ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ
ขออภัยถ้าเห็นโฆษณาที่น่ารำคาญ เป็นการดำเนินการของ Blogger เอง
ผมไม่มีต้องการและไม่ได้รับประโยชน์อะไร ผมสร้างเว็ปนี้เพื่อการกุศล ไม่ใช่เพื่อหารายได้

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

คำแม่สอน : โคลงสี่สุภาพ




คำแม่สอน : โคลงสี่สุภาพ

. กลิ่นควันจากถ่านไม้..................โชยมา
แม่อยู่หุงปรุงอา-..........................หารเช้า
เตือนว่าเป็นเวลา..........................ควรตื่น
คืนสติสัมปชัญญะเร้า.....................เริ่มต้นใหม่วัน ฯ

. แข็งขันกวาดบ้านช่อง.................เรือนชาน
แบ่งเบาภาระงาน..........................เล็กน้อย
ตามกำลังแก่กาล..........................วัยเด็ก
สรรค์เสกคุณค่าร้อย.......................ปลูกเค้าเป็นคน ฯ

. จึงจรจลอาบน้ำ..........................แต่งตัว
เวลาไหลไม่มัว..............................ชักช้า
ทานอาหารในครัว..........................รสแม่
ที่ดูแลไป่ล้า..................................แต่เช้าตลอดชนม์ ฯ

. ไปโรงเรียนหนรู้..........................วิชา
นอกจากในตำรา............................แต่ห้อง
โลกรอบตัวต่างตรา.........................สรรพศาสตร์
คนฉลาดสำเหนียกส้อง....................เสาะสู้แสวงหา ฯ

. พัฒนาความคิดให้.......................เกริกไกล
พัฒนาอุปนิสัย................................อ่อนน้อม
พัฒนาขัดเกลาใจ............................สุจริต
พัฒนาชีวิตพร้อม.............................แกร่งกล้าอนามัย ฯ

. ใส่ใจสิ่งแวดล้อม..........................รอบตน
หลีกเลี่ยงเหล่าทรชน........................ชั่วร้าย
เลือกคบหาแต่คน.............................สุจริต
มิตร/ศัตรูดูคล้าย..............................ควรรู้คัดกรอง ฯ

. ผองอาชญาอย่าล้ำ.......................ล่วงลอง
อบายมุข=ทุกข์จำจอง.......................ทั่วแท้
ราคีริแส่ครอง...................................ทรามเสื่อม
ค่านิยมฉลหลากแล้...........................อย่าได้ใยดี ฯ

. ความมีศีลธรรมเอื้อ........................อำนวย
มั่งมีศรีสุขรวย...................................ราบรื้น
วิถีชีวีสวย........................................สะอาด
ปราศเภทภัยไคลครื้น.........................เหล่านี้แม่สอน ฯ

๑๙ กันยายน ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

กินน้อย-ใช้น้อย : กลอนแปด



กินน้อย-ใช้น้อย : กลอนแปด

    วาสนา (เมล็ด) หญ้าน้อย ลอยมาตก............ไกลผืนดิน ถิ่นดก วิโยคศรัย(ศรัย=อาศัย)
รอยแยกบน ถนนจอง ต้องจำใจ.......................ผลิยอดใบ ไตรเอิบ ค่อยเติบโต

    ทุกคืนวัน กันดาร อาหาร-น้ำ........................โดนเหยียบย่ำ ซ้ำซาก แสนอักโข
ความอดทน คือพลัง คลังเดโช.........................ไม่เลโล โอ้เอ้ เกเรรน

    มีน้ำน้อย ใช้น้อย ค่อยเติบใหญ่.....................มิต้องไป แข่งขัน กระสันสน
มีต้นน้อย ใบน้อย ร่อยกังวล..............................ออกดอกผล ดลให้ ได้เห็นงาม

    ชีวิตคน ลางคน เริ่มต้นจาก...........................ครอบครัวหลาก ยากจน ดิ้นรนหลาม
แต่ไม่หยุด อุตส่าห์ พยายาม.............................อยู่ด้วยความ อดทน แม้จนใจ

