ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ

*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ


วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปัญหาการพัฒนา : กลอนเปล่า



ปัญหาการพัฒนา : กลอนเปล่า

    กลิ่นหอมของดอกโมกข์ ในโลกราตรี
ช่างมากมีฤทธีมนตร์ขลัง
มวลอากาศเย็นเป็นพาห พาไหลหลั่ง(พาห = อ่าน พาหะ)
ไปทั่วทั้งพนาพี พิรามอำไพ

    ความมืดช่วยประทินกลิ่นหอม ?
สิ่งแวดล้อมที่สงบ สะอาดใส
อารมณ์อันละเมียดละไม
ล้วนแล้วแต่หนุนให้...ได้สุนทรีย์

    งดงามในความรู้สึก
บรรยากาศยามดึก...เอกา...สุทธศรี
สรรพชีวิน สมควรจะยินดี
หากแม้นมี ความวิจิตรพิสมัยในอุรา

    ธรรมชาติที่บริสุทธิ์
ยงอยู่ได้...เมื่อใจมนุษย์หยุดปรารถนา
หยุดอยากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ตกแต่งภาพสะคราญ ว่าเป็น " การพัฒนา "
ที่สุดกลับสร้างปัญหา
สารพัดพิบัติภัย

    หยุดความอยากของมนุษย์ ?
ดูจะเป็นการหยุดที่สุดวิสัย
ระบบการศึกษา ที่กระบวนการศึกษาขาดไร้
ที่เพียงทำแค่ได้
ใบปริญญา เพื่อใช้สมัครงาน

    ความมีจิตสำนึก
คือผลของกระบวนการศึกษาที่ผสาน
ระหว่างความเป็นจริง กับสิ่งที่ก่อให้เกิดความคิดอ่าน
แลเห็นเป็นคุณสมบัติขาดไร้-กันดาร
ในกมลมาน...ของมนุษย์ทั่วไป ฯ

๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คุณความดีที่สร้างโลก : กลอนหก



คุณความดีที่สร้างโลก : กลอนหก


    ความสว่าง สร้างชีวิต...............ความมืดมิด ปลิดชีวา
ดวงตาวัน สรรค์ส่องหล้า...............ให้พฤกษา สังเคราะห์แสง

    เป็นบ่อเกิด พลังงาน................มีอาหาร การตบแต่ง
สูรย์กิจกรรม นำเปลี่ยนแปลง..........ทั่วหนแห่ง แหล่งโลกา

    ความดีสิ สร้างสรรค์สิ่ง..............คือความจริง อิงสัจจา
ไม่ใช่ กิเลสตัณหา........................ความชั่วช้า บาปสารพัน

    ศรัทธาต่อ การกระทำ................ไม่ใช่พร่ำ แค่ความฝัน(ใฝ่)
เพราะชอบใจ ในกิจกรรม์................จึงแข็งขัน คอยทุ่มเท

    เอาใจใส่ ใคร่ครวญคิด...............ทุ่มจิตใจ ไม่หันเห
ไม่เซซวน มิรวนเร.........................นึกฉลเฉ เพทุบาย

    หาความรู้ อย่าหย่อนหยุด...........พัฒนารุด หน้าขวนขวาย
ต่อยอดสู่ ไม่ดูดาย........................แพร่ขยาย ให้จำเริญ

    ความซื่อสัตย์ สุจริต..................ทั่วทุกทิศ พิศสรรเสริญ
คุณความดี มิหมางเมิน..................เพลินเพลิดพร่าง สร้างโภไคย(โภไคย=ทรัพย์สมบัติ)

    จงพิเคราะห์ และเพาะบ่ม...........ค่านิยม รักษาไว้
อย่าเลือนราง จางจากใจ.................ตลอดไป เกรียงไกรเทอญ ฯ

๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ใจคด : กาพย์ฉบัง๑๖



ใจคด : กาพย์ฉบัง๑๖

    บอนไซไม้ดัดจัดคด.................ทัศนาปรากฏ
หมดจดงดงามล้ำเหลือ

    ประณีตพิสดารพานเจือ...............ประกอบความเชื่อ
เอื้อเฟื้อปรัชญาชีวิต

    ศิลปะธรรมชาติพิจิตร................จำลองผ่องพิศ
ย่อส่วนชวนชิดพิสมัย

    ต่างจากความคดจดใจ.................ดลดาลจัญไร
ในสายตาคราพบเห็น

    ทุจริตจิตกรรตุจัดเจน................ยากเยี่ยงเบี่ยงเบน(กรรตุ-อ่าน:กัด=ผู้ทำ)
เป็นต้นกำเนิดเกิดสามานย์

    ครอบงำความคิดพิษฐาน................ก่อกรรม์ทัณฑ์การ
ชำนาญชั่วบาปหยาบช้า

    ดุจโกมลใต้ชลธาร์................เคลียเคล้าเต่าปลา(โกมล=ดอกบัว)
หาแสวงแสงสว่างพร่างพราย

