ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ

*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ


วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กุศลสังวร : กลอนคติเตือนใจ



กุศลสังวร : กลอนคติเตือนใจ

    สายลม โหมซัด รัตกาล.................สะท้าน ซ่านอา กาศหนาว
ฟ้าไกล ใสเห็น เพ็ญพราว..................ดวงดาว ดาษดื่น รื่นรมย์

    หนาวยิ่ง จนจิ้ง หรีดไม่..................ส่งเสียง เกรียงใส ไกรสม
ป่าเอย เคยร่า ระงม..........................กลับจม อยู่ใน วิเวกา

    ยินเพียง เสียงลม โถมร่ำ...............ในคืน มืดดำ ล้ำค่า
หัวค่ำ เข้านอน ก่อนเวลา...................แต่ทว่า กลับตื่น ฟื้นตน

    กิเลส-ความเขลา เบาบาง..............ต้นทาง บรรลุ กุศล
จึงพบ เพียงพร่าง ลางคน..................แตกต่าง จากคน ทั่วไป

    ซื่อตรง ทรงศีล จินต์สัตย์...............ยืนหยัด ศรัทธา ธรรมาศัย(ธรรมาศัย=ธรรม+อาศัย)
มิหยุด สุจริต จิตใจ...........................ประไพ ประพฤติ พฤทธิกรรม(พฤทธิ์=ความเจริญ)

    สัมมา ทัศนะ คติ..........................ดำริ โลกุตร์ ดุจถัมภ์(ถัมภ์=เสา,หลัก)
วิริยะ ประพฤติ พรหมธรรม.................สุจริต กิจกรรม ทำงาน

    กุศล กลธรรม กรรมมี....................เป็นที่ พึ่งพา ชีวศานติ์
กฎแห่ง กรรมา โลกบาล....................ศรัทธา อาจาร สัญญี

    เพียรละ อุปาทาน-ตัณหา...............วิชชา พาส้อง ผ่องศรี
อนิจจัง สังวร กรณีย์..........................ชีวี นิพัทธ์ อนัตตา ฯ(กรณีย์=อันพึงทำ,นิพัทธ์=เสมอ)

๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พิเคราะห์คน : กลอนคติสอนใจ



พิเคราะห์คน : กลอนคติสอนใจ

    เมฆสลัว มัวสยาย จรดปลายขอบ............นภารอบ อโณทัย ไร้สูรย์ศรี
ลมกระหน่ำ ระกำหนาว น้าว นที...................เย็นยะเยียบ เฉียบฉวี ทิวาวัน

    มัจฉาน้อย ลอยแล ร่างแน่นิ่ง..................มิไหวติง อัตตา ดุจอาสัญ
นกไม่มี แดดผิง พลอยพิงงัน.......................เบียดชิดกัน ปันให้ ไออุ่นเอม

    กระทั่งสาย คลายคลา เมฆละขาด............แสงแดดสาด อัศจรรย์ ซ่านเขษม
แดดธรรมดา ดลให้ ได้ปรีดิ์เปรม..................เรืองรองเหม สุขให้ หทัยรมย์(เหม=ทองคำ)

    สุมาลี สีสัน สะคราญสด.........................สวยหมดจด งดงาม อร่ามสม
บ้างประทิ่น กลิ่นหอม ชวนดอมดม................บ้างมีเพียง รูปโฉม แช่มคมคาย

    ความเป็นคน ล้นค่า คุณสมบัติ.................ประเสริฐสัตว์ พัฒนา ช้านานหลาย
ความเป็นคน พ้นเกี่ยง เพียงร่างกาย..............อีกมากมาย ก่ายกอง มุมมองมี

    ความรอบรู้-ทักษะ และสามารถ................ความฉลาด-สร้างสรรค์-จรรย์วิถี
ความประพฤติ-คุณธรรม-ความงามดี..............ทัศนคติ-ศีลธรรม ประจำใจ ฯลฯ