    เมื่อมีน้อย ใช้น้อย คอยประหยัด.....................มิอึดอัด ขัดเคือง คิดเรื่องใหญ่
 เมื่อใช้น้อย มีน้อย ด้อยอันใด............................เป็นสุขง่าย ไม่ยาก ลำบากเยือน

    กิน-ใช้น้อย พลอยช่วย ด้วยโลกา...................ประหยัดรับ ทรัพยา หายากเหมือน
อนาคต สดใส ไม่ลางเลือน...............................ดูวันเคลื่อน เดือนคล้อย พร้อยเพริศเพียง

    มีมากมาย ใช้น้อย คอยตระหนัก.....................อนุรักษ์ โลกรุ่ม อย่าสุ่มเสี่ยง
ทำลายสิ่ง แวดล้อม พร้อมลำเลียง......................เห็นแต่เพียง ตนได้ ในปัจจุบัน

    โลกใกล้กาล บรรลัย รู้ไว้เถิด.........................หยุดก่อเกิด ตัณหา อย่ากระสัน
มีโลกดื่น อื่นใด ให้อยู่กัน ?................................เพียงโลกเรา เท่านั้น พึงพรั่นเอย ฯ

๑๘ กันยายน ๒๕๕๗  

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

จะรักจะใคร่ : กาพย์สุรางคนางค์๒๘




จะรักจะใคร่ : กาพย์สุรางคนางค์๒๘

    ..................................อาหาร การกิน
มักหา ถวิล........................รสลิ้น สนอง
โภชนา ค่าคุณ...................คิดครุ่น เรื่องรอง
วิตก บกพร่อง....................ของคน มากมาย(วิตก=ความคิด)

    ..................................วิถี ชีวิต
สนุก ขลุกคิด.....................กิจชวน ขวนขวาย
มักเสาะ ก่อกรรม์.................เสี่ยงสรร อันตราย
สร้างความ เสียหาย.............ถึงตาย ให้ตน

    ...................................แม้แต่ เรื่องรัก
สนุก สุขมัก........................ฝักใฝ่ หมายผล
ขาดความ รอบคอบ..............ลอบรีบ ร้อนรน
จึงพบ ประสบคน.................ทุกข์ท้น (เป็นปกติ)ธรรมดา

    ...................................จะรัก จะใคร่
จงอย่า อยู่ใต้......................แรงสัตว์ ปรารถนา
กำเนิด เป็นคน.....................ล้นลาน ปัญญา
ควบคุม อุรา........................รักษา คุณธรรม

    ....................................ทำตาม ใจอยาก
นำความ ลำบาก....................ทุกข์ยาก กระหน่ำ
ชั่วสาป บาปเซ่น....................ก่อเวร เป็นกรรม
ชีวิต ตกต่ำ............................ติดตรำ ดวงแด

    ......................................ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี
สำนึก ตรึกมี..........................พามิ พ่ายแพ้
สิ่งล่อ ลวงใจ.........................โลกหลาย ให้แล
(หาก)หลงใหล ได้แต่..............ท้อแท้ ทรมาน ฯ

๑๗ กันยายน ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ำตาลหนึ่งเม็ด : กลอนเจ็ด



น้ำตาลหนึ่งเม็ด : กลอนเจ็ด

    คนปรุง อาหาร น้ำตาลตัก.............พูนช้อน (รีบ)ร้อนนัก มักร่วงหล่น
เล็กน้อย ร่อยนับ สำหรับคน...............มิพอที่ มีผล (จึง)บ่สนใจ

    น้ำตาล หนึ่งเม็ด ที่เล็ดลอด...........มดน้อย ค่อยดอด คาบเก็บไว้
หวนกลับ รังรี่ แสนดีใจ.....................ที่ได้ อาหาร เพื่อพันธุ์พงศ์

