ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ยินดีต้อนรับอาคันตุกะทุกท่าน
ขอขอบคุณที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่ท่านประสงค์
ผลงานเหล่านี้ ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่
( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด
ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า โดยไม่คิดมูลค่า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆท่านเทอญ

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นรกบนดิน : กลอนสี่



นรกบนดิน : กลอนสี่

    รุ่งเร้า เช้าตื่น.................รมย์รื่น ลมหนาว
นภา สกาว........................เมฆขาว เบาบาง

    วิหค นกร้อง..................แซ่ซ้อง สล้าง
ก่อนจะ แยกทาง................ต่างคลา หากิน

    มัจฉา ขยับ...................คล้อยกับ กระสินธุ์
ท้องธาร ลานดิน................กรวดหิน เรียงราย

    ใบไม้ ร่วงลง.................วงคลื่น ขยาย
ค่อยราบ เรียบคลาย............สบายตา อาวรณ์

    ธรรมชาติ สดับ...............สลับ ซับซ้อน
ภิญโญ โสทร.....................อากร ชีวี(โสทร=พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน)

    เลี้ยงดู อุปการ................ปุราณ->ป่านนี้(อุปการ=ความช่วยเหลือเกื้อกูล)
พระคุณ พูนพี.....................ไม่มี เทียบทาน

    สำนึก รักษา...................อย่าตั้ง ล้างผลาญ
คิดเห็น เป็นการ...................อภิบาล ชีวี

    ธรรมชาติ คือบ้าน.............คือสถาน ศานติ์ศรี
อยู่ดี กินดี...........................หามี ที่ใด

    เท่าที่ ปรากฏ..................อนาคต อันใกล้
โลกร้อน ย้อนภัย..................อย่างไร้ อารี

    ถ้ายิ่ง ทำลาย..................เท่าหมาย ชั่วชี้
ทุกขา ทวี...........................ไม่มี สุขใจ

    มิต่าง ดั่งตก....................นรก หมกไหม้
ร้อนลาญ ปานไฟ..................ตลอดไป ตลอดกาล ฯ

๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทางผ่าน : กลอนหก



ทางผ่าน : กลอนหก

    บุกป่า ฝ่าดง พงไพร...................ลุยน้ำ ข้ามไป ไต่เขา
โดดเดี่ยว เดียวดาย กายเรา..............สองเท้า เท่านั้น จรรจา(จรรจา=พูด)

    ถิ่นที่ วิสุทธิ์ สะอาด.....................ความงาม ธรรมชาติ ปรารถนา
เลิศล้ำ สัมผัส อัทธา........................ปรีดา ปราโมทย์ จรดจินต์(อัทธา=ทางไกล)

    หลับตา หายใจ ให้ลึก..................รู้สึก พงไพร ให้กลิ่น
อิสระ เสรี ชีวิน................................ไม่สิ้น ไม่สุด รุจนา(รุจน=ความพึงพอใจ)

    กระทั่ง ย่างค่ำ ยามเย็น.................จึงเห็น ควรออก จากป่า
เศร้าแสน แทนคำ ล่ำลา....................กลับมา ทางเก่า ก้าวไกร

    ทว่า ชะตา ชีวิต...........................สุดคิด กลับหลัง ตั้ง(ต้น)ใหม่
ผ่านมา ผ่านแล้ว ผ่านไป....................พ้นมี พิสัย ใจปอง

    อดีต พิศเพียง ทางผ่าน.................เหตุการณ์ พานพบ ประสบผอง
บทเรียน เพียรจำ ทำนอง...................ทวนทบ พบช่อง ทองเทียม(เทียม=เปรียบ)

    หนทาง ข้างหน้า ปรากฏ................เลือกให้ ใสสด ยอดเยี่ยม
สุขี ปรีดิ์เปรม เต็มเปี่ยม......................เอมเอี่ยม อุรา อาลัย

    (หาก)มิสม ประสงค์ ปลงจิต............สุจริต สิทธา ปราศรัย(ปราศรัย=ปรารภ)
อดทน จนผ่าน วารภัย........................อย่ามี พิไร รำพัน

    อนิจ จาอัน ผันผวน.......................มิควร ยึดมั่น ถือมั่น
เมื่อผลัก จากอก โลกธรรม์..................ชีวัน พลันเบา เพราสบาย ฯ

๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชีวีต้องมีความรู้ : กลอนเจ็ด



ชีวีต้องมีความรู้ : กลอนเจ็ด

    สิ้นเดือน ตุลาฯ แต่ฟ้าครึ้ม.................รุ่งเช้า เซาซึม ลืมสูรย์แสง
เมฆฝน หม่นนภา ดั่งแสดง....................ขัดแย้ง กับข่าว หนาวฤดู

    ลมพัด จัดให้ ไม่เห็นแห้ง..................ชื้นแฝง ปานฝน ปะปนสู่
สัมผัส อ่อนนุ่ม เหมือนอุ้มชู...................พงไพร ได้อยู่ สุขสบาย

    เพียงฝน ไม่พอ ต่อชีวิต....................เป็นคน ต้องคิด พิศขวนขวาย
ทำมา หาเพียง พอเลี้ยงกาย..................ความหมาย ชีวา ล่านิยาม

    เกิดมา ทำไม ? ใคร่ครวญขบ.............ประสบ พบการณ์ พานแผกหลาม
สบทุกข์ สุขเคล้า เศร้าติดตาม................มีความ เป็นมา เพราะอะไร ?

