ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ

*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ


วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

ฉลาดใช้ชีวิต : กาพย์สุรางคนางค์๒๘



ฉลาดใช้ชีวิต : กาพย์สุรางคนางค์๒๘

    ...................................ยามหนาว ยาวนาน
ยังคง เยือนผ่าน..................สะท้าน เสียดผิว
ใบไม้ แห้งผลัด...................กระจัด พัดปลิว
แลเห็น เป็นทิว....................หดกิ่ว ก่ายกอง

    ....................................ความรู้ ปริญญา
(จาก)สถาน ศึกษา...............อาชีวะ สนอง
ใช้หา งานทำ......................จำเริญ เงินทอง
สังคม สมปอง.....................ชาติก้อง ต้องการ

    ....................................แต่การ ดำเนิน
ชีวา ประเชิญ.......................(ที่)ปราศทุกข์ สุขศานติ์
(ต้อง)อาศัย หลักธรรม...........น้อมนำ ชำนาญ
รักษา สมาทาน.....................ตั้งมั่น จรรโลง

    .....................................ต้องเพียร เรียนเพิ่ม
ฤดี ริเริ่ม..............................ไม่คิด คดโค้ง
หลักธรรม-ความจริง...............คือสิ่ง เชื่อมโยง
ส่องทาง สว่างโพลง..............ถูก-ตรง-ให้คุณ

    .....................................บุราณ บัณฑิต
ฉลาดใช้ ชีวิต.......................สุจริต เกื้อหนุน
สั่งสม วิชชา.........................สัจจา สมดุล
ถ่ายทอด พิบุล......................หลากรุ่น สู่เรา

    .....................................ผู้มี ปัญญา
ส่องตรึก ศึกษา.....................อย่ายอม โง่เขลา
ธรรมะ สามารถ.....................ชีวาตม์ ขัดเกลา
ประเสริฐ เพริศเพรา...............สลัดเศร้า...สุขเทอญ ฯ

๒๕ มกราคม ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

วิถีอริยสัจ : กลอนหก



วิถีอริยสัจ : กลอนหก

    (การ)เกิดเป็นทุกข์ ผูกพันจิต..................ส่องชีวิต วินิจฉัย
ต้องเกิดมา เพราะอะไร ?...........................ทำอย่างไร ไม่กลับมา ?

    (ความ)แก่เป็นทุกข์ ก็ฉุกคิด...................ปานลิขิต ประดิษฐ์ปัญหา
กายเสื่อมทราม ความชรา..........................คือชะตา ชีวาคน

    (ความ)พยาธิ ทวีทุกข์...........................โรคภัยรุก อุกอาจล้น
เจ็บไข้เครียด เบียดเบียนคน.......................ตลอดชนม์ ตลอดวัย

    (ความ)ตายวายวาง สร้างทุกข์โศก...........ก่อวิโยค วิญญาณไส
จากคนรัก ของชอบใจ...............................สู่หนไหน ใครรู้ดี ?

    ความโศกสรรพ คับแค้นทรวง..................ลำบากหน่วง ไม่อาจหนี
ไม่สบาย(กาย-ใจ)ร่ำไรมี.............................คือสิ่งที่ ทุกขารมย์

    ประสบสิ่ง มิชอบใจ...............................อยากจะได้ ไม่ดั่งสม
พลัดพรากดื่น ของชื่นชม............................ย่อมตรอมตรม จมทุกข์จร

    คือวิถี ที่ตามติด....................................ทุกชีวิต คิดไถ่ถอน
ไม่อาจแม้ แต่สั่นคลอน...............................กรรมาจร กรวัฏฏา

    คือธรรมชาติ คาดชีวิต............................ผลผลิต แห่งสังสาร์
รบกวนใจ ให้ระอา......................................พึ่งศึกษา พุทธธรรม

    ด้วยวิถี อริยสัจ......................................ปฏิบัติ ประวรรตล้ำ(ประวรรต=เป็นไป)
ผลสัมฤทธิ์ ชีวิตนำ.....................................สุคติด่ำ ความยินดี

    ไม่ต้องมา เกิด-ชรา-ตาย..........................ไม่ต้องกาย-ใจโศกศรี
คือเป้าหมาย ปลายทางที่.............................ศาสนานี้ ชี้ไว้เอย ฯ

๒๔ มกราคม ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

มีบุญ : กาพย์ยานี ๑๑



มีบุญ : กาพย์ยานี ๑๑

    เกิดมา มีบุญแท้...................รอเพียงแค่ แลอุษา
แสงทอง ส่องนภา....................ก็เริงร่า  รื่นสบาย

    แค่พอ อยู่พอกิน..................ชื่นชีวิน มิสิ้นสลาย
เสื้อผ้า พอปิดกาย....................มิขวนขวาย (ทัน)สมัยนิยม

    สมบัติ ทรัพย์พัสถาน.............มิต้องการ ลานสั่งสม
จวบตาย ไร้ระทม......................ก็ชื่นชม สมดั่งใจ

    อำนาจ วาสนา......................อยากไขว่คว้า ก็หาไม่
ชื่อเสียง ช่างเกรียงไกร...............จะต่างใย ไกลมายา