    คนที่ฤดีคดโฉดร้าย...............ป่วยการบรรยาย
ถ่ายทอดรู้แหนแก่นธรรม

    ท่องมนตร์จวบเช้าจนค่ำ...............วัดวาประจำ
ใจคงมืดดำลำเค็ญ

    อดสูแก่ผู้พบเห็น................(คน)โตใหญ่ได้เป็น
ก่อทรามทำเข็ญมิเว้นวาง

    คดคิดจิตจัดขัดขวาง................กุศลหนทาง
ย่างสู่ทุคตินิรันดร์ ฯ

๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อย่าก่อกรรมทำเข็ญ : กลอนแปด



อย่าก่อกรรมทำเข็ญ : กลอนแปด

    แสงสุรีย์ สีทอง ที่ส่องพ้น..................ยอดไพรสณฑ์ จนสว่าง กลางห้วงหาว
เป็นสัญญาณ วารสาย สยายยาว..............แม้ความหนาว เคล้าคลอ บ่ผ่อนคลาย

    ชลธาร ระหานน้ำ ยามหน้าแล้ง............ดูเหือดแห้ง ปลาหอย ร่องรอยหาย
เพียงหินกรวด กลมกระ เกลื่อนประปราย....หาได้คล้าย สายน้ำ เคยร่ำริน

    ถึงมีสุข/ทุกข์ย้ำ ยากลำบาก................ย่อมพลัดพราก จากไป ไม่หวนสิ้น
สัจธรรม ส่ำผูก ทุกชีวิน...........................ให้เกิดมา หากิน ก่อนดับตาย

    อย่าไปหลง ยศถา บรรดาศักดิ์..............แม้แต่(ความ)รัก ปักจิต ชีวิตหมาย
แค่เพียงมา ยาภาพ พร้อมดับกลาย............ดูคลับคล้าย คลับคลา ว่าเคยมี

    เวลาวาร ผันเปลี่ยน ดูเวียนไว...............นับ(ว่ายัง)เชื่องช้า หาไว เท่าใจ(คน)นี้
อายุคน พ้นผ่าน วันเดือนปี.......................เดี๋ยวชีวี ที่รัก ก็จากจร

    หากไม่มี (ความ)ดีงาม กรรมสูงส่ง.........โลกนี้คง ไม่สู่ สร้างอนุสรณ์
คนตายแล้ว (ก็)แล้วไป ไร้อาวรณ์..............อุทาหรณ์ ย้อนใคร่ ให้คิดครวญ

    อย่าก่อกรรม ทำเข็ญ เป็นอันขาด...........จะไม่อาจ ย้อนกรรม ย้ำแก้หวน
กฎแห่งกรรม ธรรมแท้ มิแปรปรวน..............ประดุจตรวน ตามติด พิจารณา

    เมื่อไม่ได้ ทำชั่ว อย่ากลัวบาป...............เมื่อทำดี มิสาบ สูญบุญหนา
ไม่ใช่เพียง ชาตินี้ มีชีวา...........................แต่ยังมี ชาติหน้า วัฏฏะเอย ฯ

๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ชะตาเผชิญ : กาพย์สุรางคนางค์ ๓๒



ชะตาเผชิญ : กาพย์สุรางคนางค์ ๓๒

    ลมเย็น เป็นใจ.................อโณทัย ใสศรี
สุทัศน์ ปัถพี........................รุ่งระวี สีสัน
สุทธา อากาศ......................ธรรมชาติ อัศจรรย์
ปักษา ประพันธ์....................หฤหรรษ์ ดนตรี

    หมอกพราง บังไพร...........ปลายหนาว เบาบาง
พนา กระจ่าง........................เหินห่าง วิถี
ใบไม้ ร่วงหล่น......................เกลื่อนกล่น มากมี
หนาวคลาย กลายคลี่.............เริ่มรี่ ร้อนฤดู

    เมื่อโชค ชะตา..................ชีวา ลิขิต
ไม่อาจ เบือนบิด....................คิดต้าน คร้านสู้
ดีแต่ ทำใจ...........................ให้เข้ม แข็งอยู่
อย่าสลด หดหู่......................รู้ผ่อน ร้อนรน

    วิธี คลี่คลาย......................จงหมาย สุจริต
อย่าซ้ำ ทำผิด.......................คดคิด อกุศล
ตั้งใจ ให้มั่น..........................ขันติ อดทน
อุตส่าห์ ประจญ.....................สิพ้น ผ่านไป

    ไม่ขาด ไม่เกิน..................เผชิญ เวรกรรม
ความดี อุปถัมภ์.....................ความชั่ว ผลักไส
เมื่อชะตา มาถึง.....................อาจพึ่ง พาใคร ?
เก่ากรรม ทำไว้......................ของใคร ของมัน