    ตำรับ ตำรา แต่อดีต.........................ปราชญ์ขีด พากเขียน เพียรแจ้งไข
ศึกษา ปฏิบัติ ทัศไนย...........................สัจจะ วิสัย ใฝ่รู้(ความ)จริง

    อย่าเชื่อ เพราะคำ คนพร่ำบอก...........ชนปวง ลวงหลอก ชอบกลอกกลิ้ง
นิทาน ปรัมปรา อย่าอ้างอิง....................เป็นสิ่ง งมงาย มากมายมี

    ปราศ(ความ)รู้ อยู่ไป ไร้ประโยชน์.......ไป่เว้น เป็นโทษ โปรดถ้วนถี่
ไม่รู้ ผิด-ชอบ กรอบชั่ว-ดี......................ไม่มี จริยา ย่อมสัปดน

    ชีวี สิต้อง รู้ถ่องทิศ..........................ดำเนิน ชีวิต สัมฤทธิ์ผล
อย่าปล่อย ดวงตา ดามืดมน....................เป็นคน จนอับ อาภัพเอย ฯ

๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อดีของชีวิต : กาพย์ยานี๑๑



ข้อดีของชีวิต : กาพย์ยานี๑๑

    เหมันต์ อันอิ่งอ้อย....................ทีละน้อย ค่อยเหน็บหนาว
ฝนคลา นภาสกาว........................กลางคืนยาว กว่ากลางวัน

    แห้งผาย ให้สัมผัส...................พืชและสัตว์ สิ้นไพรสัณฑ์
ปรับตัว ให้ทั่วทัน.........................เพื่อสืบสาน พันธุ์เผ่าพงศ์

    ข้อดี ของชีวิต.........................คือสฤษฏ์ อานิสงส์
บุญสร้าง สะอางส่ง......................สู่สุคติ นิรามัย

    มากกว่า แค่หาสุข....................ความสนุก เท่านั้นไม่
ปล่อยกาย ปล่อยจิตใจ..................เสื่อมทรามให้ ไร้ค่าคุณ

    หนำซ้ำ ยังทำบาป....................ใจชั่วหยาบ สาบสถุล
ใช้ผลาญ ชีพวารพรุน....................จนขาดทุน จุนเวรกรรม

    (หาก)คิดได้ ใคร่ดำริ.................ศีล-สมาธิ-ปัญญาส่ำ
ศึกษา หมั่นกระทำ........................เป็นประจำ ประจักษ์จินต์

    จิตใส ใจสะอาด.......................คือพิลาส พิพัฒน์สิน
กุศล กั้นมลทิน.............................วิญญาณสุทธ์ ชุติมา

    แก่กาย ตายไปเกิด....................ภพประเสริฐ สมปรารถนา
ด้วยได้ ใช้ชีวา..............................อย่างปรีชา ปัญญาเอย ฯ

๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รู้เท่าทันคน : กลอนคติเตือนใจ



รู้เท่าทันคน : กลอนคติเตือนใจ

    ขอบฟ้า ขอบฟุ้ง..................เมฆมุง รุงรัง บังสูรย์
ทิวา อาดูร..............................อาพิล พอกพูน นภา(อาพิล=เศร้าหมอง)

    กระจัด กระจาย....................ขยาย ไร้ขอบ รอบหา
เคลื่อนไคล ช้าๆ.......................เมฆา มาคลาย เมื่อสายครัน

    แสงสอด ลอดสาด................เงาค่อย ทอดกวาด พาดผัน
เปลี่ยนแปลง แบ่งปัน.................ร่มเงา เท่ากัน มั่นมี

    แต่ความ เท่าเทียม................ปราศเปี่ยม โลกา วิถี
คุณงาม ความดี.........................ต่างมี ต่างมาน จรรยา

    อีกความ ลำเอียง...................บ่ายเบี่ยง เลี่ยงหลัก ภักดิ์หา
พวกพรรค รักพา........................เห็นแก่ อัตตา อาลัย

    ทุจริต มิจฉา..........................อุรา มารยา สาไถย
อันธพาล จัญไร..........................จิตใจ จึงชั่ว มัวมน

    พินิจ พิเคราะห์.......................สืบเสาะ เจาะลึก ผนึกผล
รู้เท่า ทันคน...............................รู้ท้น อกุศล กลลวง

    ประมาท มักง่าย......................มิวาย ยุ่งยาก หนักหน่วง
กมล คนปวง...............................มิล่วง สัตว์บรรพ สันดาน

    ถูกใจ จะรัก............................ผิด(ใจ)จัก ประหัต ประหาร
อยู่เคียง คนพาล..........................เปรียบปาน เคลียคลอ อสรพิษ

