฯ

๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำมาหากิน : กาพย์ยานี ๑๑



ทำมาหากิน : กาพย์ยานี ๑๑

    เมืองไทย สมัยก่อน................(คน)กว่าครึ่งค่อน ขาด(การ)ศึกษา
แปลกดี (กลับ)มีปัญญา...............เลี้ยงชีวา ทำ(มา)หากิน

    พ่อแม่ ครั้งแต่เก่า...................มิฟูมเฝ้า เอาใจสิ้น
ผู้เฒ่า เล่าให้ยิน.........................เล่นกับดิน กินกับทราย

    ใช้ลูก ช่วยทำงาน...................กิจในบ้าน การขวนขวาย
ลูกสาว เข้าครัวดาย.....................ส่วนลูกชาย (งาน)ใช้กำลัง(ดาย=ถ่ายเดียว)

    วิถี กสิกรรม............................ต้องตรากตรำ มิหยุดยั้ง
หากใคร ไม่จริงจัง........................(จะ)ถูกชิงชัง จากสังคม

    น้อยมี คนขี้เกียจ......................ไม่เคร่งเครียด คิดขื่นขม
ทำนา ฝ่าโคลนตม........................ผิวคล้ำ=คม รมย์ฤดี

    คิดไป คล้ายโฉ่ฉาว...................มองหนุ่มสาว สมัยนี้
เรียนไป (ความ)รู้ไม่มี.....................ใคร่ขี้เกียจ เดียดงานการ

    อยากอยู่ อย่างสบาย..................มีเงินใช้ ไม่สะท้าน
ปราศทุกข์ สุขสำราญ.....................(โดย)ไม่บากบั่น ขันแข็งหา

    หมายทั่ว ผัวหล่อ+รวย...............เมียสาวสวย รวยล้นฟ้า
จิตพาล ขาดปัญญา........................ไม่ประสา หากินเอย ฯ

๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ธรรมชาติช่างน่าอัศจรรย์ : กลอนคติเตือนใจ



ธรรมชาติช่างน่าอัศจรรย์ : กลอนคติเตือนใจ

    เพิ่งย่าง ข้างแรม.................อรุณแจ่ม จรัสสว่าง
เดือนคล้อย ลอยคว้าง..............ณ ต้นทาง ทิศปัจฉิม
อาทิตย์ อ่อนโยน.....................โดนหมอกพราง ลางเลือนพิมพ์
ขอบฟ้า ขยิ่ม..........................ดั่งอิ่มเอม เปรมปรีดา

    (ยาม)สายร่ำ สายลม............พัดแพร่พรม ชโลมพิศ
พนัส พิจิตร.............................ประสิทธิ์เสียง เพรียงพฤกษา
บรรเลง เพลงร้อง.....................ดังแซ่ซ้อง ก้องกัษณา(กัษณ=ขณะ)
ภิรมย์ สมญา...........................ธรรมชาติช่างน่า อัศจรรย์

    คือสัจ ทัศนีย์.......................เหนือสิ่งที่ คนเคยสร้าง
พิมล ผลพร่าง..........................เยื้องเหยาะย่าง แต่(ในความ)หวัง-ฝัน
สิ่งที่ คนทำ.............................ฤาเลิศล้ำ แลสำคัญ ?
(เช่น)ยกกร่าง อ้างกัน................ดั่งคนนั้น ปาน อมร

    แค่จิต นิสัย..........................ของคนไซร้ ยังไม่อาจ
สลัด ปัดกวาด...........................ให้พิลาส ปราศทุกข์ร้อน
แค่การ กระทำ...........................ก็เสื่อมซ้ำ ต่ำทรามซอน
หยาบช้า อาทร..........................(ตัว)ตนกัดกร่อน บ่อนทำลาย

    ธรรมชาติ ของชน...................ดูมืดมน รนทุจริต
ชักพา ชีวิต................................สู่วิกฤติ ชิดฉิบหาย
สำทับ ซับซ้อน...........................รุ่นเก่าก่อน รอนดับตาย
รุ่นใหม่ มิวาย..............................ระหายย่ำ ซ้ำรอยเดิม ฯ

๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ : กลอนหก



หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ : กลอนหก

    ผู้เห็นภัย ในวัฏฏะ................อนิจจะ ทุกขะสังค์(สังค์=การติดอยู่)
อนัตตะ สัจจะดัง......................เหตุหาทาง ยั้งหยุดวน

    เวียนเกิดแก่ แลเจ็บตาย........น่าเบื่อหน่าย ไร้เหตุผล
ภพชาติตรำ ลำเค็ญตน..............เพื่อพิมล ผลอันใด ?

