ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ
ขออภัยถ้าเห็นโฆษณาที่น่ารำคาญ เป็นการดำเนินการของ Blogger เอง
ผมไม่มีต้องการและไม่ได้รับประโยชน์อะไร ผมสร้างเว็ปนี้เพื่อการกุศล ไม่ใช่เพื่อหารายได้

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม : กาพย์ยานี๑๑



สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม : กาพย์ยานี๑๑

    ลอยฟ่อง ละอองฝน.................เมื่อ นภดล มืดหม่นหมอง
สูรย์ไร้ ไม่เรืองรอง.......................เมฆครึ้มครอง ท้องคคนางค์(คคนางค์=ฟ้า)

    อย่าแล (ว่าเป็น)แค่ละออง.........(ฝนตก)เนิ่นนานนอง ท้องทุ่งกว้าง
ฝนพรำ ฟ้าอำพราง.......................เวลาย่าง ช่างว่องไว

    ความผิด เพียงนิดน้อย...............ถ้าทำบ่อย คล้อย(เป็น)นิสัย
บาปร่ำ ทำเรื่อยไป.........................รวมเป็นใหญ่ ให้เวรยล

    ทำดี ทีละนิด............................สะสมผลิต พิจิตรผล
โสภา ชีวาดล...............................พิมลใส ใจสุธีร์

    บาปกรรม เมื่อทำก่อ..................มิคลาดหนอ ต่อให้หนี
สุดหล้า ซุกปัฏพี...........................ตามถึงที่ เบียนบีฑา

    ความดี ที่ทำไว้.........................แม้ลืมไป ไร้ปัญหา
ผลดี ย่อมมีมา...............................มิละลด กฎแห่งกรรม

    คนที่ มีวาสนา...........................เพราะบุญญา มาอุปถัมภ์
คนที่ เคราะห์ยีย่ำ...........................เพราะบาปกรรม ตามสนอง

    ต่ำต้อย อย่าน้อยใจ....................ได้เป็นใหญ่ อย่าลำพอง
ความดี นี้ยังต้อง............................ทำท่องไป ตราบตายเอย ฯ

๒ กันยายน ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

ร่วมทางต่างทิศ : กลอนคติธรรม



ร่วมทางต่างทิศ : กลอนคติธรรม

    รุ่งศรี สุริยน.......................โผล่พ้น ขอบฟ้า พนาดร
เรืองแสง แรงซ่อน..................ค่อยร้อน ค่อนลาม ยามสาย
หลังเที่ยง (คน)เลี่ยงแดด.........เพราะแผด ผิวเผา เร่ากาย
แม้แต่ ตอนบ่าย......................มิคลาย ความร้อน ผ่อนปรน

    บ่ายสาม ยามสูรย์................อาดูลย์ รุนแรง แสงลด(อาดูลย์=เปรียบไม่ได้)
ทยอย ถอยถด........................ค่อยหมด พลัง พร่างผล
ยิ่งใกล้ สายัณห์......................ยิ่งยัง สีสัน ดาลดล
ท้องฟ้า ระคน.........................จวบจน คตา ราตรี(คต-=ถึงแล้ว)

    สูรย์ดวง เดียวกัน.................(แต่)มุ่งหัน ไปคน ละทิศ
ขึ้น-ลง ทรงฤทธิ์......................ประสิทธิ์ ต่างสรรค์ ปันสี
ยิ่งขึ้น ยิ่งร้อน..........................ยิ่งย้อน ลงเย็น เป็นมี
ใคร่ครวญ ถ้วนถี่.......................เสมือน ชีวี พิจารณ์

    ใจดวง เดียวแล....................แต่มุ่ง มั่นต่าง ทางทิศ
ทางหนึ่ง ทึ่งติด........................โลกีย์ จริต จิตหาญ
โลกธรรม นำทาง......................เสพ-สร้าง มายา อาการ
ล้มลุก คลุกคลาน......................สะท้าน สะท้อน รอนฤทัย

    ร่วมทาง (แต่)ต่างทิศ.............รานฤทธิ์ โลกีย์ ปรีชา
กิเลส ตัณหา............................ลดรา ขจิต พิสมัย(ขจิต=ตกแต่ง)
โลกุต ตรธรรม..........................น้อมนำ ธำรง ธงชัย
สะอาด สดใส...........................(คือความ)รู้สึก ลึกใน ใจตน