    หลีกให้ ไกลห่าง......................อยู่อย่าง ระวัง สร้างสิทธิ์
รักษา ชีวิต..................................อย่าคิด อ่อนแอ แดดวง ฯ

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มิย่อท้อต่อชะตา : กลอนคติสอนใจ



มิย่อท้อต่อชะตา : กลอนคติสอนใจ

    ขุนคีรี ขึ้นรอบ ริมขอบฟ้า.....................ดูละม้าย คล้ายปรา การไศล
เมฆฝนปก คลุมเขา ลำนำไพร...................กั้นฟ้าให้ ไม่เห็น เร้นสุรีย์

    ต้นข้าวเริ่ม ออกรวง กอพวงใหญ่............ถูกฝนพรำ ทำให้ ไม่ชันชี้
ล้มระเน ระนาด ขาดทัศนีย์........................ทำให้มี ปัญหา คราเกี่ยวครัน

    ยังคงครึ้ม ครองฟ้า วลาหก....................เห็น(ฝน)ทำท่า ว่าจะตก หัวอกสั่น(วลาหก=เมฆ)
จากดิ้นรน ฝนแล้ง ดั่งแกล้งกัน...................ข้าวแก่พลัน ฝนดันพรำ น้ำตานอง

    หรือเวรกรรม ตามรังแก แต่ปางก่อน.........ชาตินี้จึง เดือดร้อน ย้อนสนอง ?
นาต้องเช่า เขาทำ หนี้จำจอง......................หาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง ข้องลำเค็ญ

    หมดหน้านา หางาน ไกลบ้านเกิด.............เที่ยวเตลิด ปานวิหค นกน้อยเห็น
ขายหยาดเหงื่อ แรงงาน เช้ายันเย็น..............ความลำบาก ยากเข็ญ เช่นชะตา

    ได้แค่จำ ทำใจ ให้สงบ..........................เพื่อหวังพบ สุขสบาย ในชาติหน้า
ชาตินี้จะ กระทำ แต่กรรมา..........................สุจริต นิตยา มิคลาไคล

    ขอถือศีล กิน-ใช้ ไม่ทำบาป....................หยุดชั่วหยาบ ตราบชีวา จะหาไม่
พัฒนา จิตให้ยิ่ง ยิ่งขึ้นไป...........................มิอาลัย วิโยค ต่อโลกธรรม

    ขัดเกลาดวง ฤดี ละกิเลส........................มุ่งอุจเฉท ตัณหา มลส่ำ(อุจเฉท=ขาดสูญ,มล-อ่าน-มะละ)
ไม่ยึดติด อัตตา มนาตรำ.............................ตามหลักธรรม คำพุทธ พิสุทธิ์เอย ฯ

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สู่ความสมหวัง : โคลงสี่สุภาพ



สู่ความสมหวัง : โคลงสี่สุภาพ

. เสียงครืนทั่วผืนฟ้า................หลังฝน
แสงแปลบปลาบวาบวน.............ไป่เว้น
หวนกลับสาดสับสน..................เสียง(ฝน)ซ่า
พงพีรัชนีเร้น...........................เพลงร้อง(ของ)เรไร ฯ

. ฝนห่วงใยนาข้าว...................ขาดฝน ?
หัวค่ำรินร่ำจน...........................ล่วงเช้า
ยามสายยังพรั่งผล.....................พิรุณหลั่ง
ดั่งเก็บกดนานเข้า......................คั่งค้างเหลือหลาย ฯ

. ทุกสิ่งใครเล่าได้.....................ดังประสงค์ ?
สัจจะยังจะคง............................คู่หล้า
พลาดหวังอย่าพรั่งหลง...............ลืมสติ
ดำริหฤทัยกล้า...........................แกร่งท้าปัญหา ฯ

.ประคองใจมิให้.......................ซวนเซ
ถึงเก่าหวังพังเพ.........................พ่ายแพ้
ชีพยังอย่าลังเล..........................หวังใหม่
ใครขวางบ่ได้แม้.........................แต่ฟ้าพระอิศวร ฯ

. ควรหวัง(แต่)อย่าคลั่งไคล้..........ความหวัง
หวังแต่สิ่งอันยัง..........................(เป็น)จริงได้
ทุ่มเทพละกำลัง..........................สรรสู่
บรรลุสำเร็จไซร้...........................อย่าได้ทอดถอน ฯ

. คอยวิงวอนฟ้าช่วย....................อวยไฉน ?
รังเกียจการงานไกร......................ไขว่คร้าน
ทำมารยาสาไถย..........................ทุจริต
อย่าคิดสมหวังด้าน.......................ดีได้หมายถวิล ฯ

. กุศลศีลวัตรสร้าง.......................ทางสม
บุญทานบันดาลอุดม......................อิ่มได้
ศรัทธาค่านิยม..............................สุจริต
ชีวิตวิจิตร;ไร้................................สิ้นซากขวากหนาม ฯ

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๗