    สิ่งประดัง ซ่านสังคม.............หลากโสมม สั่งสมไส
สุมเทวษ เพาะเภทภัย...............อย่างมากมาย ในแต่ละวัน

    หนทางแคบ แทบตันตีบ........ดำรงชีพ ช่างบีบคั้น
ขาดความดี มีศีลธรรม์...............ขับเคลื่อนดัน สรรค์โลกา

    จึงจำต้อง ประคองใจ............หยุดหวั่นไหว ไคลตัณหา
ความอยากไซร้ ได้แต่พา...........แผ่ทุกขา (จง)กั้นอาวรณ์

    ละยึดมั่น แลถือมั่น...............คว้าเหตุการณ์ (คือ)ครรลองสอน
เมื่อ(เกิด)เป็นจริง จงนิ่งนอน.......อย่าเดือดร้อน คลอนแคลนไคล

    เลิกก่อกรรม กระทำเวร..........บุญบำเพ็ญ เป็นพิสัย
สุจริตธรรม นำจิตใจ..................ขัดเกลาให้ ประไพเพียร

    ชดใช้กรรม แต่กาลเก่า..........มิโศกเศร้า รวดร้าวเศียร
วันข้างหน้า จะจำเนียร...............หยุดว่ายเวียน เหี้ยนวัฏฏ์เอย ฯ

๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แม่..คนเก่ง : กาพย์สุรางคนางค์๓๒



แม่..คนเก่ง : กาพย์สุรางคนางค์๓๒

    เมื่อคน หนึ่งคน.................ประจญ ชีวิต
ลองถูก ลองผิด.....................คิดตรึก ศึกษา
ปรับตัว แก้ไข........................ตั้งใจ พัฒนา
ทุ่มเท อุรา............................วิริยะ ฝ่าฟัน

    กว่าจะ ประสบ...................พบความ สำเร็จ
แสนเหนื่อย เมื่อยเหน็ด...........จึงเผด็จ ความฝัน
เชิดหน้า ชูตา........................เมื่อคว้า รางวัล
ภาคภูมิ ใจพลัน.....................ฉันสา มารถมี

    ความจริง คงคู่...................คนอยู่ เบื้องหลัง
ผู้ให้ พลัง.............................ยามพลั้ง โศกศรี
คอยแนะ แนวทาง..................เสริมสร้าง วิธี
ปลุกปลอบ ฤดี.......................คราที่ ทุกข์ตรม

    คือแม่ แลเฝ้า.....................ดูเรา เติบใหญ่
ตามเอา  ใจใส่........................มิให้ ขื่นขม
ผลักดัน เดินหน้า.....................แกร่งกล้า วิกรม
และคอย ชื่นชม.......................นิยม บูชา

    ใครจะ ดูถูก.........................ลูกแม่ ก็ตาม
แม่จะ พยายาม.........................นำให้ ก้าวหน้า
โลกอาจ ทิ้งเจ้า........................นั่งเศร้า โศกา
แต่แม่ จะมา.............................เช็ดน้ำตา ให้เอง

    คือคน เป็นแม่.......................แน่แท้ คุณวุฒิ
ผู้เป็น ที่สุด...............................สามารถ กาจเก่ง
เหนื่อยยาก เพียงใด...................แม่ไม่ ยำเกรง
จำเนียร เพียร-เพ่ง......................เร่งร่ำ ดำเนิน

    คือความ สำเร็จ......................ของหน้า ที่แม่
มิควร มองแต่.............................แค่เพียง ผิวเผิน
แม่คือ ผู้ให้................................ใครอาจ กล้ำเกิน
เพื่อลูก เผชิญ.............................เพลินมี ชีวา

    บูชา พระคุณ...........................การุญ ของแม่
หยุดเขลา เมาแส่..........................สุขตน ค้นหา
จงมี ศีลธรรม...............................กุศลกรรม สัมมา
กตเว ทิตา...................................พาท่าน สุขเทอญ ฯ

๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รักมั่นนิรันดร : กลอนรัก(กาพย์ยานี๑๑)



รักมั่นนิรันดร : กลอนรัก(กาพย์ยานี๑๑)

    ฟ้าใส เมื่อไร้เมฆ..................รจเรข เสกรังสรรค์
(เพียง)สีฟ้า ประภาพรรณ...........สุริยัน จรัล รอง

    ฟ้า(สี)คราม งามพิสุทธิ์..........เปรียบประดุจ รักเราสอง
เพียงเรา เท่านั้นปอง..................มิจับจ้อง ผองผู้ใด

    มั่นแท้ ดูแลรัก......................แม้จะหนัก สักแค่ไหน
เอาใจ คอยใส่ใจ........................มิทำร้าย ดวงใจกัน

    บ่อยครั้ง คราห่างเหิน..............ต้องเผชิญ อุปสรรคผัน
จิตใจ บ่ไหวหวั่น........................ยังยึดมั่น ครรลองมี

    เรียบราบ ใช่ฉาบฉวย..............รักสุกสวย ฉลวยศรี
งดงาม เพราะความดี..................ใสพิสุทธิ์ พุฒิธรรม(พุฒิ=ความเจริญ)

    เมื่อใจ ไร้มารยา.....................ปรารถนา คอยอุปถัมภ์
รักมอบ ไม่ครอบงำ......................ต่ำทรามแส่ เห็นแก่ตน

    สัมพันธ์ ย่อมสรรค์สร้าง............สุขสล้าง ดั่งเวหน
บริสุทธิ์ วิมุตมล..........................ประเสริฐล้น ท้นฤดี(วิมุต=หลุดพ้น)

    เชื่อใน จิตใจกัน......................ตราบชีวัน ไม่ลาญ/ลี้
ธำรง คงรักมี...............................คู่ปัฏพี นิรันดร ฯ

๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