    เห็นใคร เขาได้ดี...................ไม่เคยที่ จะริษยา
บรรลุ มุทิตา.............................ร่วมสุขะ สาธุการ

    อิ่มใจ ได้ทำดี.......................เอื้ออารี พิษฐาน(พิษฐาน=มุ่งหมาย)
ไม่หวัง ผลพรั่งพาน....................มหาศาล สนองตน

    รู้ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี....................รู้ว่านี่ คือกุศล
รู้กฎ แห่งกรรมกล......................ว่ามีผล ดลชะตา

    ชาตินี้ มีบุญแท้.....................ไม่เพียงแค่ พบพุทธศาสนา
ยังได้ ใช้ชีวา............................เพียรศึกษา ปฏิบัติตาม

    เข้าใจ ในชีวิต.......................มุ่งสุจริต ไม่คิดขาม
ความดี คือนิยาม........................ของความงาม เลิศล้ำเอย ฯ

๒๓ มกราคม ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

เป็นอยู่สุโข : โคลงสี่สุภาพ



เป็นอยู่สุโข : โคลงสี่สุภาพ

. โฆษณาปรากฏเค้า.....................ความหมาย
ชักชวนยั่วขวนขวาย.......................ใคร่ซื้อ
ผลิตภัณฑ์อันหลากหลาย...............ประสิทธิ์
ชีวิตสุขสม;รื้อ..............................เก่าดั้นทันสมัย ฯ

. ค่านิยมมักอวดโอ้......................มั่งมี
ทันสมัยหมายถึงดี.........................ก้าวหน้า
ยกตนข่มประชาชี..........................เทียบเปรียบ
เหยียบย่ำทำเป็นข้าฯ......................เยี่ยมแท้ยอด นรา ฯ

. หาเงินเพื่อเพลินซื้อ....................สิ่งของ
สะสมเพื่อลำพอง...........................อวด(รวย)ล้ำ
มีทรัพย์เพื่อตอบสนอง....................ความอยาก
โลภมากเพื่อจุนค้ำ.........................หน้าตา-ทระนง ฯ

. คนจนพลอยบีบคั้น......................ตามเขา
ค่านิยมสังคมเมา............................รุ่มเรื้อ
เป็นทาสแห่งความเขลา...................มุ่นหมก
ยกฐานะอาจเอื้อ............................(ผ่าน)ของใช้วิถี ฯ

. ยอมกระทั่งก่อหนี้.......................ยืมสิน
ขายกระทั่งชีวิน..............................รับใช้
ความสุขที่มุ่งถวิล...........................แส่อยาก
หรือทุกข์ยากหลากได้ ?..................คิดให้แตกฉาน ฯ

. มีพอกินพอใช้.............................ไม่ขาด
ดำรงชีพชาญฉลาด.........................รอบรู้
อย่ายอมตกเป็นทาส........................ธุรกิจ
เตือนจิตแข็งแกร่งสู้.........................บ่แพ้กระแสกระหาย ฯ

. สุขสบายอยู่ในห้วง.......................เสรี
พอใจเท่าที่มี..................................ที่(หา)ได้
ไม่แข่งขันชิงดี................................ชิงเด่น
เป็นอยู่สุโขไซร้...............................ไป่ต้องโลภ-หลง ฯ

๒๒ มกราคม ๒๕๕๘

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

บุรพกรรม : กลอนแปด



บุรพกรรม : กลอนแปด

    ไข่มดแดง แบ่งกอง ใบตองตัด..............เรียงรายจัด ข้างถนน หลากคนขาย
ไข่มด(งาน)น้อย แค่นี้ ยังมิวาย..................ถูกขวนขวาย ปล้นมา ปรุงหากิน

    ปรัชญา ชีวี ที่คิดต่าง...........................เป็นต้นทาง สั่งสม (ค่า)นิยมถวิล
กำหนดทิศ คิดใคร่ ใช้ชีวิน........................แตกต่างกัน ปานดิน เทวินทร์ดล

    ประสบการณ์ ดาลให้ ได้ศรัทธา.............เชื่อสัจจา/ปฏิเสธ (ความ)มีเหตุ-ผล
ความสงสัย ใคร่รู้ ผลัก(ดัน)ผู้คน.................ให้คิดค้น หาประเด็น ความเป็นจริง

    มีผู้คน ล้นเหลือ หลงเชื่อง่าย..................มิขวนขวาย ใช้สมอง ตรองทุกสิ่ง
เชื่อตามเขา เมามาย งมงายอิง....................จึงดำดิ่ง ทางทิศ อวิชชา

    มีจิตใจ ไว้ล่าม ความรู้สึก.......................มีสมอง ไว้ตรองตรึก แต่ตัณหา
มีชีวิต ชิดแส่ แต่กามา...............................มีทำไม ไร้ค่า ชีวาคน ?