    มีไหม ใครบ้าง ?...................ที่เดิน สวนทาง สังคม
สุจริต ชิดชม.............................ภิรมย์ พสุ กุศล(พสุ=ทรัพย์สมบัติ)
อยู่เย็น เป็นสุข..........................ดับไฟ ไหม้ลุก กมล
พิสุทธิ์ หลุดพ้น.........................โฉดฉล มลทิน สิ้นเอย ฯ

๑ กันยายน ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บัวพ้นน้ำ : โคลงสี่สุภาพ



บัวพ้นน้ำ : โคลงสี่สุภาพ

. วรรษายามยังห้วย..................ระหาน(วรรษา=ฤดูฝน)
แปลงเปลี่ยนปันกันดาร...............เหือดแห้ง
เป็นมหาชลธาร.........................ไหลเอ่อ
เท้อทุ่งนาบ่าแกล้ง-...................กลั่นให้สัยสง ?(สัยสง=สงสัย)

. บงกชบงการก้าน....................กอใบ(บงกช=บัว)
ยืดยาวเท่าชลาลัย......................ผิวพ้น
ดอกตูมซุ่มตามไตร.....................ผุดโผล่
โอ่บานสะคราญท้น.....................แดดท้าภมรถวาย ฯ

. ดอกบัวอยู่ใต้น้ำ......................เนืองนอง
โคลนขุ่นคล่ำลำคลอง.................แวดล้อม
ปูปลาเต่าหอยผอง......................กินกัด
เป็นเหยื่อสัตว์พยาธิห้อม...............ห่างไร้ประไพแสง ฯ

. โลกีย์แลดั่งน้ำ........................ลำธาร
บงกชกับนฤมาน.........................เปรียบได้(นฤ-=คน)
วิมุตติดุจบัวบาน..........................บังเกิด
ประเสริฐแสงสูรย์ไซร้...................หมายด้วยวิชชา ฯ

. โลกาคติส้อง...........................อกุศล
เจนจ่อมทุจริตคน.........................เกิดคุ้น
กิเลสตัณหาดล............................กรรมกิจ
ชีวิตชิดโฉดลุ้น............................ดี/ร้ายโชคชะตา ฯ

. อวิชชามนาล้น..........................มลทิน
โง่เขลาเมามัวจินต์........................หม่นไหม้
ทุกข์เข็ญคร่อมชีวิน.......................เคืองขัด
คงสัตว์สมบัติให้...........................ไม่รู้ชั่ว/ดี ฯ

. ดวงฤดีใดหลุดพ้น......................ตัณหา
ปราบกิเลสมารยา..........................ชั่วร้าย
หยุดกรรมบาปหยาบหนา.................สุจริต
ชีวิตพิสิฐคล้าย..............................บัวพ้นชลสินธุ์ ฯ(พิสิฐ=ประเสริฐ)

๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จะหารักจากใครได้เท่านี้ ? กลอน



จะหารักจากใครได้เท่านี้ ? กลอน

๏  จะหาใคร ให้(ความ)รักเรา ได้เท่านี้ ?
มองจนทั่ว ชั่วชีวี ไม่มีหวัง
เหลือเพียงตน ที่รักตน ล้นพลัง
มิคิดฝัง หวัง(รัก)จากใคร ให้ท้อเอย ฯ

๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗

: สุนัขอินเดียนั่งเฝ้าหลุมศพเจ้านายที่ตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยไม่ไปไหนตลอดเวลา 15 วัน และไม่ยอมกินข้าวหรือน้ำเลยแม้แต่น้อยถึงจะมีคนคอยเอามาให้ก็ตาม
http://www.tnews.co.th/html/content/104228/