    อย่ามองคน ยลแค่ แลรูปลักษณ์...............เห็นเพียงพักตร์ ทักประดิษฐ์ พินิจฉัย
หลงกิเลส ตัณหา ชักพาไป..........................ทำอะไร โง่เขลา เบาปัญญา

    มโนธรรม ความคิด และนิสัย....................ความประพฤติ ยึดใช้ ไว้ปุจฉา
พิเคราะห์คน สนเทศ เพทนา........................อย่างถูกต้อง ถ่องค่า ธรรมาเอย ฯ

๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ 

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โลกเปลี่ยนไป : กาพย์สุรางคนางค์๒๘



โลกเปลี่ยนไป : กาพย์สุรางคนางค์๒๘

    ..................................ลมแรง-แห้ง-เย็น
ไม่รู้ สึกเห็น.......................เช่นฤ ดูหนาว
ลมตะ วันออก....................บอกเล่า เรื่องราว
โลกเปลี่ยน เวียนป่าว...........ไป่เหมือน ก่อนมา

    ..................................จิตใจ ผู้คน
ก็สัป (ปะ)ดน.....................ชั่วฉล แก่กล้า
ไม่ละ เอียดอ่อน.................ซ่อนบาป หยาบช้า
ทำงาน ปานว่า...................แค่ง่า หาเงิน

    ...................................สินค้า ประดิษฐ์
สะท้อน ความคิด.................ใช้ชั่ว ผิวเผิน
ไม่เน้น คุณภาพ...................หยาบทำ ดำเนิน
อายุ สั้นเกิน........................ประเดี๋ยว เดียวพัง

    ....................................สะท้าน การคิด
ปรัชญา ชีวิต.......................ของคน ยุคหลัง
มักงาย ใจเบา......................โฉดเขลา เมามั่ง(มั่ง=มีมาก)
คิดคด บดบัง.......................พลัง ความดี

    ....................................กิเลส ตัณหา
กำหนัด กามา......................ขจัดค่า ราศี
ก่อกรรม ทำบาป...................หยาบช้า ราวี
ทั่วโลก ทวี..........................วิปริต ทิศทาง

    ....................................บาปใคร บาปมัน
บุญใคร บุญมัน.....................คิดสรร ขันสร้าง
ชีวัน สั้น-น้อย.......................หัดคอย ปล่อยวาง
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง....................อนิจจัง อ้างเอย ฯ

๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รู้จักกลัว : กาพย์ฉบัง๑๖



รู้จักกลัว : กาพย์ฉบัง๑๖

    ความกลัวส่งผลดลให้................หลีกลี้หนีภัย
อันตรายไกลห่างกังวล

    คือสัญชาตญาณเผ่าพันธุ์คน...............ธรรมชาติสร้างสน
ปกป้องกันตนกลขำ

    ด้อยสติปัญญาจะนำ................เพิ่มกลัวพัวพร่ำ
(เป็น)การกระทำที่ไร้เหตุผล

    แม้ปัญญามีพิมล...............ฤชุกุศล(ฤชุ=ซื่อ,ตรง)
ดลทั่วกลัวลดถดถอย

    กลัวหลายยังใจให้พลอย..............ความสุขเหลือน้อย
คอยระวังค้างจิตคิดไข

    ควรแก่เหตุผลกลไก..............ความกลัว(เช่นนั้น)ทำให้
มีอายุวัยยาวยืน

    " ไม่กลัว " บิ่นบ้ากล้าฝืน................(ทำให้)เดือดร้อนย้อนคืน
ดาษดื่นเห็นเป็นอุบัติเหตุ