    ทั้งที่รู้ ที่เห็น (ความ)เป็นคุณ-โทษ...........แต่บางผู้ อุระโฉด ปราโมทย์ฉล
คุณความดี มิอาจ นลาฏดล.........................ชอบเป็นคน ฉลชั่ว ชาติมัวเมา(นลาฏ=หน้าผาก)

    เหตุอันใด ทำให้ ใครบางคน...................เกิดมาจน ปัญญา อุราเขลา ?
เพราะเหตุใด ใครช่าง พร่างเพริศเพรา...........สติเร่า เฝ้าคิด หาวิชชา ?

    ใครบางคน เกิดมา แสนฉลาด..................แต่ไม่อาจ รู้ธรรม ร่ำศึกษา
คนมากมาย โง่เขลา เบาปัญญา....................กลับบูชา ความดี มีศีลธรรม

    คงเพราะบุญ บารมี ที่ทำก่อน...................ผลสะท้อน ย้อนสนอง จองจุนค้ำ
คงเพราะบาป หยาบช้า บุรพกรรม..................จึงน้อมนำ ทำให้ เป็นไปเอย ฯ

๒๑ มกราคม ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

อยากเป็น-ไม่อยากให้เป็น : กลอนคติธรรม



อยากเป็น-ไม่อยากให้เป็น : กลอนคติธรรม

    อาทิตย์ อุทัย.....................ทำให้ ไพรวัน ปราณปรี่
จำหลัก รัศมี..........................ปักษี รี่ร้อง ส้องเสียง
เช้าแห่ง เหมันต์.....................(กลาง)คืนยาว หนาวสั่น พรั่นเพียง
มิอาจ หลีกเลี่ยง.....................เกี่ยงงอน ย้อนสู่ สัญญา

    อร่าม ยามสาย....................สุรีย์ ฉาดฉาย พรายพรรณ
รวี สีสัน.................................ฝ่าฟัน ม่านหมอก พอกหนา
ขับไล่ ความหนาว....................ขับกล่อม น้อมน้าว ชีวา
รู้สึก เริงร่า..............................กำลัง วังชา มาคืน

    จะชอบ/จะชัง......................ไม่อาจ หยุดยั้ง ความหนาว
เหน็บเข็ญ เด่นคราว..................ฤดู กาลก้าว ยากขืน
พึ่งเครื่อง กันหนาว....................บรรเทา หนาวข่ม กลมกลืน
ดูดิน แดนดื่น............................ขมขื่น ฝืนฝ่า กว่าเรา

    จะอยาก/ไม่อยาก..................(เมื่อ)วิบาก เวรกรรม ตามทัน
ต้องเป็น เช่นนั้น........................มิอาจ เปลี่ยนผัน ปันเผา
ชะตา ของตน...........................ไม่พ้น ผจญ ทนเอา
เผชิญ หน้าเนา..........................แกร่งกล้า อย่าเศร้า เสียใจ

    สติ ปัญญา...........................คิดหา หนทาง สางศึก
ธรรมตรอง ถ่องตรึก....................สำนึก สัจจา อดิศัย
สุจริต คิดครวญ..........................ถี่ถ้วน สุขุม คุ้มภัย
เหนื่อยยาก แค่ไหน.....................จงอย่า ถอดใจ ไกรการ

    " อยากจะ ให้เป็น " ................" ไม่อยาก ให้เป็น " เว้นเถิด
ตัณหา อย่าเกิด..........................ประเสริฐ สัทธรรม กรรมฐาน
ภว ตัณหา.................................วิภว ตัณหา อุปาทาน
แผ้วพ้น ดวงมาน.........................จะสบ สุขศานติ์ นิรันดร ฯ

๒๐ มกราคม ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

ความดีที่แท้ : กาพย์ฉบัง๑๖



ความดีที่แท้ กาพย์ฉบัง๑๖

    ทำดีเพื่อมีคนชม.................จึงจะอภิรมย์
ช่างโง่งมน่าสงสาร

    ทำดีเพื่อมีบริวาร...............ทรัพย์ศฤงคาร
บันดาลดลผลตอบแทน

    คือความดีที่แร้นแค้น................สะคราญสารแก่น
มาดแม่นตัณหาสาไถย

    (การทำ)ความดีที่จริงยิ่งใหญ่................เพื่อยังจิตใจ
ผ่องใสบริสุทธิ์พุทธา

    ไม่ต้องตั้งความปรารถนา...............โลกธรรมนำพา
ลาภ-ยศ-สักการะ-สรรเสริญ

    (ทำความดี)แน่วแน่แม้ต้องประเชิญ................กับความหมางเมิน
เหินห่างจากสังคมทราม

    ทำดี(โดย)มิตั้งคำถาม....................ตะกละตะกลาม
(จะได้รับ)ผลตอบแทนงามเพียงใด ?

    เพราะรู้ซึ้งบึ้งหัวใจ................ทำความดีไป
ย่อมได้ดีดื่นคืนสนอง

    (คือ)ความดีที่น่ายกย่อง.................ถูกธรรม์ครรลอง
ผุดผ่องรองเรืองเปรื่องศรี

    (คือ)ความดีแท้และโสภี...............ควรแก่การมี
ประจำคนดีพิเศษเอย ฯ

๑๙ มกราคม ๒๕๕๘