    คนรวย ล้นเหลือ เมื่อจ่ายจับ..........ไม่นับ พาที (เหมือน)เรื่องขี้ผง
(เงิน)ละลาย หายวับ กลับดำรง...........มั่นคง ฐานะ พสุนอง(พสุ=สมบัติ)

    กินทิ้ง กินขว้าง คล้ายล้างผลาญ......สนุก สนาน ศานติ์สนอง
กระทำ ตามใจ มิไตร่ตรอง..................ข้าวของ เครื่องใช้ ไร้จำเป็น

    โฉบเฉี่ยว เที่ยวทาง ต่างประเทศ......แค่เศษ เงินหาญ สำราญเห็น
โรงแรม ห้าดาว ราวกับเป็น..................ของเล่น ของส่ำ คนร่ำรวย

    ที่ดิน ถวิลหา ซื้อมาเก็บ..................เพชรทอง ส้องเสพ ปานเทพท่วย(ท่วย=หมู่,เหล่า)
สัตว์เลี้ยง เพียงพร่ำ เพลินอำนวย..........เครื่องช่วย ประดับ ปรับบารมี

    ในขณะ ที่คน ล้นโลกหลาก..............อดอยาก บากยัน ผ่านวันนี้
อนาคต หมดไร้ เหมือนไม่มี..................ขาดที่ อาศัย ใช้ทำกิน

    ว่างเปล่า ข้าวหุง เครื่องนุ่งห่ม...........ทุกข์ตรม ทุกตื่น วันคืนสิ้น
ที่ยืน ยังไร้ ใช้ชีวิน..............................ที่ดิน อย่าหวัง ดั่งฝันไป

    ร่วมโลก ร่วมคน รวย-จนคู่................(แต่)ต่างคน ต่างสู่ อยู่อาศัย
ต่างมี ชีวิต และจิตใจ...........................(แต่)ตัวใคร ตัวมัน นิรันดร ฯ

๑๖ กันยายน ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ชีวีที่งามสะอาด : กาพย์ฉบัง๑๖



ชีวีที่งามสะอาด : กาพย์ฉบัง๑๖

    ชีวีที่งามสะอาด..................พิสุทธิ์ผุดผาด
มิขาดมิแคลนแก่นสาร

    ถึงโลกละลานกันดาร.................น้ำใจใสผ่าน
สำเริงสำราญสม่ำเสมอ

    บรรลุกุศลปรนเปรอ.................พิมลล้นเอ่อ
เสมอสวรรค์พิมานหมาย

    ศีลธรรมสัมฤทธิ์กรีดกราย.................สะดวกสบาย
มิวายมิว่างสร้างสม

    ชวลิตสิทธาอารมณ์.................ระรื่นชื่นชม(ชวลิต=รุ่งโรจน์,สิทธา=ผู้สำเร็จ)
วิกรมวิจิตรพิสมัย

    สุจริตกิจกรรมทำไกร..................ชั่วบาปสาปไป
พิไลพิลาสสัตศรี(สัต=ดี,งาม,น่านับถือ)

    เกื้อหนุนคุณธรรมความดี.................เกิดแก่ชีวี
ทวีธวัชพัฒนา(ธวัช=ธง)

    มากมีพลังวังชา................ชีวันฟันฝ่า
สง่าเสงี่ยมเปี่ยมประสงค์

    อหิงสาสุธรรมดำรง................สะคราญมั่นคง
จะนำจำนงทรงไสว

    สุขีสิริชิตชัย.................ปลอดโรคปลอดภัย
ตลอดไปตลอดกาลนานเทอญ ฯ

๑๕ กันยายน ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

ความคิด-จิตใจ : กลอนคติสอนใจ




ความคิด-จิตใจ : กลอนคติสอนใจ

    อรุณ รุ่งสาง สว่างสบ.................พิภพ อบอุ่น สูรย์ศรี
บุรพา ประภาส ปรัดปรีดิ์.................พงพี พิสุทธิ์ ผุดสะคราญ(ปรัด=แต่ง)