    หลากลานบรรดาอาเพศ................มักเกิดจากเจต
ปฏิเสธกลัวบาปหลาบกรรม

    กล้าทุจริตผิดศีลธรรม................หลงผล(ว่าดี)ล้นล้ำ
ประจำกรรมชั่วนัวเน้น

    โลกธาตุมิปราศกฎเกณฑ์.............วัฏฏกรรมนำเวร
ทำเห็นให้เป็นโทษทัณฑ์

    ต้องภัยเภทโรคโศกศัลย์..............ทุกขาจาบัล(จาบัล=ทุรนทาย)
ทรมานยากแค้นแสนเข็ญ

    ความกลัวบาปกรรม(คือความ)จำเป็น..............จะได้ใจเว้น
ไม่ก่อเวร " โอตตัปปะ "

    คือครรลองของธรรมะ...............คุ้มครองโลกะ
คู่ " หิริ " อริยธรรมเอย ฯ

๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตจริงยิ่งคำจำนรรจ์ : กลอนคติชีวิต



ชีวิตจริงยิ่งคำจำนรรจ์ : กลอนคติชีวิต

    เมฆาครอบคลุม ประชุมทั่วท้องฟ้า................ทอดสุดสายตา สุริยาห่างหาย
เมื่อสิ้นแดดส่อง มิข้องกระวนกะวาย..................ดอกหญ้าสยาย ได้ด้วยเรี่ยวแรงตน

    แต่ยามลมหนาว ยืดยาวพัดผ่าน....................เหน็บหนาวสะท้าน อลหม่านซ่านสน
ยิ่งลมพัดแรง ยิ่งอยากแสวงแดดดล..................อบอุ่นหมุนวน ผ่อน พหล ทรมาน

    ภูมิประเทศ เขตแคว้นแดนแห่ง.....................อากาศเปลี่ยนแปลง แผลงทั่วทุกสถาน
ประโยชน์มากมาย อย่าใคร่คิดรำคาญ................ธรรมชาติสร้างสาน ฤดูกาลจรรโลง

    เสมือนเช่นชีวา ของบรรดามนุษย์..................ย่อมเปลี่ยนไปไม่หยุด ประดุจเส้นคดโค้ง
มีชะตาชีวิต คอยลิขิตเชื่อมโยง.........................เวรกรรมนำส่ง วางโครงสร้างเป็น-มี

    บางช่วงเช่นขึ้นเขา บางคราวก้าวลงห้วย.........บ้างบุญหนุนอำนวย ช่วยประสบสุขี
บางครั้งคล้ายคราวเคราะห์ เพราะโศกเศร้าโศกี....เหมือนกรรมตามย่ำยี มีแต่ทุกข์ระทม

    โลกธรรม์ครรลอง ต้องเข้าใจสัจจะ..................อย่าสร้างแต่ตัณหา อย่าตามจริตจิตห่ม
ปลุกปั้นปัญญา ละอวิชชาโง่งม.........................ความรู้สึก-อารมณ์ คอยข่ม-เกลา-เท่าทัน

    ความสุขสมหวัง อย่างที่มิแปลงเปลี่ยน...........คงเป็นการขีดเขียน แค่ในความคิด-ฝัน
ชีวิตที่แท้จริง ยิ่งกว่าคำจำนรรจ์........................ไม่เลือกชาติชนชั้น ฐานันดรใดๆ

    สงบความคิด สงบจิตฟุ้งซ่าน.......................สงบความทะยาน อุปาทานวิสัย
เพียรทำความดี พลอยเปรมปรีดิ์ฤทัย.................ปรมัตถ์นิรัติศัย ขวนขวายเถิดชน ฯ

๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คืนหนาวคราวลำเค็ญ : ภุชงคประยาตฉันท์๑๒



คืนหนาวคราวลำเค็ญ : ภุชงคประยาตฉันท์๑๒

    ระบัดลม ระบมลื่น........................ละลอกคลื่น คละครึ้นไล่
พนาวาส พนัสไหว...........................พนมไม่ พิไรเมิน(พนาวาส=ที่อยู่ในป่า,พนม=ภูเขา)

    ประเดี๋ยวหยุด ประดุจหย่อน...........พระพายผ่อน ผละผิวเผิน
กระโชกซ้ำ กระหน่ำเกิน....................ยะย้ายเยิน ยะเยือกเย็น(ยะย้าย=ยักย้าย)