    มองเหมือน ฤดู..................มาสู่ ลุล่วง
สุข/ทุกข์ ทั้งปวง....................เพียงห้วง สีสัน
ไม่เที่ยง ไม่แท้......................แม้แต่ ชีวัน
ถึงครา อาสัญ........................อันตรธาน บรรลัย ฯ

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โลกและพุทธะ : กลอนเจ็ด



โลกและพุทธะ : กลอนเจ็ด

    ฝนตก ทั้งคืน เช้าชื้นฉ่ำ................ที่ลุ่ม ชุ่มต่ำ น้ำขังเห็น
ลมสะบัด พัดพา อากาศเย็น...............ยิ่งเป็น วันหยุด สุดสัปดาห์

    ลุกตื่น ชื่นชม รมย์ธรรมชาติ...........ทัศนา สะอาด สุดปรารถนา
รงค์รอง ส่องแสง สุริยา.....................งามตา ปรากฏ หมดจดการณ์

    จับจ้อง มองใจ ไม่ปล่อยจิต............ตรองตาม ความคิด พิษฐาน
กิเลส ตัณหา อุปาทาน.......................(ความ)ขัดข้อง-พร่องพาน มานผจญ

    กล่อมเกลา จิตใส ใจสะอาด............ความคิด ผุดผาด พิลาสล้น
เทียบเคียง ครองธรรม กรำกมล............คงสุ กุศล ถกลมี(ถกล=งาม)

    ระงับ ดับร้อน สรสงบ.....................ประสบ วิเวก อดิเรกศรี(อดิเรก=พิเศษ)
(แม้)รอบกาย วายวุ่น กรุ่นเต็มที............แต่ฤดี ปรีดา ประภาพาน

    ธรรมะ ทำให้ ใจสงบ......................อาศัย ในพิภพ ลบพลุ่งพล่าน
หาใช่ ให้แปลก แยกพิสดาร.................วิตถาร มนุษย์ หลุดโลกา

    หลักการ วิมุติ พุทธศาสน์................ไม่ได้ หมายมาด ประหลาดหา
ขัดเกลา กิเลส เพทนา........................หาใช่ มารยา บ้านิยม

    กำจัด ทุจริต ความมิจฉา..................มิใช่ ไขว่คว้า มาสะสม
สุจริต จิตใส ใจอุดม...........................มิได้ เพาะบ่ม โง่งมงาย

    อยู่ใน โลกอย่าง ร่วมสร้างสรรค์.........ศีลธรรม์ บันเทิง เริงรื่นหลาย
อยู่อย่าง ร้างทุกข์ สุขสบาย..................หยุดทร (ระ)มานกาย และใจเอย ฯ

๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คนกับคน : กลอนคติชีวิต



คนกับคน : กลอนคติชีวิต

    ตื่นมา ตอนเช้า....................สัมผัส (ความ)ชื้น-หนาว ราวหน้าฝน
สิ้นสี สุริยน.............................นภดล หม่นหมอง เมฆครองคลุม
ลมโบก พัดพา........................ใบไม้ แห้งมา สะสมสุม
ดินผืน ชื้นชุ่ม..........................หลังฝน รนรุ่ม คลุ้มคืนวาน

    วิหค เริงร่า.........................ไม่ว่า หน้าหนาว หรือคราวร้อน
คิดหวน คืนย้อน......................คนกลับ ซับซ้อน รอนสุขศานติ์
วิถี ชีวิต.................................วิปริต หรือวิจิตร อลังการ ?
(ความ)สามารถ หลากลาน........แต่กลับ กันดาร สำราญใจ

    คนช่วย เหลือคน.................บริการ เพื่อยล ดลประโยชน์
คนยัง สร้างโทษ......................ด้วยการ ฉลโฉด โสดสาไถย(โสด=ส่วน)
คนสา มัคคี.............................สร้างความ สุขี วีรชัย
คนพาล จัญไร.........................ทำลาย ได้สิ้น แผ่นดินดร

    คนพึ่ง พากัน.......................และห้ำ หั่นกัน กว่าสัตว์อื่น
สังคม สมครื้น..........................และอุดม ขมขื่น ดื่นหลอกหลอน
คนน่า พัวพัน...........................และน่า หวาดหวั่น คอยบั่นทอน
ความสุข สโมสร.......................เกิดก่อ/กัดกร่อน ก็จากคน

    ต้องเข้า สังคม.....................ต้องเพียร สั่งสม องค์ความรู้
ใครควร หาสู่...........................ใครควร ห่างอยู่ ให้ไกลหน
ตลอดชั่ว ชีวิต.........................จะวิจิตร หรือวิกฤติ ก็เพราะคน
คงหนี ไม่พ้น..........................ธรรมชาติ วิจล ของคนเอย ฯ(วิจล=วุ่นวาย)

๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