คดจิต : กาพย์ฉบัง๑๖



คดจิต : กาพย์ฉบัง๑๖

    คนมากมายหมายหน้าตา..................ประวีณปริญญา(ประวีณ=ฉลาด)
ปรารถนาธนสารสมบัติ

    หลักเลือกคู่ครองตรองคัด.................มนาประหวัด
ยืนหยัดยึดตัดสินใจ

    ละเลยอุปนิสัย...............พฤติกรรมทำไกร
ว่าสำคัญไม่ใหลหลง

    จิตใจที่ไม่ซื่อตรง...............น้อมนำจำนง
ประสงค์แส่ทรามสาไถย

    ประสบปัญหาคราใด..............คดจิตคิดไคล
ตัดสินไปในทางฉ้อฉล

    ผู้ทุจริต(มักมี)จิตวิกล..............เล่ห์เหลี่ยมเปี่ยมล้น
เป็นคนไม่ซื่อถือสัตย์

    ก่อกรรมทำการชาญชัด..............วิถีปฏิบัติ
ถนัดในทางชั่วหมาย

    ก่อกรรมช่ำเวรมิเว้นวาย..............ทำตามสบาย
สร้างความเสียหายไว้เสมอ

    ดีกว่าถ้าไม่พบเจอ...............คบเห็นเป็นเกลอ
ขืนเผลอคงพลาดอนาถสูญ

    รังแต่จะพาอาดูร...............วิปริตพิศพูน
อย่าเทิดทูนจำรูญจินต์

    โทษทวีมิสุดหยุดสิ้น...........ชีพพานวารภินท์(ภินท์=ทำลาย)
(หาก)สุขถวิล(จง)ผินหลังให้เทอญ ฯ

๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตต้องสู้ : กาพย์สุรางคนางค์๓๒



ชีวิตต้องสู้ : กาพย์สุรางคนางค์๓๒

    นาดำ ทำไว้....................ครั้นไร้ ฝนตก
หญ้าดื่น ขึ้นดก....................รกล้น ต้นข้าว
ต้องตาม ทึ้งถอน..................แต่ก่อน ย้อนคราว
เดี๋ยวนี้ สิก้าว-......................หน้าเฝ้า ฉีดยา(ฆ่าหญ้า)

    หญ้าแต่ ละอย่าง..............ก็ต่าง ยื้อแย่ง
รากทอด ยอดแทง................แดดแสง แสวงหา
ออกดอก ก่อนข้าว................เมล็ดก้าว ไกลกว่า
แพร่พันธุ์ ทั่วหล้า..................ทายท้า น่าดู

    ไม่มี ที่ซ่อน.....................เพื่อคน อ่อนแอ
โลกนี้ มีแค่..........................ที่ให้ นักสู้
ได้สุข ได้ชื่น........................ได้ยืน ได้อยู่
จงเร่ง เรียนรู้........................อย่านิ่ง ดูดาย

    ใจเด่น เป็นใหญ่................ใจเป็น หัวหน้า
กิจกรรม นำพา......................สำเร็จ เสร็จหมาย
หากใจ ไม่สู้..........................(ย่อม)เป็นผู้ แพ้พ่าย
โลกจะ ใจร้าย........................ไม่มี เมตตา

    อยากอยู่ เป็นสุข.................จงปลุก เร้าใจ
ฝ่าฟัน ดั้นไป..........................ไม่รอ วาสนา
โลกปราศ ราชรถ.....................จรบถ จรดหน้า
เพียงมี พิริยา..........................พาสม ภิรมย์เอย ฯ

๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จิตใจช่างดั่งผิวดิน : กาพย์ยานี๑๑



จิตใจช่างดั่งผิวดิน : กาพย์ยานี๑๑

    เมฆคล้ำ นำฝนครา............โปรยลงมา ณ ไพรสัณฑ์
ฤทธี ชุบชีวัน........................ชวนพฤกษ์พันธุ์ ชื่นบานเพรียง

    น้ำใส ลูบใบกิ่ง..................สุธาสิ่ง อย่างยิ่งเยี่ยง(สุธา=น้ำอมฤต)
อัจฉรา ขจีเมียง.....................พิไลเรียง พนาราม(อัจฉรา=ชั่วพริบตา,พนาราม=ป่าอันรื่นรมย์)

    หยาดน้ำ ย่อมต่ำตก............ธรรมอุทก ยากยกห้าม
ภูผา พยายาม........................ฝ่าฟันข้าม มินำพา

    มวลน้ำ เมื่อไหลนอง............ลงลำคลอง รองวัสสา
รวมแคว แลคณนา...................เป็นมหา ชลาลัย

    ผิวดิน ที่ผ่านดล..................น้ำขุ่นข้น มลทรามไส
เศษขยะ คละเคล้าไคล.............ลอยให้เห็น เป็นปฏิกูล

    เฉกเช่น เห็นชีวัน.................กระเสือกกระสัน ไร้กาลสูญ
สักขี ทวีคูณ............................พูนพอกฉล เพิ่มมลทิน

    เมื่อเยาว์ มิเท่าไร.................ยิ่งเติบใหญ่ ยิ่งใจหิน(หิน=เลวทรามต่ำช้า)
หยาบช้า ล้นราคิน....................ดั่งผิวดิน จินตนา

    ดวงฤดี บริสุทธิ์....................น้ำฝนดุจ สุดยากหา
แก่เฒ่า เก่าชรา........................ปานปฏิกูล สถุลกอง ฯ

๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