    นิศาคม สิลมร่ำ...........................นิศาคร่ำ ระกำเข็ญ(นิศาคม=เวลาโพล้เพล้,นิศา=กลางคืน)
ศศีรา สถิตเป็น................................สล้างเด่น สถานการณ์(ศศีระ=หนาวเหน็บ)

    เผชิญชม ภิรมย์หนาว...................ประกายดาว ประกฤตศานติ์(ประกฤต=ทำมาก)
สรินทรา นภากาฬ............................ประจักษ์พาน พยานยล(สรินทรา=สร+อินทร์)

    ฤดูหนาว มิร้าวหนา.......................ผิกายา พลาล้น
(ภูเขา)หิมาลัย มิไร้คน.......................มุดั้นด้น พิชิตชัย

    ประสบส่ำ เคราะห์ลำเค็ญ...............สิยากเย็น ขนาดไหน
ฤดีแกร่ง แสดงไกร............................มิหวั่นไหว วิไลมาน

    ฤดูแล สิแปรเปลี่ยน.......................พิภพเวียน พิบูลหว่าน
ชะตา วน ณ ชนม์วาร.........................จิพบพาน มลานมี(มลาน=ลานตา)

    ประดาเข็ญ และเคืองขัด................ประสิทธิ์สัต พิพัฒน์ศรี(สัต=ดี,งาม)
เพราะเวรกรรม กระทำพลี....................วิถีวัฏฏ์ วิภัตติ์เอย(วิภัตติ=การจำแนก)

๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สิ่งที่โลกขาดแคลน : โคลงสี่สุภาพ



สิ่งที่โลกขาดแคลน : โคลงสี่สุภาพ

. ประดาสารพัดกล้วย.................ดื่นดาษ
วางขายตามตลาด......................คึกครื้น
มะละกอสีฉูดฉาด.......................ผลสุก
ออกชุกกลางหมอกชื้น.................ในหน้าหนาวฤดู ฯ

. ผลขนุนหนุนเนื่องให้................เก็บกิน
ดอกแคแลเกลื่อนดิน...................ร่วงล้น
มะรุม มลาน มลิน.......................รอบป่า(มลิน=ไม่บริสุทธิ์)
บรรพชนคงคิดค้น.......................ปลูกไว้เผื่อลูกหลาน ฯ

. ทรัพย์ในดินสินในน้ำ.................สมบูรณ์
ดำรงสังขารกูล............................ชีพเกื้อ
กินหาบ่อาดูร...............................แคลนขาด
ธรรมชาติชีวาตม์เอื้อ.....................ดิน-น้ำ-นภาหนุน ฯ

. กินอิ่ม-นอนอิ่มพ้อง....................เพียงพอ
ดำรงชีวิตรอ................................ดับม้วย
ปัจจัยยังชีพออ............................โลกเอ่อ
เพียงแค่เธออยู่ด้วย.......................อย่าตั้งยังผลาญ ฯ

. การแข่งขันแย่งยื้อ.....................ครอบครอง
รวยร่ำทำลำพอง...........................อวดโอ้
มีเกินจำเป็นกอง...........................ทรัพย์เกร่อ
ทำเป็นเช่นเธอโก้..........................เลิศล้ำเกินคน ฯ

. ปล่อยคนที่อ่อนด้อย...................อดอยาก
ตกระกำลำบาก.............................ยากแค้น
เพราะทรัพยากรหลาก....................พรากสู่
ตกอยู่กับกลุ่ม-แคว้น......................ส่วนน้อยไม่กี่คน ฯ

. (ความ)เห็นแก่ตัวก่อเกื้อ.............ขาดแคลน
ทุกประเทศเขตแดน......................เหลื่อมล้ำ
คนมีมีเหลือแสน...........................เสพสุข
คนยากจนชีพช้ำ...........................ต่ำต้อย อดตาย ฯ

๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๗