    ปักษา ภาษิต อิสระ....................เพรียกหมู่ สุขะ ประสาน
ไคลคลา ราตรี วิกาล......................กุสุมาลย์ บานเร่ง เบ่งประไพ

    ความดี สิดุจ แสงทอง.................เรืองรอง ผ่องจิต พิสมัย
เลิศดั่ง รังสี พิไล............................ดลให้ ได้เห็น เจนตา

    คนใด ใจซื่อ สุจริต......................ประกฤติ ซื่อส่อ ต่อหน้า(ประกฤติ=ลักษณะ)
คนแสร้ง แกล้งซื่อ ฤาจะมา...............มารยา หลอกคิด สนิทใคร

    น้ำเปล่า เข้ากับ น้ำเปล่า..............คนเรา เข้าสนิท ด้วยนิสัย
น้ำกับ น้ำมัน บรรลัย........................(คน)ห่างไกล เพราะใจ ต่างกัน

    กรรมไซร้ ใจนำ กำหนด...............ตรง/คด ความคิด ผลิตผัน
ความคิด จิตนำ จำนรรจ์...................ชีวัน บัญญัติ ชัชวาล์

    ความรู้=ชุติ ชีวิต........................พิชิต สถานการณ์ ปัญหา
ความคิด-จิต จัด-พัฒนา....................สัมมา ทิฐิ อภิรมย์

    "ปล่อยวาง" อย่าง " ไม่ ยึดมั่น"......เท่าทัน ตัณหา มิสะสม
 ไม่ใช่ "ปล่อยมาน" โสมม................โง่งม ความคิด จิตเอย ฯ

๑๔ กันยายน ๒๕๕๗ 

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

สภาวะโลกร้อนเริ่มวิกฤติ : โคลงสี่สุภาพ







สภาวะโลกร้อนเริ่มวิกฤติ : โคลงสี่สุภาพ

. ฝนโรยรินรุ่งเช้า..................ราวสวรรค์
เมฆบดบังตาวัน.....................หม่นคล้ำ
ลมพัดป่วนผวนผัน.................พลันสยบ
ฝนหลบ รุจิราล้ำ....................ล่วงให้อุทัยหวน ฯ

. มวลหมู่ติณชาติต้น..............ต่างขจี
ใบสดปรากฏศรี......................หยดน้ำ
กลมใสก่ายเกาะมี...................ประกายส่อง
ผุดผ่องรองแสงซ้ำ..................ภาพล้วนรัญจวนใจ ฯ

. ความงดงามอยู่ใกล้..............กายเห็น
ปกติชีวีเป็น............................(ถูก)มองข้าม
กระหายกรายเกลือกเข็ญ...........เที่ยวท่อง
กิน-มองแปลกใหม่ห้าม.............จิตไว้ไม่ไหว ฯ

. การเดินทางต้องใช้...............ยวดยาน
เมื่อเผาผลาญพลังงาน..............มล(พิษ)สร้าง
ก๊าซเรือนกระจกดาล.................โลกบ่า
สภาวะโลกร้อนล้าง...................สุขไร้พิไลหรือ ?

. ถือนโยบายกระตุ้น.................เศรษฐกิจ
ขับเคลื่อนการพาณิชย์................ขาย-ซื้อ
เพิ่มปริมาณการผลิต...................ย่อมพร่ำ
ทำลายธรรมชาติรื้อ....................ผลาญใช้มลายสูญ ฯ

. มูลค่าเศรษฐกิจสร้าง...............เงินตรา
ก่อวิกฤติตามมา.........................โลกร้อน
สารพัดพิบัติพา..........................ทุรเหตุ
ทำลายเศรษฐกิจย้อน..................กลับให้กำไรหรือ ?

. ใครจักเป็นผู้ต้อง.....................ชะตากรรม ?
ใครจักผลักดันนำ.........................พิบัติพ้น ?
เห็นก็แต่ต่างทำ..........................เมินหมิ่น
ยังยินความอยากล้น....................ขาดไร้สำนึก ฯ

๑๓ กันยายน ๒๕๕๗